ประสบการณ์ปรึกษาคุณหมอรังสิมา และฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกค่ะ

Botox

ย่าหาว่างั้นงี้เลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าอยากฉีดโบท็อกซ์มาก่อนเลย เพราะตัวเองยังอ้วนอยู่ (ในตอนนั้น) และมีเบบี้แฟตอาศัยอยู่บนหน้าจำนวนมาก มาตอนนี้เข้าเลขสามมาละ เลยต้องขอลองทำสวยบ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปณิธานของปี 2014 ที่จะต้องทำให้ตัวเองดูดีแบบพอประมาณกับกำลังทรัพย์และไม่มากเกินไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ

ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วเราทำมิชชั่นลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีไปแล้ว (กำลังเขียนสรุปอยู่นะ) ปีนี้จึงมาทำนวัตกรรมความงามภายนอกกันบ้าง เริ่มจากการเห็นอุปปาทานหมู่ที่เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องไปอัพดั้ง และอีกคนจากคนกรามใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นคนหน้าเรียวไปแล้ว จึงเริ่มเสาะหาความรู้เกี่ยวกับการโบท็อกซ์และเสริมดั้งแบบต่างๆ ค่ะ (จริงๆ ศึกษามาอยู่แล้วหลายปีนะคะ) พอเราผอมลงจะเห็นโครงกรามชัดมากๆ เลยอยากลองฉีดโบฯดู และนัดคุยกับคุณหมอรังสิมา (@DrRungsima) แห่ง I-sky clinic ค่ะ(ตื่นเต้นฝุดๆ ไม่เคยปรึกษากับคุณหมอเลย คิวท่านเยอะมากๆ อยากหาคุณหมอมานานแล้วตั้งแต่น้องส้ม Miffiiz ไปฉีดมาเมื่อปีที่แล้ว) ส่วนเราเคยไปทำ Coolsculpting (Zeltiq) ที่นี่เมื่อปีที่แล้วค่ะ ยังไม่ได้เขียนบล็อกนะคะ เดี๋ยวมารีวิวอีกทีค่ะ

botox00
ก่อนทำ ช่วงเดือนก.ค 56 ค่ะ

เราเริ่มหาข้อมูลเรื่องชนิด ราคา และผลข้างเคียงก่อนค่ะ คือ Botox ที่เราคุ้นเคยมันเป็นชื่อของแบรนด์นึงของทางเมกาค่ะ ชื่อทางเคมี คือ Botulinum Toxin อ่านที่มาและรายละเอียดของสารนี้ได้ที่นี่ หรือจะสืบค้นใน google ก็ได้ค่ะ ไม่อธิบายซ้ำแล้วเนอะ

สรรพคุณนั้นนอกจากจะทำให้ลดขนาดของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน (ทำให้เป็นหดเล็กลง) ในปัจจุบันโบท็อกซ์ใช้สำหรับลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นคิ้ว ปรับและแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยหยัก รอยบุ๋ม รอยย่น ปรับความโค้งของคิ้ว ยกหางคิ้ว หางตาให้ดูเรียวสวยขึ้น  ลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อเล็กลง เช่น กราม น่อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ลดการหลั่งของต่อมเหงื่อ เช่น บริเวณรักแร้ ลดการสะสมของแบคทีเรียจึงไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ (ข้อมูลจาก E-cosmedical ) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงคืออาจทำให้หนังตาตก พูดไม่ชัดได้ แต่สารนี้จะสลายได้ในความร้อนค่ะ เพราะฉะนั้นใครฉีดโบไม่ควรเข้าที่ร้อน เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ

