ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนที่ 1 : ทุกอย่างเริ่มที่ใจ

ขอท้าวความนิดนึงค่ะ นี่เป็นบล็อกซีรีส์ของการลดน้ำหนักและออกกำลังของเราเมื่อช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาค่ะ
คือจริงๆ เรามีเป้าหมายที่อยากลดน้ำหนักอยู่แล้วทุกปีค่ะ ไปย้อนดู new year resolution เราได้เลยทุกปี ฮ่าๆๆ แต่ไม่เคยทำได้ เพราะไม่เคยตั้งใจจริงค่ะ พอมาต้นปี 2013 เราเดินทางมาถึงจุดพีคของน้ำหนักแตะเลข 6 ละค่ะ จากการกินไม่ยั้ง ไม่มีเวลาออกกำลัง ปล่อยตัวปล่อยใจ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พยายามจะทำตัวให้สุขภาพดีด้วยการติดตามการออกกำลังและการกินของหมอหมี (Dr.Carebear) แล้วนะคะ และเลิกกินชานมไข่มุกด้วย แต่ก็นั่นแหละค่ะ ดีแต่ทฤษฎีแต่สอบปฏิบัติตก แล้วเราจะไปแนะนำใครเค้าได้ ถ้าเราไม่เคยลดน้ำหนักได้จริงเลย? มันเจ็บนะคะ

photo(17)
รูปช่วงปีใหม่ 2556 น้ำหนักประมาณ 60 กก. ค่ะ

จุดเปลี่ยนของเราอยู่ตอนที่ไปงานแต่งงานเพื่อนค่ะ เราเจอเพื่อนร่วมชั้นที่เคยเรียนมหาลัยด้วยกัน นางดูฟิตแอนด์เฟิร์ม สุขภาพดีมากๆ กล้ามแขนแน่นเลยค่ะ ในขณะที่เราถ่ายรูปเบี่ยงมุมไหนก็แก้มเยอะ แขม่วพุงยังไงก็ยังหนา อ้วน ใส่อะไรก็ไม่สวย เลยถามเพื่อนค่ะ ว่าทำยังไงบ้าง นางบอกว่าเข้าฟิตเนส มีเทรนเนอร์ เราก็เลยคิดว่า จะต้องสมัครฟิตเนสอีกครั้งหลังจากจ่ายค่าตลอดชีพ (ที่ไม่มีจริง) ของแคลิฟอร์เนีย ฟิตเนสไป กอปรกับเพื่อนร่วมงานมีแรงบันดาลใจในการลดความอ้วนเช่นกันค่ะ นางจะไปเล่นและสมัครเทรนเนอร์ที่ฟิตเนสเฟิร์ส สาขาใกล้ออฟฟิศ เลยติดสอยห้อยตามนางไปด้วย นางบอกว่าเทรนเนอร์คนนี้ ทำให้เพื่อนผู้ชายของนางลดจากผู้ชายพุงโต มามีซิกแพคได้ค่ะ ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ รอดูกันไปยาวๆ เพราะเรามีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับเทรนเนอร์ค่ะ ที่แคลิตอนนั้นอุตส่าห์ซื้อนางไป 15 ครั้งมั้ง ตอนเทรนก็ดูไม่ค่อยใส่ใจ เหนื่อยแต่น้ำหนักไม่ลง ไม่เคย follow up ผลการเทรน แล้วสุดท้ายก็ไม่ประสบผลในการลดน้ำหนักค่ะ เสียเงินไปเยอะนะคะ เหนื่อยร่างจะแหลก แต่สุดท้ายก็เหลว

นอกจาก peer pressure แล้ว เรายังหาแรงบันดาลใจอื่นๆ หรือการบรรยายดีๆ ที่แนะนำในการลดน้ำหนักค่ะ เราไปร่วมการบรรยายของคุณหมอผิง ธิดากานต์ (@Thidakarn) ร่วมกับสสส.มาค่ะ แล้วก็ซื้อหนังสือที่คุณหมอเขียน “ผอมได้ไม่ต้องอด” แล้วก็อีกเล่ม แปลมาจากเว็บเมืองนอก ก็ไม่แย่นะคะ ชื่อ “ถ้ารู้แบบนี้ผอมไปนานแล้ว” อ่านวันเดียวก็จบค่ะ (อ่านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาจากงานที่ลิงค์นี้)

เราควรเลือกวิธีที่เราถนัดและทำได้จริงในระยะยาวนะคะ พวกสูตรอาหารอะไรที่มันหากินยากๆ ไม่ใช่คนธรรมดาจะหากินได้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนค่ะ เราเชื่อในวิถีของหมอหมีและหมอผิงบอกค่ะ ปรับวิถีชีวิตใหม่ ทานอาหารครบทุกมื้อ เท่าที่จำเป็น และมีประโยชน์ ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญและสร้างกล้ามเนื้อ
อันนี้แค่เฟสแรกค่ะ เฟสแรก จะเริ่มตั้งแต่ ม.ค-กพ 2556 นะคะ

กล่าวโดยสรุปคือ
1. สมัครฟิตเนสแบบกึ่งถาวร แบบจะบอกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ผูกมัดแบบจ่ายทั้งปีค่ะ โดยตอนสมัครแรกเข้าจะมีโปรโมชั่นให้เล่นกับเทรนเนอร์ 3 ครั้ง ราคา 1,600 เทรนเนอร์จะวัดมวลกล้ามเนื้อ ไขมัน และทดสอบสมรรถภาพของเราก่อนเล่นและหลังเทรนค่ะ ถ้าสนใจจะจ้างเทรนเนอร์ต่อก็ไม่ขัดค่ะ แต่ช่วงนี้เรายังไม่ได้จ้างค่ะ เนื่องจากยังไม่แน่ใจ
นี่คือรูปของการชั่งเครื่องชั่งที่วัดมวลไขมัน กล้ามเนื้อ เมตาบอลิซึ่มต่างๆ เดี๋ยวจะมาอธิบายยาวๆ อีกทีนะคะ
แต่ดูที่เค้าวงนะ น้ำหนักเราคือ 59.6 กก.
ไขมันในตัวถึง 32.4% น้ำหนักไขมัน คือ 19.3 กก.
อายุเมตาบอลิซึม เท่าที่เข้าใจคือ อัตราการเผาผลาญ เท่ากับคนอายุ 38 ค่ะ
ไขมันช่องท้อง (Visceral fat) เท่ากับ 5 คือ มีพุงนั่นเอง
น้ำหนักที่ควรจะเป็นคือ 54.9 กก. (นี่คือเป้าหมายแรกของเราค่ะ)
ไงคะ ตัวเลขดี๊ดี จะนิ่งเฉยได้อย่างไร ตอนนั้นบอกเลยว่าลดแค่ 2 โลยังยากเลยค่ะ ก็อายุ 30 กว่าแล้วนี่คะ ทำยังไงก็ไม่ลด นี่ไม่ค่อยกินข้าวเย็นด้วยซ้ำนะ เราเผาผลาญต่ำและกินแต่อาหารไม่ดีค่ะ เช่น เค้ก คุกกี้ ไรงี้

image(2)
2. เข้ายิมอย่างสม่ำเสมอ เซ็ตเวลาชีวิตไว้เลยว่าวันนี้ตอนเย็นไม่ว่าง เพราะต้องเข้ายิม ใส่ลงไปใน calendar เลยค่ะ และให้ความสำคัญเหมือนนัดหมายประชุมน่ะค่ะ คนเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งใด ต้องตั้งใจจริงนะคะ อันนี้สำคัญมาก ถ้าเพื่อนนัดกินข้าว ไม่ได้บอกล่วงหน้า ก็ยกเลิกค่ะ ทั้งเปลืองเงินและเปลืองสุขภาพ แต่ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะมีกินเลี้ยง ให้เลื่อนวันออกกำลังแทนค่ะ ช่วงสองเดือนนี้ เราเข้ายิมวีคละ 3-5 วันค่ะ บอกเลยว่า ช่วงนั้นกำลังว่างค่ะ งานประจำไม่หนักมาก แต่งานหนักไม่ได้เป็นอุปสรรคในการออกกำลังนะคะ บอกแล้ว เราต้องจัด priority และ work-life balance ค่ะ
3. เข้าอบรมการบรรยายเพื่อสุขภาพ อ่านบทความสุขภาพจากหลายๆ แหล่ง เพื่อดูข้อดี ข้อเสียและรวมเอามาใช้กับตัวเอง แล้วศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จว่ามีอะไรเป็นปัจจัยหลัก

4. เปลี่ยนวิถีชีวิตและการกินค่ะ เชื่อในหมอหมีว่า อาหารสำคัญกว่าออกกำลัง ในการลดน้ำหนัก โดยเริ่มซื้อข้าวกล้องมาหุงกินเอง โดยซื้อหม้อหุงข้าวใหม่เลยค่ะ เพราะหม้อหุงข้าวเก่ามันใหญ่ค่ะ และหุงไว้กินคนเดียว งานนี้ ต้องขอบคุณแม่มากๆ ค่ะ ที่ปกติหาอาหารเช้าให้ทานแล้วต้องมาช่วยหุงข้าวกล้องทุกเช้า และให้แม่ต้มผักให้เรากินควบคู่กับกับข้าวปกติค่ะ (จริงๆ ผักต้มคือ เฟส 2) อาหารที่มันๆ ทอดๆ ก็บอกแม่ว่าไม่เอานะ ขอแบบไก่ต้ม (ซื้อร้านข้าวมันไก่ แต่ไม่เอาข้าว เนื้ออกไขมันน้อยกว่าน่อง ไม่เอาหนัง) ไข่ต้ม (กินแต่ไข่ขาว เพราะเราคอเลสเตอรอลสูงค่ะ) ต้มจืด เกาเหลา เรื่องอาหารเดี๋ยวมาบอกละเอียดๆ นะคะ แล้วก็เริ่มคำนวณแคลอรี่ที่ต้องบริโภคและใช้ในแต่ละวันด้วยการใช้ MyFitnesspal Application ค่ะ และเลิกกินน้ำหวาน กาแฟเย็น น้ำหวานเย็นๆ ทุกประเภท เพื่อลดการเสพติดความหวานค่ะ เดี๋ยวมาเขียนละเอียดนะ