โบท็อกซ์มีทั้งแบบสุญญากาศ (ในหลอดแก้ว) และแบบผงค่ะ ทีนี้ มีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ ส่วนในไทยจะนิยมคือ ชนิด A และ ชนิด B  ทีนี้ไปอ่านการสังเคราะห์และที่มาของสารนี้ได้ที่นี่ ส่วนอีกท่านได้อธิบายไว้ว่า โบท็อกซ์ ชนิดเอ นิยมใช้มากที่สุดเพราะเป็นชนิดแรกที่ออกมาจำหน่าย และได้รับความนิยม เพราะมีความแรงมากกว่า แต่ถ้ามีการละลายเมื่อนำมาใช้จะมีอายุการเก็บสั้นกว่าชนิดบี แต่ชนิดบีนั้นเหมาะสำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆและร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อชนิดเอ โดยความแรงของชนิดบี <Neurobloc ,Myobloc> นั้นต่ำมาก จึงต้องใช้ปริมาณการฉีดที่สูงกว่าเอ เยอะ(แรงน้อยกว่าถึง 50 เท่า แต่เก็บได้นานกว่าชนิดเอมาก)
มีรายงาน ค่าความแรงของโบท็อกซ์ชนิดต่างๆดังนี้
BOTOX มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 20
Dyport มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 40
*แต่ ผลการรักษาในกรณี ฉีดกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้การฉีดแบบทฤษฎีใหม่นั้น Botox ยังให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Dysport แม้ว่าความแรงของ Dysport จะสูงกว่าก็ตาม (Taken from http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

แบรนด์ที่นิยมในไทยมี Botox ของ Allergan หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า โบท็อกซ์เมกา ยี่ห้อนี้ราคาจะสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ใช้จำนวนยูนิตที่น้อยกว่าไปด้วย มันจะให้ผลชะงัดในพื้นที่นั้นๆ ไม่กระจายไปที่อื่น อีกยี่ห้อคือ Dysport แบรนด์จากอังกฤษค่ะ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะราคาถูกกว่าเล็กน้อยและประสิทธิภาพไม่ต่างกับตัวเมกามากนัก แต่อย่างไรก็ดี ต้องใช้ปริมาณเยอะกว่าของเมกา ไปๆ มาๆ ราคาก็พอกันนะคะ เพราะของเมกาขายทีละ 100 ยูนิต แต่ของ Dysport ขาย 500 ยูนิต ดูบล็อกของคุณ onnbaby อีกยี่ห้อ คือ Neuronox หรือเรียกกันว่า โบท็อกซ์เกาหลี สรรพคุณคือ ราคาถูกกว่าอีกสองเจ้า มีของ Botulax ด้วยค่ะ ซึ่งบล็อกของคุณ Nacholnipa รีวิวไว้ตามนี้  และ Synorox มักเรียกว่าโบท็อกซ์เยอรมัน นอกนั้นจะมีรายย่อยอีกค่ะ คือ เอาเป็นว่าราคาลดหลั่นกันลงมา ยี่ห้อกลุ่มสุดท้ายนี่ เรียกว่าถูกกว่ายี่ห้อแรกถึง 5-6 เท่าเลยค่ะ

Botox
รูปจาก E-cosmedical ขอเซ็นเซอร์ราคานะคะ

ไปหาข้อมูลมาเพิ่มค่ะ จากหลายๆ เว็บ พบว่า มีโบท็อกซ์ที่ได้รับ อ.ย. ถูกกฎหมายใช้ได้ในไทย ดังนี้
1. Botox (Allergan, USA)
2. Dysport (Ipsen, Ireland)
3. Neuronox (Medy-Tox Inc., South Korea)
4. BTXA (HUGH, Hong Kong)
5. Botulax ( or Regenox, Zentox : Hugel Pharma, South Korea)

(Credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sweet2syrup&date=16-03-2010&group=20&gblog=4)