5. ซื้อที่ชั่งน้ำหนักใหม่ เพราะอยากได้แบบดิจิตอล ควรเลือกแบบที่หนักๆ หน่อยนะคะ แบบแบนๆ กระจกไรงี้ ชั่งไปซักพักมันไม่ตรงค่ะ เราโรคจิตค่ะ ชั่งเช้าและเย็นก่อนนอน ทุกวัน เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงแล้วจดลงแอพหรือ calendar ค่ะ จะได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปตอนไหน ทำอะไรแล้วน้ำหนักมันลง แต่ไม่ได้แปลว่าจะชั่งแล้วนอยด์นะคะ ส่วนตาชั่งที่ยิม ก็ชั่งทุกครั้งที่ไปค่ะ เพื่อดูว่ามีความเคลื่อนไหวอะไร ต้องปรับอะไรตรงไหน

เราซื้อรุ่นนี้ เหมือนคุณ Cinnamongal เลยค่ะ ขอยืมรูปมานะคะ อ่านวิธีใช้ได้ที่บล็อกคุณมดในลิงค์ด้านหน้าเลยค่ะ ^^

สถิติเดือนมกรา เราเริ่มเข้ายิมเมื่อวันที่ 7 มค เข้าไปทั้งสิ้น 9 ครั้งค่ะ
น้ำหนักลงไปสองโลค่ะ (ถือว่าเท่าทุนเองนะ เพราะก่อนปีใหม่ที่กินกระหน่ำก็หนักประมาณนี้)
ยังค่ะ เป้าหมายของเราสูงกว่านั้น คือ เราอยากหนักเท่ากับเมื่อปี 2004 ค่ะ คือ 53 กิโลค่ะ และไม่มีพุงค่ะ
เวลาใครถามว่าลดยังไง ก็ง่ายนิดเดียวค่ะ “ลดอาหาร กินแต่อาหารดีๆ และออกกำลังค่ะ” พูดง่ายแต่ทำยากนะคะ

ติดตามเฟสสอง กับการเข้าสู่การเทรนกับเทรนเนอร์และศัตรูของการลดน้ำหนักอย่างการไปเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศค่ะ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนและน้ำหนักเริ่มลดจริงจังค่ะ

Advertisements

ประสบการณ์ปรึกษาคุณหมอรังสิมา และฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกค่ะ

Botox

ย่าหาว่างั้นงี้เลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าอยากฉีดโบท็อกซ์มาก่อนเลย เพราะตัวเองยังอ้วนอยู่ (ในตอนนั้น) และมีเบบี้แฟตอาศัยอยู่บนหน้าจำนวนมาก มาตอนนี้เข้าเลขสามมาละ เลยต้องขอลองทำสวยบ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปณิธานของปี 2014 ที่จะต้องทำให้ตัวเองดูดีแบบพอประมาณกับกำลังทรัพย์และไม่มากเกินไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ

ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วเราทำมิชชั่นลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีไปแล้ว (กำลังเขียนสรุปอยู่นะ) ปีนี้จึงมาทำนวัตกรรมความงามภายนอกกันบ้าง เริ่มจากการเห็นอุปปาทานหมู่ที่เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องไปอัพดั้ง และอีกคนจากคนกรามใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นคนหน้าเรียวไปแล้ว จึงเริ่มเสาะหาความรู้เกี่ยวกับการโบท็อกซ์และเสริมดั้งแบบต่างๆ ค่ะ (จริงๆ ศึกษามาอยู่แล้วหลายปีนะคะ) พอเราผอมลงจะเห็นโครงกรามชัดมากๆ เลยอยากลองฉีดโบฯดู และนัดคุยกับคุณหมอรังสิมา (@DrRungsima) แห่ง I-sky clinic ค่ะ(ตื่นเต้นฝุดๆ ไม่เคยปรึกษากับคุณหมอเลย คิวท่านเยอะมากๆ อยากหาคุณหมอมานานแล้วตั้งแต่น้องส้ม Miffiiz ไปฉีดมาเมื่อปีที่แล้ว) ส่วนเราเคยไปทำ Coolsculpting (Zeltiq) ที่นี่เมื่อปีที่แล้วค่ะ ยังไม่ได้เขียนบล็อกนะคะ เดี๋ยวมารีวิวอีกทีค่ะ

botox00
ก่อนทำ ช่วงเดือนก.ค 56 ค่ะ

เราเริ่มหาข้อมูลเรื่องชนิด ราคา และผลข้างเคียงก่อนค่ะ คือ Botox ที่เราคุ้นเคยมันเป็นชื่อของแบรนด์นึงของทางเมกาค่ะ ชื่อทางเคมี คือ Botulinum Toxin อ่านที่มาและรายละเอียดของสารนี้ได้ที่นี่ หรือจะสืบค้นใน google ก็ได้ค่ะ ไม่อธิบายซ้ำแล้วเนอะ

สรรพคุณนั้นนอกจากจะทำให้ลดขนาดของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน (ทำให้เป็นหดเล็กลง) ในปัจจุบันโบท็อกซ์ใช้สำหรับลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นคิ้ว ปรับและแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยหยัก รอยบุ๋ม รอยย่น ปรับความโค้งของคิ้ว ยกหางคิ้ว หางตาให้ดูเรียวสวยขึ้น  ลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อเล็กลง เช่น กราม น่อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ลดการหลั่งของต่อมเหงื่อ เช่น บริเวณรักแร้ ลดการสะสมของแบคทีเรียจึงไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ (ข้อมูลจาก E-cosmedical ) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงคืออาจทำให้หนังตาตก พูดไม่ชัดได้ แต่สารนี้จะสลายได้ในความร้อนค่ะ เพราะฉะนั้นใครฉีดโบไม่ควรเข้าที่ร้อน เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ

โบท็อกซ์มีทั้งแบบสุญญากาศ (ในหลอดแก้ว) และแบบผงค่ะ ทีนี้ มีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ ส่วนในไทยจะนิยมคือ ชนิด A และ ชนิด B  ทีนี้ไปอ่านการสังเคราะห์และที่มาของสารนี้ได้ที่นี่ ส่วนอีกท่านได้อธิบายไว้ว่า โบท็อกซ์ ชนิดเอ นิยมใช้มากที่สุดเพราะเป็นชนิดแรกที่ออกมาจำหน่าย และได้รับความนิยม เพราะมีความแรงมากกว่า แต่ถ้ามีการละลายเมื่อนำมาใช้จะมีอายุการเก็บสั้นกว่าชนิดบี แต่ชนิดบีนั้นเหมาะสำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆและร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อชนิดเอ โดยความแรงของชนิดบี <Neurobloc ,Myobloc> นั้นต่ำมาก จึงต้องใช้ปริมาณการฉีดที่สูงกว่าเอ เยอะ(แรงน้อยกว่าถึง 50 เท่า แต่เก็บได้นานกว่าชนิดเอมาก)
มีรายงาน ค่าความแรงของโบท็อกซ์ชนิดต่างๆดังนี้
BOTOX มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 20
Dyport มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 40
*แต่ ผลการรักษาในกรณี ฉีดกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้การฉีดแบบทฤษฎีใหม่นั้น Botox ยังให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Dysport แม้ว่าความแรงของ Dysport จะสูงกว่าก็ตาม (Taken from http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

แบรนด์ที่นิยมในไทยมี Botox ของ Allergan หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า โบท็อกซ์เมกา ยี่ห้อนี้ราคาจะสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ใช้จำนวนยูนิตที่น้อยกว่าไปด้วย มันจะให้ผลชะงัดในพื้นที่นั้นๆ ไม่กระจายไปที่อื่น อีกยี่ห้อคือ Dysport แบรนด์จากอังกฤษค่ะ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะราคาถูกกว่าเล็กน้อยและประสิทธิภาพไม่ต่างกับตัวเมกามากนัก แต่อย่างไรก็ดี ต้องใช้ปริมาณเยอะกว่าของเมกา ไปๆ มาๆ ราคาก็พอกันนะคะ เพราะของเมกาขายทีละ 100 ยูนิต แต่ของ Dysport ขาย 500 ยูนิต ดูบล็อกของคุณ onnbaby อีกยี่ห้อ คือ Neuronox หรือเรียกกันว่า โบท็อกซ์เกาหลี สรรพคุณคือ ราคาถูกกว่าอีกสองเจ้า มีของ Botulax ด้วยค่ะ ซึ่งบล็อกของคุณ Nacholnipa รีวิวไว้ตามนี้  และ Synorox มักเรียกว่าโบท็อกซ์เยอรมัน นอกนั้นจะมีรายย่อยอีกค่ะ คือ เอาเป็นว่าราคาลดหลั่นกันลงมา ยี่ห้อกลุ่มสุดท้ายนี่ เรียกว่าถูกกว่ายี่ห้อแรกถึง 5-6 เท่าเลยค่ะ

Botox
รูปจาก E-cosmedical ขอเซ็นเซอร์ราคานะคะ

ไปหาข้อมูลมาเพิ่มค่ะ จากหลายๆ เว็บ พบว่า มีโบท็อกซ์ที่ได้รับ อ.ย. ถูกกฎหมายใช้ได้ในไทย ดังนี้
1. Botox (Allergan, USA)
2. Dysport (Ipsen, Ireland)
3. Neuronox (Medy-Tox Inc., South Korea)
4. BTXA (HUGH, Hong Kong)
5. Botulax ( or Regenox, Zentox : Hugel Pharma, South Korea)

(Credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sweet2syrup&date=16-03-2010&group=20&gblog=4)

          โบท็อกซ์เยอรมันทั้งมวล ไม่ผ่าน อ.ย. ไทย และเป็นแบบผงทั้งหมด ไม่มีแบบสูญญากาศ คำว่าผง คือ ผสม ซึ่งอาจทำให้ดื้อยาขึ้นมาได้ เช่น — Syrunox เยอรมันกล่องม่วงๆ   ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่เลิกผลิต ในตลาดตอนนี้ก๊อบปี้จากจีน, มาเล ทั้งนั้น
— Neuroxin เยอรมันกล่องขาวเขียว ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่จะมีฝาขวดสีน้ำเงิน ใช้ได้ผลบ้าง แต่ก่อให้เกิดปัญหาหน้าไม่เท่ากันตามมา เพราะยาไม่บริสุทธิเพียงพอ
— Renew เยอรมัน 150 ยูนิต ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่สูญญากาศอยู่ดี
— Fine ฮ่องกง หรือจีน (เซิ่นเจิ่น) ราคาจะอยู่ที่ 1,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลชั่วคราว และทำให้เกิดอาการดื้อยา จนใช้โบท็อกซ์ใดๆ ก็ไม่เกิดผลอีก
— Beautox เกาหลี 150 ยูนิต สีชมพู ใช้ได้ผลสูงสุด เทียบเท่าสูญญากาศ แต่อยู่ได้ 2-3 เดือน โดยของแท้ฝาชมพู ต่อมาบริษัทแม่เลิกทำ จนมีฝาขาวจากมาเล และฝาเหลืองจากจีน เข้ามาและไม่เห็นผล ห่วยแตก ราคาจะอยู่ที่ 2,500 ขึ้นไป
— โบท็อกซ์รีไฟลเอ็กซ์ เป็นโบท็อกซ์สูญญากาศที่ผลิตในประเทศไทย เป็นของปลอมที่ทำให้เกิดปัญหาดื้อยา จนไม่สามารถใช้โบท็อกซ์ใดๆ ได้อีก เนื่องจากการผลิตไม่บริสุทธิ์เพียงพอ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด และที่สำคัญ เลข อ.ย. ที่อ้างข้างขวดเป็นของปลอม โรงงานนี้ยังมั่วถั่วผลิต เมโสแฟตไขมันเลข อ.ย. ปลอมที่ชื่อ เดอม่าร์ลิส แม้จะได้ผลดี แต่ก็เป็นของไม่มีคุณภาพ
(Quote from : http://pinkmaya.gagto.com/?cid=481573)

เรื่องของชนิดของโบท็อกซ์นั้น บุคคลในเว็บบอร์ดนี้ แย้งว่า โบท็อกซ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ นั้น มันถูกทำเป็นผงเล็กๆเเล้วเก็บในขวดสเตอไรซ์ สุญญากาศอยู่เเล้วครับผม  ไม่มีเเบบโบท็อกซ์สุญญากาศ ดีกว่า โบท็อกซ์เเบบผง อะไรเลยครับ โฆษณาโม้ทั้งนั้น ผมเคยได้ยินครับ ของเราใช้เเบบสูญญากาศเท่านั้น …..เอ่อ ผมจะบอกครับว่ายาใส่ขวดเเบบฉีดทุกอันเขาสูญญากาศหมดล่ะครับ
(Quote from: http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

เดี๋ยวเราไปถามคุณหมอมาให้อีกที สำหรับเรื่องชนิดผงกับสุญญากาศ (ขวดแก้ว) ละกันค่ะ ส่วนเทคนิคการฉีดก็ที่เคยรู้กันคือฉีดลดกล้ามเนื้อ และวิธีใหม่สำหรับลดริ้วรอยคือแบบจิ้มลงไปไม่ลึกมากค่ะ อ่านเทคนิคกันได้ที่ บล็อกคุณmiNipanda-z และคุณ SuperGiBZz นะคะ

อ่ะ ข้ามมาเรื่องการปรึกษาคุณหมอเลยดีกว่าค่ะ ใจจริงไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นเดือนมกราคมหรอกค่ะ แต่ตั้งใจจะไปปรึกษาเฉยๆ (หรอ….บัตรเครดิตในมือสั่นไปหมดละกรู) จองคิวไว้ล่วงหน้าค่ะ (จริงๆ โทรเข้าไปถามราคาเฉยๆ น้า…..) เลือกไปสาขาบางนาค่ะ อยู่ตรง The Coast เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เปิดใหม่ ถ้ามาจากเมกาบางนา ให้เลี้ยวซ้ายแยกบางนาแล้วยูเทิร์นใต้รถไฟฟ้าสถานีบางนาค่ะ เกือบถึงแยกบางนา จะอยู่ทางซ้าย สังเกตป้ายแมคโดนัลด์นะคะ คลีนิคอยู่หลัง MK ค่ะ จอดรถหน้าร้านได้เลย

เข้าไปพบหมอคิวที่ 2 ค่ะ รอไม่นาน เริ่มต้น คุณหมอถามว่าต้องการปรึกษาเรื่องอยากทำไรบ้างคะ เราก็บอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ จากนั้นคุณหมอก็เงียบไป พร้อมเดินไปหยิบกระจกมาอันนึง แล้วพูดว่า เดี๋ยวคุณหมอจะบอกอะไรให้สองสามอย่างนะ เอิ่ม…อะไรนะคะ ดูน่ากลัว ต้องทุบทั้งหน้าป่ะคะ? หมอบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าคุณทำแต่โบท็อกซ์อย่างเดียว โหนกแก้มของคุณจะเด่นชัดขึ้นนะคะ (อา….ค่ะ แน่นอน โหนกคือจุดเด่นบนใบหน้าหนู) ทีนี้ ปัญหาของคุณคือ คางคุณสั้นเกินไปมื่อเทียบกับสัดส่วนอื่นๆ บนใบหน้าตามหลักของ Golden ratio (อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าใช้หลักการนี้ คือ หน้าตามแนวตั้งจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดูได้ที่ลิงค์นี้ http://www.goldennumber.net/facial-beauty-new-golden-ratio/)
face-new-golden-ratio-beauty-proportions
คุณควรเติมคางให้สมดุลค่ะ ถ้าไม่ทำโบท็อกซ์ จะใช้ฟิลเลอร์ (ในที่นี้คือสารไฮยาลูรอนิก*) ประมาณ 2 ซีซี (หรือ 2  SYRINGE) แต่ถ้าคุณทำโบท็อกซ์ที่กราม คุณจะฉีดคางแค่ 1 ซีซีค่ะ ส่วนโหนกแก้มที่ดูเด่นชัดขึ้นนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการลวงตาว่าส่วนนูนบนใบหน้าจากโหนกแก้มมาที่ร่องน้ำตาข้างจมูก (ตามรูปด้านล่าง) ซึ่งคุณหมออธิบายว่า เวลาคนอื่นมองเรานั้น เค้ามองจากมิติเดียว คือโดยรวม ถ้าแก้จากการเอาจุดเด่นของโหนกมาอยู่ตรงกลางแทนจะดีกว่า คุณหมอเจอเคสหน้าแบบเรามาเยอะค่ะ (หน้าไทย-อีสานสไตล์สินะคะ) คุณหมอบอกว่าฟิลเลอร์นั้นฉีดทีละนิดแล้วมาเติมหากไม่พอใจดีกว่าแล้วมีสารฉีดสลายได้ด้วยค่ะ และฉีดฟิลเลอร์ก็เห็นผลทันที ถ้าคุณไม่อยากเปลี่ยนหน้าแบบฉับพลันก็ค่อยๆ ทำทีละอย่างก็ได้ เราเลยถามว่าแล้วคุณหมอจะแนะนำให้ทำอะไรก่อนคะ? คุณหมอบอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ เพราะฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดไปแล้ว 3 เดือน แต่ที่หลายเจ้าบอกว่า 6 เดือนนั้น คือ สารสลายไปหมดแล้วค่ะ หากไม่อยากให้กรามกลับมาทั้งหมด แนะนำให้มาฉีดซ้ำตอนครบ 3 เดือนค่ะ ซึ่งงานวิจัยพบว่าในบางราย ขนาดของกล้ามเนื้อลดลงไปจริงหากฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เราเลยถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาใจค่ะ เราถามว่าแบบนี้หนูควรทำจมูกมั้ยคะ? ดั้งแหมบอ่ะค่ะ คุณหมอบอกว่าจริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะทรงจมูกและขนาดมันเหมาะกับหน้าแล้ว หากคุณทำ (คุณหมอเอามือมาดึงดั้งขึ้น) ตาของคุณจะเล็กลงและชิดกันมากขึ้น ทำให้องค์ประกอบมันไม่สมดุลย์ แต่ถ้าคุณอยากทำก็อาจจะเติมปลายให้เล็กน้อยให้เชิดขึ้น (แต่ตอนที่เห็นรู้สึกเฉยๆ ค่ะ ไม่ชอบทรงนั้น ชอบทรงปัจจุบัน แค่อยากให้สูงขึ้นค่ะ) ถ้าคุณอยากทำก็ทำได้ แต่ควรทำอันดับสุดท้ายค่ะ ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจเล็กๆ และแปลกใจนะคะ ที่จริงๆ แล้วปัญหาที่เราคิดว่าหน้าแบนนั้นมันอาจจะไม่อยู่ที่จมูกก็ได้ และกอปรกับความเชื่อส่วนตัวเรื่องทำจมูกแล้วจะเปลี่ยนแฟนด้วย (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) เลยไม่อยากทำจมูกละค่ะ เหมือนตอนเด็กกว่านี้เคยเสาะหาไปปรึกษาทันตแพทย์เพราะอยากจัดฟันสองสามร้าน แล้วได้รับคำตอบมาว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ฟัน มันอยู่ที่ส่วนอื่น และฟันก็สบกันดีแล้ว เรียงสวยแล้ว จะมาทำให้เจ็บตัวทำไม เลยเลิกฝันจะจัดฟันค่ะ (แหม่…กูสวยอยู่แล้วสินะ เลยทำไม่ได้ซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ)

botox01
ที่วงคือที่ควรฉีดฟิลเลอร์ลงไปค่ะ

จากนั้นเราก็บอกคุณหมอว่า งั้นวันนี้ขอปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ก่อนละกันค่ะ (เพราะหน้าไม่เท่ากันด้วย) และรอให้เห็นผลอีก 3 เดือนแน่ะ  โดยสำหรับกรามเราคุณหมอจะใช้โบท็อกซ์ยี่ห้อ Allergan ของเมกาค่ะ (แพงสุดในตลาดละ) ซึ่ง 1 ขวด มี 100 ยูนิต (มีโปรโมชั่นด้วยค่ะ ลด 20% จาก 24,000 บาทเหลือ 19,200 บาท เก็บไว้ได้ 1 ปีค่ะ) โดยเราฉีดครั้งแรก 60 ยูนิต (ข้างละ 30) แล้วพออีก 3 เดือนค่อยมาซ้ำอีก 30 ยูนิต (ข้างละ 15 ยูนิต) ค่ะ แต่พอฉีดไปแล้ว 2 อาทิตย์ คุณหมอจะนัดมาดูอีกครั้งนะคะ จะได้คิดดูว่าจะฉีดฟิลเลอร์เลยมั้ย (ใจหนูอ่ะอยากค่ะ แต่เงินหนูอ่ะมันไม่สะดวก) เราถามเพิ่มคือ แล้วอีกยี่ห้อคือ Dysport มันมีข้อดีข้อเสียต่างกันตรงไหนบ้าง คุณหมอบอกว่า ราคามันต่างกับ Allergan ไม่มาก แต่ปริมาณที่ใช้มันเยอะ เช่น ราคาของ 500 ยูนิต ถูกกว่า Allergan นิดเดียว เวลาฉีดอาจจะกระจายไปมากกว่า เพราะใช้ปริมาณเยอะกว่า แล้ว Allergan ออกฤทธิ์เฉพาะจุด (อันนี้คิดเอาเองนะคะว่าแบบนี้ใช้แบบปริมาณน้อยและคุณภาพสูงเลยไม่ดีกว่าหรือ?) แต่ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ตอนจะฉีดคุณหมอถามว่าจะให้แปะยาชามั้ย ในฐานะที่ใจไม่ด้านพอ เลยขอแปะก่อนค่ะ คนมันไม่เคยเข็ม แปะยาชาไว้ 45 นาทีแน่ะ (นานจุง) จากนั้นคุณหมอก็เข้ามาฉีดค่ะ ให้เรากัดกรามแน่นๆ เพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อชัดๆ เวลาฉีดจะได้ง่าย คุณหมอฉีดไม่ถึง 5 นาทีค่ะ บอกเลย มือเบามาก คุณหมอบอก ตอนคุณหมอฉีดเองไม่เคยแปะยาชานะ เราก็ว่าคราวหน้าจะไม่แปะละค่ะ เสียเวลาค่ะ
botox03
แปะยาชาค่ะ วันหลังจะไม่แปะละ ชอบอะไรซาดิสม์
การดูแลรักษา คุณหมอแค่บอกว่าไม่ควรนวดหน้า อบหน้า ไม่ควรเข้าที่ร้อนๆ เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ แต่ออกกำลังกายได้ปกติ แต่เราดันไปกินเอ็มเคหน้าหม้อไอน้ำซะงั้น ฤทธิ์จะสลายมั้ยนี่

botox02
หลังฉีด 15 นาทีค่ะ เอาหน้ามาอังไอน้ำหม้อสุกี้

เดี๋ยวอีก 2 อาทิตย์จะไปดูอาการค่ะ หลังฉีด 4 ชั่วโมงเค้าว่าห้ามนอน เราก็ยังไม่นอนหรอกค่ะ เมาท์แตกอยู่ แต่หน้าชานานมากจริงๆ พยายามไม่นอนตะแคงด้วย กลัวแผลกดทับ 5555 พอตื่นเช้ามาเมื่อยกรามค่ะ (เป็นอาการที่คุณหมอบอกไว้แล้ว) ไม่กล้าเคี้ยวของเหนียวๆ เลยค่ะ กลัวที่ฉีดมาไม่ได้ผล นอยด์สาด

ฟิลเลอร์ ที่เราชอบเรียกกันนั้น เท่าที่อ่านมา คือ มีสองแบบที่ยอมรับในประเทศไทยและอย.นะคะ คือ ไฮยาลูรอนิก(Hyaluronic Acid-HA) และไขมันของตนเอง และในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นไฮยาลูรอนค่ะ มียี่ห้อที่อนุญาตให้ใช้ในไทยได้ดังนี้ http://rakkhunclinic.blogspot.com/p/blog-page_22.html

ตอนนี้ไม่ได้หาข้อมูลฟิลเลอร์เท่าไหร่เลยค่ะ หาแค่โบท็อกซ์ก่อนละกันนะคะ

เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที ตอนครบ 3 เดือนนะคะ

ราคา: 19,200 + ค่าแพทย์ 300 (ออกเองนะคะ ไม่เคยทำฟรี บอกเลย 5555)

Link: อ่านเพิ่มเติมของท่านอื่นๆ ได้ตามลิงค์นะคะ
แถมๆ http://force8949.blogspot.com/2012/07/all-about-botox.html

Reblog: วีรกรรมทำเพื่อเงิน (From 14 Oct 2006)

เอาบล็อกเก่าของ exteen มาโพสต์อีกรอบและ edit เพิ่มอาชีพที่ได้รับมาในช่วงหลังจากปี 2006 นะคะ

จริงๆ อยากเขียนเรื่องนี้มาหลายวัน กว่าจะว่างอะนะ………ยาวนะเฟ้ย เด๋วมีควิซ

อาชีพในชีวิตคนเรานี่ จะมีได้ซักกี่อาชีพกัน? บางคนเริ่มทำงานตอนเรียนจบ บางคนเรียนจบก็ยังไม่ทำงาน
แต่เราทำงานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ในที่นี้ หมายถึงงานที่ทำแล้วได้เงินเท่านั้นนะ เอาล่ะ เริ่มกันตั้งแต่ ปี 1 เลยละกัน

1. เด็กผู้ช่วยกล้อง ในงานคอนเสิร์ต
คอนเสิร์ตครบรอบเบเกอรี่เลยนะฮ้า…ประมาณว่าสมัยนั้นเค้าว่ากันว่าเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย สุดยิ่งใหญ่ของเบเกอรี่เค้าล่ะ
แต่ไหงหลังๆมีคอนเสิร์ตครบรอบอยู่เรื่อยๆหว่า เราได้ไปทำตอนแรกจะให้ช่วยดูคิวกล้องไรเงี้ย ว่าแสงไปยังไง
แต่ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอ่ะ….ได้แต่กินข้าวหลังเวทีเนียนๆกับศิลปินเบเกอรี่ เห็นการซ้อมก่อนวันจริง และคอนเสิร์ตวันจริงที่แถวหน้าสุด แบบฟรีๆ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว

2. เด็กเดินตั๋ว งานเดี่ยวของโน้ต อุดม
มาตอนปี 3 ได้ข่าวว่าเรียนก็หนัก ภาคเดี๊ยนก็ยังได้งานเป็นเด็กเดินตั๋วงานเดี่ยว 5 ของโน็ต อุดมกันเป็นรุ่น
รอบนึงก็ได้ 300 แล้วมีกี่รอบก็คูณกันปายย….ได้กินข้าวฟรีอีก ได้เจอเพื่อนๆ ร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน และได้ดูเดี่ยวฟรีทุกรอบ หึหึ

3. พนักงานร้านวิดีโอ
อัน นี้ ทำตอนปิดเทอมปี 1 ขึ้นปี 2 คือเป็นเด็กที่อยากทำงานพิเศษมานานแล้ว แม่บอกว่าทำไมไม่ช่วยแม่ทำที่บ้าน แต่เรามีความคิดว่าอัฐยายซื้อขนมยาย ต่อให้เราทำที่บ้าน เงินก็ไม่ได้เพิ่มจากเดิมเท่าไหร่
สู้ไปหางานข้างนอก เลยดีกว่า แต่เราก็ยังไม่กล้าไปตามร้านฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายอะ เพราะกลัวเสิร์ฟไม่เป็น จานชามเค้าแตกหมด พอดีมีคนรู้จักกับแม่เปิดร้านวิดีโออยู่ เราก็เลยได้ไปทำ (เด็กเส้นค้าบบ)
ดี นะ ที่เป็นร้านวิดีโออ่ะ เพราะเราก็ชอบดูหนังและก็พอรู้เรื่องหนังบ้าง (เรียนนิเทศนี่หว่า) เราก็เลยได้ดูหนังฟรี(มั้ง..จำไม่ได้ว่าจ่ายป่าว) พี่ที่ร้านบอกว่าเป็นการให้พนักงานไปศึกษา เวลาลูกค้ามาถามจะได้ตอบได้
ซึ่ง จริงๆ อ่านภาษาอังกฤษออกก็พอแล้วล่ะ อ่านข้างหลังเอา เนียนๆ เวลาเช็ดชั้นก็สังเกตบ้าง ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแนวไหนนะ ใครแสดง เวลาคนมาถามจะได้ตอบอย่างฉะฉาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีนี้ ด้วยความที่เจ้าของร้านไว้ใจเรา เพราะแม่เราเป็นคนรู้จักเก่าแก่กัน เลยให้เราดูแคชเชียร์ และคอยเช็คยอดตอนปิดเครื่องทุกวัน แม่ง…เช็คทุกวันไม่เคยยอดตรงเลยอะ ขาดตลอด แต่ก็นะ ..10-20 บาทเราก็ช่วยๆกันกับพี่คนอื่น
แต่เราก็ไม่รู้ว่าทอนผิดกันบ้างหรือเปล่า อ่ะ ไม่ได้ทอนทุกคนนินา อาชีพนี้ก็ทำให้ฝันเราเป็นจริงเล็กน้อย ตรงที่กดเครื่องแคชเชียร์กับสแกนบาร์โค้ดนี่แหละ ฮ่าๆๆๆ สนุกดี
อ่อ…อีก หน้าที่นึงก็คือ โทรไปทวงวีดีโอที่ลูกค้าไม่มาคืนอ่ะ..สุดยอดจริงๆ แบบลูกค้าบางรายก็เป็นคนดัง หรือดาราด้วยนะ (ร้านอยู่แถวเอมโพเรียม) ค้างหนี้ทีเป็นพันอ่ะ ทำได้ไง แต่ก็รวยอ่ะ ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
สรุป ว่าได้ชั่วโมงละ 26 บาท อยู่ห้องแอร์ตลอด แต่ไม่ได้นั่งนะ ห้ามนั่ง แล้วก็ต้องพูดสวัสดีลูกค้าตลอดด้วย ถ้าว่างต้องถูพื้นหรือเช็ดshelf

4. สอนพิเศษเด็กประถม
สืบเนื่องมาจากการที่ได้ไปทำร้านวิดีโอ พอเปิดเทอมก็เรียนเยอะขึ้นเลยไม่ได้ไปทำอีก
ญาติ ของเจ้าของร้านก็เลยจ้างให้เราไปสอนพิเศษลูกเค้าสองคน ซึ่งคนโตเป็นลูกสาวเรียนดีค่ะ นิสัยเรียบร้อย แต่เจ้าคนเล็กนี่สิ ลิงมากๆ หลังๆเริ่มสนิทกับเรา คราวนี้ล่ะไม่ได้เรียนกันเลย เล่นกับเราตลอด
เฮือกกกกกกก……….จริงๆแล้วเกลียดเด็กนะ………แต่ก็พอทำใจได้ เพราะว่าได้เงินดี
หลังๆก็เลยไม่ได้ไปสอน เพราะว่าเรียนหนักอ่ะ

5. คนถอดเทป
อัน นี้ เป็นงานจ๊อบเล๊กๆ สมัยเรียน mc ถอดเทปกับเพื่อนอีกคน เป็นเทปวิดีโอโคตรยาวเหมือนกับเป็นนโยบายของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง อ่ะ ถอดกันจนเบื่อไปเลย หลอนมากๆ ยาวมากๆ พูดไรก๊านนน

6. ครีเอทีฟรายการวิทยุ
ก็ต้องแยกว่าเป็นครีเอทีฟรายการวิทยุแบบ station คือ เป็นรายการเดียวทั้งคลื่นอยู่เป็นงานประจำงานแรกหลังจากเรียนจบ
ก็ต้องคิดสปอต ทำสปอต ซึ่งก็ต้องคิดเพลงประกอบ เสียงประกอบต่างๆแต่ยังไม่ได้ตัดต่อเอง มีคนตัดต่อให้
คิด เกมบนวิทยุตามที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งต้องคิดโจทย์ทุกๆวัน และคิดcopyให้ดีเจพูดกติกาด้วย นอกจากนี้ยังต้องคิดเสียงประกอบเวลาเล่นเกม เช่น เสียงจับเวลา เสียงให้ทาย เป็นต้น
อ่อ….รายได้เสริมมาจากการลงเสียงสปอตหรือโฆษณาต่างๆด้วยนะฮ้า แต่คิดเรตครึ่งเดียวของคนนอกอ่า…เพราะเป็นพนักงาน ไม่ดีเลยเนอะ
พอ มาอีกที่นึง เป็นรายการวิทยุเกี่ยวกับเกมออนไลน์ รายการแรกและรายการเดียวในประเทศไทย (ทางวิทยุ) ซึ่งกรูนั้น…ชอบเล่นเกมมากกกก(ประชด) เล่นเกมจนเป็นเซียน (ประชดอีกเช่นกัน)
แต่ด้วยความฮาอาจเข้าตาเจ้านายเลยทำให้ได้งาน อีกทั้งยังอึด ถึก ทน ทำได้ทุกอย่าง all-in-one จึงทำให้กลับมาทำงานเกี่ยวกับวิทยุอีก
ก็ ทำได้นานมากๆ เพราะว่ายังไม่มีเหยื่อเข้ามาเป็นผู้ช่วย เราเลยต้องทำอยู่คนเดียว มีน้องอีกคนมาช่วยก็พอแบ่งเบาบ้าง แต่ดูน้องจะทำกราฟฟิคเก่งกว่า เลยออกไปซะ
ทำงานที่นี่เนี่ย เรียกได้ว่าสอนเราเยอะมากๆ ทั้งตรงต่อเวลา (มากขึ้น) คิดนอกกรอบ (ก็จริงๆคิดไม่ได้หรอก แต่เจ้านายช่วย) ทำได้ทุกอย่าง (จริงๆนะ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้ายังไม่พยายามให้สุดๆ)
เราก็อ่านข่าวอ่ะนะ เป็นอีกตัวนึง ที่ฮาอีกก็คือ ต้องขึ้นไปร้องเพลงวันเปิดตัวรายการด้วย กูล่ะอ๊ายย อาย ถ้าใครจำได้ก็ลืมมันไปซะนะ
ที่ประทับใจอีกอย่างก็คือ ทำให้เราได้ไปเกาหลี ซึ่งเป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกของเรา และฟรีด้วย ชอบมากกกกกกกกก

7. คนประสานงานอีเวนท์
ชื่อก็บอกแล้วว่า ประสานงา เอ๊ย ไม่ใช่ ประสานงานสิ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวนั้น…ก็สามารถจัดการได้เป็นระเบียบมากกกก(ประชด)
การ ประสานเลยเป็นเรื่องยุ๊งยุ่งของเรา แถมตอนนั้นยังใช้โนเกีย 3210 รุ่นเก่าโคตรอยู่ แบตก็เสื่อม ซื้อมาเปลี่ยนแล้วก็เหมือนเดิม เราก็ต้องโทรติดต่อตลอดเวลา เสาร์อาทิตย์ไม่มีเว้น กูล่ะสยองเสียงโทรสับ
ทุกอย่าง เลยต้องเป็นหน้าที่เรา ทั้งทำจดหมาย(เคยทำตอนทำละครเวทีที่คณะ), ส่งแฟกซ์, โทรติดต่อคิวศิลปิน, โทรติดต่อวงดนตรี ดีนะยังไม่ต้องทำพร๊อพเอง ทำให้ยอดค่ามือถือพุ่งไปถึง 5 พันเลย
แต่พี่เค้าให้ค่าโทรสับแค่ 3 พันเท่านั้น ไอ่เราก็หวังอ่ะนะ ว่าจะได้ค่าติดต่องานที่เค้าบอกว่าจะให้..แต่ก็…เอาเหอะ เราได้งานประจำที่ใหม่เลยโอนให้เพื่อนแทนนิ ทำไงได้
งานนี้นะ..ทำให้เรา รู้ซึ้งเลยว่า อย่าไว้ใจคนมากเกินไป เราคิดว่าจะมีเงินกินหลังจากออกจากงานครีเอทีฟ แต่ปรากฎว่าเราแทบไม่มีจะกินเลย เพราะทุกอย่างเราแอดวานซ์ไปก่อน
แถม บางอย่างก็เอาเพื่อนมาลำบาก จ้างพริตตี้ผ่านเพื่อนอีกที แต่เค้าไม่ให้เงินพริตตี้ซักที จนเพื่อนเราคิดว่าเราเบี้ยวไปแล้วมั้ง ถ้าเรามีเงินก็คงจะจ่ายมันไปก่อนแล้วล่ะ เสียหมาเลยกรู
เลิกๆๆๆๆๆๆๆ

8. คนดูแลศิลปิน
อันนี้ สืบเนื่องมาจากงานครีเอทีฟวิทยุ และงานจัดอีเวนท์ เราก็มีหน้าที่รับรองและดูแลศิลปิน บอกคิว หาน้ำและอาหารให้
ก็ไม่มีไรมาก แต่ถ้าเค้าดังมาก เจอสก๊อยรุมก็ต้องเอาตัวเราเข้าแลก กันศิลปินให้ดีที่สุด
เฮ้อ…..

9. คนคุมพริตตี้
อาชีพนี้คงไม่ค่อยมีคนได้ทำเท่าไหร่ คนที่ทำได้ต้องมีใบหน้า(โหด)เป็นอาวุธจริงๆ
อาจ จะเรียกได้อีกแบบอย่างเก๋ย์ๆ ก็คือ คน AUDITการทำงานของพริตตี้ ซึ่งจริงๆก็สำคัญนะคะ เพราะว่าพริตตี้ที่ต้องพูดหรือที่รู้จักกันในนาม MC นั้นจะต้องพูดถึงสินค้าอย่างถูกต้องและครบถ้วนทุกรอบตามสัญญา
งานนี้ได้ เรียนรู้เรื่องราวกับพริตติ้เยอะมากๆ ทั้งการลดความอ้วนแบบผิดๆ การชิงดีชิงเด่นกันในหมู่พวกเธอ ความสามารถที่แตกต่างกันตามราคาและหน้าตา
พิสูจน์ ได้ว่า สาวบางคนสวยแต่รูปจริงๆ ให้ท่องอะไรก็จำไม่ได้ (หรือมันไม่ใส่ใจก็ไม่รู้) แรกๆเราก็ไม่ค่อยรู้งาน เลยโดนพริตตี้ตัวแสบชิ่งงานหนีไป เราไม่รู้ทำไง ก็เลยเนียนกลับบ้าน
ปราก ฎ ความซวยบังเกิด ลูกค้าดันไปซ้อนแผนอีกที เลยรู้ว่าพริตตี้คนนี้พูดไม่ครบ ชั้นเลยซวยไปด้วย ก็เลยถือโอกาสบอกเลยว่า พริตตี้คนนี้ ทางที่ดีอย่าจ้าง เพราะมันทั้งเบี้ยวและโง่
แต่บางคนก็สนิทกับเราไปเลย ไปต่างจังหวัดด้วยกันอีกนะ…ไปตั้งพิษณุโลกแน่ะ ดีที่มีอีนิ่มอยู่ที่นั่น เลยได้ไปกราบพระพุทธชินราชด้วย ดีไปอีกแบบ
เราว่าบางทีสินค้าก็ไม่ได้มี ข้อมูลที่ยากอะไรเลย อาศัยความรู้พื้นฐานอ่ะ (เครื่องสำอางอ่ะ) แล้วบางคนก็รู้งานมากๆ เราบอกว่าเล่นเกม บรีฟคร่าวๆก็เข้าใจและ ชอบอ่ะ พริตตี้ฉลาดๆเนี่ย
แต่ติดตรงที่ทุกคนเรียกเราว่าพี่หมดเลยว่ะ ตอนนั้นชั้น 23 เองนะ แต่ละคนก็เกิน 25 แล้วทั้งน้าน…ฮือๆๆๆๆๆๆ ไม่เป็นไรวะ เค้าจะได้เกรงใจเรา
อัตราจ้างงาน วันละ 500 บาท ตั้งแต่เช้ายันเย็น

10. คนแปลสุนทรพจน์(จำเป็น)
วันนั้นไปรับจ๊อบเป็นเบ๊ประจำงานอีเวนท์เปิดตัวรถมอไซค์ ปรากฎลูกค้าเป็นญี่ปุ่นค่ะ สุนทรพจน์ที่ให้มาก็มีภาษาไทยนะคะ แต่ขาดคนแปล!!
ไง ล่ะ สตาฟคนอื่นก็หน้าตาดีกว่าเรา(แน่นอน) แต่คนที่อ่านภาษาไทยแตกเนี่ย ท่าจะมีชั้น เจ้านาย และพี่ติ๊กเท่านั้น ซึ่ง เจ้านายและพี่ติ๊กต้องคุมคิวงานทั้งหมด ทำให้ตกมาที่เรา
ซึ่งแต่งตัวก็ โคตรกะโปโล เพราะว่าสตาฟต้องใส่เสื้อดำไง เลยต้องเอาเสื้อแจ๊กเก็ตของเค้ามาสวมทับ (ตัวใหญ่โคตร แต่ใส่ดีนะ) แล้วอ่านตามที่ลูกค้ากล่าวมา
เกร็งเล็กน้อย แต่ก็ผ่านไปได้ ฮาโคตรๆ ไม่ได้เกี่ยวไรกับบริษัทเล้ยยยย หน้าตาก็เลวร้ายอ่ะ ฮือๆๆๆๆๆๆๆ

11. คอรัสและนักเต้น (จำเป็น)
สมัย นั้นยังละอ่อนอยู่ เพื่อนอยู่ซียูแบนด์ก็ชวนไปรับงานๆนึงของค่ายเพลงค่ายหนึ่ง เป็นงานกีฬา งานดูดีมาก และตำแหน่งที่ได้ก็ดูดีเช่นกัน นั่นคือ เป็นคอรัส อู้วววว กูชอบร้องเพลง ดีๆไปเลย
ปรากฎมีวันซ้อมวันนึงค่ะ เค้าให้เต้นด้วย..อู้ววว แรง เดี๊ยนต้องเต้นๆๆๆๆ ด้วยเหรอ? ปรากฎว่างานจริงๆเป็นเหมือนนักแสดงประกอบในงานน่ะ เต้นและร้องไปเรื่อยๆ ต้องทำหน้าเป็นด้วยนะ
แบบว่า อ่ะฮ้า…ชั้นสนุกมาก…มาสนุกด้วยกันสิ มามะๆ ห้ามทำหน้าเหนื่อยด้วย เจ๊คนที่ซ้อมให้นี่ก็โหดได้อีก แต่ปรากฎว่าได้กางเกงวอร์มและเสื้อยืดกลับมา ไม่ได้เงินอะไร
อ่อ งานนี้ไปเจอกับชมรมนักร้องของมหาลัยอื่นๆด้วยนะ

12. สอนเต้นและตัดต่อเพลง
ไม่รู้ว่าจ๊อบนี้ จับพลัด จับผลูมาได้ไง สงสัยว่าเวลางานคณะเราออกสเต๊ปมากไปหน่อย เวลามีงานแบบนี้มา เค้าเลยโยนให้เรา
เป็น งานปีใหม่ของบริษัทหนึ่งอ่ะค่ะ ประมาณว่าจะทำละครเพลงกัน (คณะเราเรียกว่า อ๋อมแอ๋ม) มีทั้งชายและหญิง ซึ่งตอนนั้นเพลงเบิร์ดกำลังมานะ..
เค้าก็ให้ เราไปสอนท่าเต้น พี่ผู้ชายก็เด็กถาปัดอ่ะนะ พอเต้นได้ แต่ผู้หญิงนี่ เค้าจะเต้นสวย เต้นยั่วอย่างเดียว แต่…เอ๊ะ จ้างเรามาให้สอนเพลงฮาๆไม่ใช่เหรอ
ตอนนั้นเราฝึกงานอยู่ลาดพร้าว101 แต่ซ้อมกันที่อโศกค่ะ เดี๊ยนก็ต้องซิ่งเรือไป —-เพื่อเงิน เพื่อเงิน เพื่อเงิน—-
แถม เราต้องซื้อ mp3 มาตัดต่อเพลงให้พี่ๆอีก งานนี้สนุกดีนะคะ แต่ไม่รู้ว่างานจริงๆจะออกมาเป็นยังไง ไม่ได้ไปคุมการแสดงจริงน่ะค่ะ คงมีผิดคิวบ้างล่ะเนอะ

13. คนแปลและทำรายงาน
เกิดมาก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องทำอะไรอย่างนี้ แต่ก็นะ จริงๆก็อยากช่วยเพื่อนให้มันทำรายงานให้เสร็จ แต่ว่าถ้าได้เงินด้วยก็ดี
ตอน ป.ตรีก็ช่วยเพื่อนฟรีๆมาเยอะ ทั้งพิมพ์รายงาน, ถ่ายรูป, ทำเว็บไซต์ ที่ผ่านมานั้น…เพื่อนดิชั้นได้Aทั้งสิ้น กูล่ะเซ็ง ทีกูล่ะได้ B+ ชิ
แต่ พอตอนป.โท เราไม่มีรายได้ ก็เลยต้องหาเงินกันด้วยอ่ะ งานห่าไรก็ไม่รู้ กูไม่รู้จักเลย อ่อ ลืมไป ตอนทำงานอยู่รายการวิทยุก็รับจ้างเด็กที่ออฟฟิศแปลงานให้แล้วนี่หว่า ฮี่ๆๆๆๆ
แปลก็ไม่เก่งหรอก เศร้า แต่ก็อยากจะทำให้มันเสร็จๆไปอ่ะ ถ้ามันช่วยได้บ้างก็คงจะดี

14. ทำกราฟฟิคให้MV
โทษ ฐานที่รู้จักเพื่อนผู้กำกับเอ็มวี มันพอจะเห็นเราทำกราฟฟิคได้บ้าง มันก็เลยจ้างเราทำ บางทีมือกราฟฟิคมือหนึ่งของมันไม่ว่าง หรือต้องการงานไม่สวยมากนัก ราคาพอไหว มันก็จะจ้างเรา
ทำพวก Illust อ่ะแหละ ไม่มีไรมาก เห็นก็หน่อยๆ ไม่ก็เห็นในคาราโอเกะ คือบางทีเข้าใจคอนเซ็ปท์นะ รู้ล่ะว่าต้องการแบบไหน แต่ทำยังไงล่ะวะ กูอ่ะ เทคนิคยังอ่อนหัดนักเมื่อเทียบกับเด็กสินกัมหรืออาร์ตต่างๆ
อุตส่าห์ไปเรียนแฟลชมา แต่ก็ยังไม่เก็ทอยู่ดี เลยปล่อยให้วิชามันหายไปซะงั้น

15. ทำปกหนังสือเรียน
อันนี้เกิดจากการเสนอตัวอุทิศให้กับอาจารย์ที่ปรึกษา และบอกว่าต้องการรายได้ค่ะ อาจารย์มีไรให้ช่วยมั้ยคะ? อิอิ
ขอ กันหน้าด้านๆ อาจารย์ก็สนับสนุนซะด้วย อีเด็กคนนี้บอกตามตรงตอนนั้นอ่ะ ฝีมืออ่อนด๋อยกว่านี้อี๊ก….แต่เวลารับงานก็ต้องทำหน้าว่า กูทำเป็น (แล้วค่อยแอบไปถามเทคนิคเพื่อนมาอีกที)
เริ่มจากปกเทปทางวิชาการ, ปกหนังสือของอาจารย์, ปกหนังสือเรียนของนิสิตทุกคน (อายอ่ะ ออกมาแล้วเฉยๆไปเลย)
ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ที่ให้โอกาสนะคะ

16. พนักงานคีย์ข้อมูลศิษย์เก่าโรงเรียน
เป็น หนึ่งในจ๊อบเล็กจ๊อบน้อย เป็นการคีย์ข้อมูลชื่อ นามสกุลและที่อยู่ของโรงเรียนหนึ่งในโปรแกรม Microsoft Access โอย..มือแทบหงิก แต่ไม่น่าเชื่อนะ เรานั่งอยู่หน้าคอม 12 ชม.โดยไม่กินข้าว ไม่ไปไหนเลยอ่ะ ทำได้ไง
อ่อ….ก่อนหน้านี้ไม่นานก็ไปคีย์ข้อมูลเด็กที่ สมัคร w&tมาเหมือนกัน มือหงิกและใช้เวลานานมากต่อหนึ่งคน แต่ทำแล้วก็มันส์ดี เหมือนแข่งกับตัวเองอ่ะว่า 1 ชม.เราได้กี่คน

17. แจกใบปลิว
งานนี้ต้องอาศัยหน้าด้านและวิ่งเร็วซักหน่อย เพราะต้องหาทำเลที่ดี หลบตำรวจให้ไว และเล็งที่เป้าหมายอย่างชัดเจน
แจก แล้วต้องพูดด้วยว่าสิ่งที่เราจะแจกเป็นอะไร เค้าจะได้สนใจใบที่เราแจกมากขึ้น ดูกลุ่มเป้าหมายด้วยว่าตรงมั้ย ถ้าไม่ตรงก็เสียเปล่าอะ
อย่าแจกไปเยอะๆล่ะ เด๋วเค้าจะทิ้งลำบาก ใบสองใบก็พอแล้ว….หลังจากที่เราแจกใบปลิว เลยทำให้เวลามีคนแจกอะไร(ที่ไม่ใช่สติ๊กเกอร์รูปร.5)เราก็จะรับๆมา
เพราะเรารู้ว่าถ้าเค้าแจกไม่หมดก็ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้เงินอ่ะ มันเศร้านะเว้ยยยย

18 พนักงานร้านอาหารในสวนสนุก
รายละเอียดอยู่ที่ pompoko-in-usa.exteen.com

19. คอลัมนิสต์
เป็น อาชีพที่ยังคงทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นอะไรที่สร้างโอกาสให้เรามากๆ ได้เปิดหูเปิดตาในวงการแฟชั่น ติดตามเทรนด์ตลอด ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยแต่งตัวหรือแต่งตัวไม่เก่งก็เหอะ
แต่การดูของสวยๆงามๆเยอะเข้าก็รู้สึกดีนะ มองอะไรแตกได้เยอะ เวลาไปเห็นแมกกาซีนอื่นทำไรก็จะวิจารณ์ได้

20. ผู้ช่วยสไตลิสต์
เป็น อาชีพ Brand newของเราเลยตอนนี้ ยังทำอยู่บ้าง ถ้าเพื่อนจ่ยยังพอจะจ้างไหว จ้างไปยกเสื้อผ้า รีดเสื้อผ้า สาดน้ำนายแบบ ขยับชายเสื้อนางแบบ เมาท์กับช่างแต่งหน้า ด่าลูกค้า หาเรื่องตากล้อง
แถมยังต้องเสิร์ฟน้ำ ยกไฟ ยกเครื่องซักผ้า (O_o) กูทำมาแล้วค่ะ
อ่อ ผลพลอยได้คือ ได้ลองpropใหม่ๆ ที่ปกติเราไม่กล้าแต่ง เช่น หมวกลีเดีย (ลองสวมแล้วจะทำให้ร้องเพลงลีเดียได้เพราะขึ้น)จนอีช่างแต่งหน้าเรียกเราว่า ลีเดียไปเลย


ได้เห็นสัดส่วนต่างๆของนายแบบทั้งไทยและเทศ อาจได้สัมผัสเวลาทาโลชั่นglitter (อู้ววว…กระเทยชอบบบ)
ได้เห็นเสื้อผ้าราคาตัวละหมื่น
ได้ เรียนรู้นิสัยในการทำงานของแต่ละคน …(คนต่างชาตินี่ เค้าทำงานดีนะ คือ ไม่บ่น ไม่เรื่องมาก แต่คนไทยบางคนก็เรื่องมาก ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า เบื่อ..)
ได้ถ่ายรูปกับดารา….อิอิ
ได้เงินไง…………เลยทำ ฮ่าๆๆๆ


งานไม่ได้เงิน
เล่นละครให้อาจารย์ที่คณะ สนุกดี
เต้นหางเครื่อง ในงานคืนสู่เหย้า อายสัดอ่ะ
เล่นเกม pilot ให้เกมวัดดวง ได้ที่ 1 เสียดายเกมวัดดวงจริงๆยังไม่ได้เล่น

งานที่เกือบได้ทำ
แคสติ้ง – สมัครงานไว้ที่แรกๆเลย แต่กว่าจะเรียกเราก็ประมาณสามเดือนผ่านไป ตอนนั้นเราได้งานครีเอทีฟแล้วอ่ะ เลยไม่ไป
พากย์เสียงการ์ตูน – เหมือนคุยกับเพื่อนไว้ระดับนึง แต่พอจริงๆก็ไม่ได้ทำ เศร้า
ทำรายการทีวี – เราคงไม่เข้าตาเค้าจริงๆล่ะมั้ง
ครีเอทีฟคอนเสิร์ต – สงสัยไอเดียเราคงจะไม่เข้า
ครีเอทีฟศิลปิน – เราคงจะไม่ครีเอทพอล่ะสิ พอจะได้เข้าๆ บริษัทก็ยุบบ้าง ผู้บริหารออกบ้าง ไม่ทำก็ได้วะ
เล่นละครเวที – เล่นไม่ได้อ่ะ ไม่เก่งพอ
พากย์ละครวิทยุ – ทำเสียงหัวเราะไม่ได้อ่า..เสียงสวยเป็นอย่างเดียวนี่คะ
เล่นดนตรีตามผับ – วงล่มซะก่อน เฮือกกกกกกกกก
เล่นโฆษณา – วืดมาหลายงานและ เมื่อไหร่ชั้นจะได้เกิ๊ดดดดดดดดดดด ฮือๆๆๆ (จริงๆกูอยากได้ตังค์สบายๆ จ้างกูไปเป็น extraก็ได้นะ)
EXTRAละคร – พูดถึงextra ก็มีพี่มาให้ความหวังว่า ว่างๆจะเรียกไปเป็นเอ็กซ์ตร้าละครนะ แต่สุดท้ายก็เงียบ….

ค่ะ อาชีพใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ
21. ถ่ายรูปรับปริญญา
จริงๆ เป็นอาชีพที่รับทำตั้งแต่เรียนมหาลัย ปี 2 ค่ะ สมัยนั้นที่ยังใช้กล้องฟิล์มอยู่ เรียกว่ารับทรัพย์กันไปค่ะ อดทนหน่อย ร่าเริงหน่อย พยายามทำให้ลูกค้ามีความสุข เสนอสิ่งแปลกใหม่ให้ลองโพสต์ค่ะ แต่บางท่านไม่กล้าก็อย่าฝืนนะคะ

22. อาจารย์มหาวิทยาลัย
ฮั่นแน่…อาชีพหลากหลายอีกแล้วค่ะ สมัยเรียนจะจบป.โท พอดีมีวิชาการตัดต่อสำหรับนักประชาสัมพันธ์ต้องการอาจารย์สอนตัดต่อค่ะ
เดี๊ยนเลยเสนอหน้าไปสอนอีกแล้วค่ะ ได้ค่ารถด้วยค่ะ เนื่องจากวิทยาเขตอยู่ไกลมากค่ะ …. รู้สึกมีคนเคารพนบนอบมากค่ะ
ต้องแต่งตัวดี ใส่ส้นสูงตลอด พูดคำหยาบไม่ได้ และเตรียมการสอนให้นักศึกษาด้วยค่ะ

23. นักเขียนคอนเทนต์ Facebook และพันทิป (2009-2011)
อาชีพของการทำ content marketing กำลังมา เมื่อหลายปีก่อน เดี๊ยนเคยทำอาชีพนี้ค่ะ เป็นการมโนเรื่องราวขึ้นมาค่ะ ผูกเรื่องกันไปค่ะ เช่น เรื่องของความงาม, เรื่องดารานักร้อง วิธีการต้องเนียนที่สุดค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคเก่งค่ะ หน้าม้ามาก็จับได้หมดละ

24. คนรีทัช(ไดคัท) ชุดชั้นใน (2013)
คนไดคัทคือ คนที่แยกภาพสินค้าออกจากพื้นหลัง เป็นงานหินที่ทำไปร้องไห้ไป ปกติเก่งโฟโตช่อปมากกกกกก (เหรอ) ทำหลังเลิกงานก็แล้ว ทำตอนวันหยุดก็แล้ว ยังไม่เสร็จ จนเรื้อนต้องมาทำที่ออฟฟิศ ช่างน่าอับอายยิ่งนัก แถมให้เพื่อนช่วยทำอีกหลายรูปที่เป็นลูกไม้ตาข่ายยิบๆๆๆ น่ะค่ะ เห็นแล้วอยากถีบคอมทิ้ง เฉลี่ยรูปละ 6-7 บาทเองค่ะ (ตอนรับงานมาไม่คิด) ปกติเรตรูปละ 100 นะคะ!

25. อาชีพมาร์เกตติ้งเสื้อผ้า (2008-2010)
อันนี้งานประจำนะคะ แต่ในอาชีพนี้ มีซับเซ็ตย่อยเยอะมาก เดี๋ยวเขียนเป็นซีรีส์มาร์เกตติ้งไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นทุกอย่างตั้งแต่คนทำลูกโป่ง, ตรายาง, ป้ายบริษัท, ออกแบบผังสำนักงาน, ทำของชำร่วย, นับสต็อก, รูดบัตรเครดิต, สร้างบูท, คุมคนงาน, ซื้อไม้แขวนเสื้อ ฯลฯ

26. ให้เสียงระบบโทรศัพท์ และประกาศในห้าง (2011)
คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหน แต่จะบอกว่าไม่ใช่ที่เดียวค่ะ อิอิ

27. ขายเสื้อผ้าตลาดนัด (2013)
เออ ชอบมากอันนี้ ได้ประสบการณ์จากอาชีพเบอร์ 25 มาแล้ว ทำให้เราหน้าด้านกว่าเดิมเยอะค่ะ ใครจะมาต่อยังไง เชียร์ยังไงได้หมด แต่ต้องรู้จักสินค้านะคะ

28. คนคุมและเซ็ตระบบแคชเชียร์ (2013)
ไม่คิดว่าอาชีพในฝันจะได้ทำจริงนะคะ ฮ่าๆๆๆๆ ชอบเล่นเป็นแคชเชียร์อ่ะ บอกเลย ชอบกด นับเงิน 5555 แต่มาทำจริง เรื่องของ security และ risk มีเยอะมาก มีช่องโหว่เยอะมาก การตั้งกล้องวงจรปิดต้องดูยังไง การเปิดเซฟทำยังไง การเรียงเงินในช่องแคชเชียร์ การนับเงินด้วยเครื่อง และการนับมือต้องนับสองรอบ เคยเรียนมาแต่ตอนทำงานที่สวนสนุกว่า ควรพูดตอนรับเงินเพื่อความเข้าใจตรงกันกับลูกค้าและพูดจำนวนเงินทุกครั้งที่ทอนเงินค่ะ แต่ก็ดีค่ะ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ได้ลองทำนะคะ แต่ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องเงินเลยค่ะ เพลีย

29. เล่นโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ เล่นละคร 1 เรื่องและเล่นหนัง “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น”
ปี 2008 เล่นหนังค่ะ ขอบคุณเพื่อนบิว แอ็คติ้งโค้ชที่ชักนำนะคะ
ปี 2010 เล่นละครบ่วงกรรม ของพี่ต่อค่ะ เล่นเป็นเมย์ พิชนาฎ (เฮ้ย!)
ในที่สุดหลังจากแคสต์งานเป็นร้อย (เว่อร์) ก็ได้รับงานมาเป็นงานไม่แคสต์ค่ะเมื่อต้นปี 2012 ดีใจค่ะ จุดนี้ เล่นเป็นหญิงท้องแก่ค่ะ ให้ผัวโทรตามโรงบาล คิคิ
งานหน้าของานเต้นนะคะ เต้นดี หน้าตาย เต้นได้หลายสไตล์ค่ะ แบบขำๆ นะคะ

30. คนถ่ายและตัดต่อวิดีโองานแต่ง (2009)
ได้งานมาจากเพื่อนต้องแมนค่ะ ….คือแบบบอกตรงๆ นะคะ สงสารเจ้าบ่าวชาวฝรั่งเศสและพี่เจ้าสาวชาวไทยมากๆ ที่อุตส่าห์ไว้ใจหนูนะคะ
หนูไม่ค่อยเก่งอ่ะค่ะ ตัดได้แต่แบบง่ายๆ ที่ถ่ายออกมาก็คุณภาพต่ำมากค่ะ อับอายสถาบัน แต่ก็ขอบคุณพี่ที่ให้โอกาสนะคะ
หนูได้พาญาติเจ้าบ่าวชาวฝรั่งเศสเที่ยวพิพิธภัณฑ์จิม ทอมป์สันและกินฟูจิด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

31. คนจัดงานแต่ง (2008)
จัดให้เพื่อนฝ้ายล่ำค่ะ เนื่องจากนางได้ไปแต่งงานกับสามีชาวเมกันนะคะ แล้วดำริอยากแต่งงานในไทยด้วย เดี๊ยนเลยรับเป็นแม่งานตั้งแต่หาสถานที่ หาแพคเก็จพรีเวด หาของชำร่วย ปรินท์การ์ด ส่งการ์ดให้เพื่อนๆ รันคิวบนเวที อีกนิดนึงก็แต่งเองละค่ะ สนุกดีค่ะ ตอนนี้เพื่อนลูกสองละค่ะ

ขออัพเดทอาชีพไว้เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ ไม่รู้ปี 2014 จะมีอาชีพอะไรแปลกๆ อีกมั้ยนะคะ

2013 year review and 2014 resolution

2013 
Good:
Chiang Mai trip with Vee – Feb
Launch my brand – Vividchemistry – Mar
Korea trip to see last concert of SE7EN – Mar
Start to clear up my credit card debts – Jun
 
Bad:
Money problem from credit card debts – Jun
 
Repeat from 2012:

No serious health problem this year
Have a good team in my work and meet the funny people there
The close colleagues continue leave the company
 
 
2013 Resolution review:
Lose 6 Kg within 12 Months >>> I can do it! Lost 8 Kg within 8 months and now maintaining weight and visceral fat.
Eat more veggie >>> Support from my mom then I can make it.
Eat less buffet >>> Because of strict diet and money spending, so I ate less buffet!
Work out every week >>> I can say in January I almost worked out for 22 days in a month!
Being a good person >>> I’m trying
Make merit often >>> I didn’t make it as much
Spend less >>> I can do it!
Travel abroad more >>> Only 1 abroad trip in 2013
Being a energetic person, concentrate on work >>> It’s not quite good though
Not receive any special job that I can’t do it >>> Yes, I can say no to the job I don’t want to do.
Kick off my brand >>> Sure! My brand and blogs
 
 
2014 Resolution
ขอเป็นภาษาไทยก่อนละกัน
1. ตั้งใจทำงานประจำมากขึ้น ตั้งเป้าหมายและจดจ่อกับงานและพยายามเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน

2. เก็บเงินให้มากขึ้น ฝากประจำและลงทุนเพื่อเกิดผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ
3. ปลดหนี้ให้หมดภายใน 5 เดือน
4. หาเงินให้มากขึ้น
5. ตั้งใจเรียนเกาหลี สอบให้ได้คะแนนเยอะขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมาและสอบ topik ให้ได้ระดับ 3 ขึ้นไป
6. ไปเที่ยวในและต่างประเทศ 3 ครั้งขึ้นไป โดยเฉพาะญี่ปุ่น ต้องไปให้ได้ และไปเกาหลีกับวีร์ซักครั้ง
7. รักษาน้ำหนักปัจจุบันและลดไขมันในช่องท้องให้เหลือ 2 (จาก 3 และ 4)ให้ได้ภายในสิ้นปี 2014 และเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมันโดยรวมให้เหลือ 20% ของน้ำหนักตัว
8. กินอาหารที่ดี มีประโยชน์ ไม่กินบุฟเฟ่ต์เกิน 1 ครั้งต่อเดือน
9. พยายามช่วยให้วีร์ลดน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดีและแข็งแรงด้วยการสปอนเซอร์ด้านฟิตเนสและอาหาร
10. แก้บนให้หมด (เอิ่ม)
11. ผลักดันแบรนด์ให้ไปไกลมากขึ้น ออกคอลเลคชั่น 2 ครั้งต่อปีให้ได้
12. คิดให้ตกว่าต้องเรียนในสิ่งที่ชอบจะดีหรือไม่ (ภายในเดือนสิงหาคม)
13. เลือกคบแต่คนดีๆ จิตใจดี และเข้ากับเราได้ไว้
14. คิดดี พูดดี ทำดี จะไปปฏิบัติธรรมอีกสักครั้ง
15. คิดแล้วต้องทำ นี่คือสิ่งที่ยึดถือมาในปี 2013 และจะทำต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองในอนาคต
 
Then this is my English part.
I don’t know why I wrote last year resolution in English but I think it’s good opportunity to review my broken English skill.
1. Maintain shape and good weight. Goal: 20% of Fat, more muscle weight, Visceral fat (waist fat) from 3 to 2 *Last year I have level 5 from beginning.
2. Focus on my main job more and being a good leader
3. Pay all my debts
4. Save money and invest
5. Concentrate and focus in Korean language study to get higher exam score and try to get TOPIK level 3
6. Travel abroad three times and more. Especially Japan once! Korea with Vee once! HK, hmmmm?
7. Eat clean, good, healthy food.
8. Help my boyfriend to lose his weight
9. Drive my brand to grow more and launch two collections per year.