          โบท็อกซ์เยอรมันทั้งมวล ไม่ผ่าน อ.ย. ไทย และเป็นแบบผงทั้งหมด ไม่มีแบบสูญญากาศ คำว่าผง คือ ผสม ซึ่งอาจทำให้ดื้อยาขึ้นมาได้ เช่น — Syrunox เยอรมันกล่องม่วงๆ   ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่เลิกผลิต ในตลาดตอนนี้ก๊อบปี้จากจีน, มาเล ทั้งนั้น
— Neuroxin เยอรมันกล่องขาวเขียว ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่จะมีฝาขวดสีน้ำเงิน ใช้ได้ผลบ้าง แต่ก่อให้เกิดปัญหาหน้าไม่เท่ากันตามมา เพราะยาไม่บริสุทธิเพียงพอ
— Renew เยอรมัน 150 ยูนิต ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่สูญญากาศอยู่ดี
— Fine ฮ่องกง หรือจีน (เซิ่นเจิ่น) ราคาจะอยู่ที่ 1,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลชั่วคราว และทำให้เกิดอาการดื้อยา จนใช้โบท็อกซ์ใดๆ ก็ไม่เกิดผลอีก
— Beautox เกาหลี 150 ยูนิต สีชมพู ใช้ได้ผลสูงสุด เทียบเท่าสูญญากาศ แต่อยู่ได้ 2-3 เดือน โดยของแท้ฝาชมพู ต่อมาบริษัทแม่เลิกทำ จนมีฝาขาวจากมาเล และฝาเหลืองจากจีน เข้ามาและไม่เห็นผล ห่วยแตก ราคาจะอยู่ที่ 2,500 ขึ้นไป
— โบท็อกซ์รีไฟลเอ็กซ์ เป็นโบท็อกซ์สูญญากาศที่ผลิตในประเทศไทย เป็นของปลอมที่ทำให้เกิดปัญหาดื้อยา จนไม่สามารถใช้โบท็อกซ์ใดๆ ได้อีก เนื่องจากการผลิตไม่บริสุทธิ์เพียงพอ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด และที่สำคัญ เลข อ.ย. ที่อ้างข้างขวดเป็นของปลอม โรงงานนี้ยังมั่วถั่วผลิต เมโสแฟตไขมันเลข อ.ย. ปลอมที่ชื่อ เดอม่าร์ลิส แม้จะได้ผลดี แต่ก็เป็นของไม่มีคุณภาพ
(Quote from : http://pinkmaya.gagto.com/?cid=481573)

เรื่องของชนิดของโบท็อกซ์นั้น บุคคลในเว็บบอร์ดนี้ แย้งว่า โบท็อกซ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ นั้น มันถูกทำเป็นผงเล็กๆเเล้วเก็บในขวดสเตอไรซ์ สุญญากาศอยู่เเล้วครับผม  ไม่มีเเบบโบท็อกซ์สุญญากาศ ดีกว่า โบท็อกซ์เเบบผง อะไรเลยครับ โฆษณาโม้ทั้งนั้น ผมเคยได้ยินครับ ของเราใช้เเบบสูญญากาศเท่านั้น …..เอ่อ ผมจะบอกครับว่ายาใส่ขวดเเบบฉีดทุกอันเขาสูญญากาศหมดล่ะครับ
(Quote from: http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

เดี๋ยวเราไปถามคุณหมอมาให้อีกที สำหรับเรื่องชนิดผงกับสุญญากาศ (ขวดแก้ว) ละกันค่ะ ส่วนเทคนิคการฉีดก็ที่เคยรู้กันคือฉีดลดกล้ามเนื้อ และวิธีใหม่สำหรับลดริ้วรอยคือแบบจิ้มลงไปไม่ลึกมากค่ะ อ่านเทคนิคกันได้ที่ บล็อกคุณmiNipanda-z และคุณ SuperGiBZz นะคะ

อ่ะ ข้ามมาเรื่องการปรึกษาคุณหมอเลยดีกว่าค่ะ ใจจริงไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นเดือนมกราคมหรอกค่ะ แต่ตั้งใจจะไปปรึกษาเฉยๆ (หรอ….บัตรเครดิตในมือสั่นไปหมดละกรู) จองคิวไว้ล่วงหน้าค่ะ (จริงๆ โทรเข้าไปถามราคาเฉยๆ น้า…..) เลือกไปสาขาบางนาค่ะ อยู่ตรง The Coast เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เปิดใหม่ ถ้ามาจากเมกาบางนา ให้เลี้ยวซ้ายแยกบางนาแล้วยูเทิร์นใต้รถไฟฟ้าสถานีบางนาค่ะ เกือบถึงแยกบางนา จะอยู่ทางซ้าย สังเกตป้ายแมคโดนัลด์นะคะ คลีนิคอยู่หลัง MK ค่ะ จอดรถหน้าร้านได้เลย

เข้าไปพบหมอคิวที่ 2 ค่ะ รอไม่นาน เริ่มต้น คุณหมอถามว่าต้องการปรึกษาเรื่องอยากทำไรบ้างคะ เราก็บอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ จากนั้นคุณหมอก็เงียบไป พร้อมเดินไปหยิบกระจกมาอันนึง แล้วพูดว่า เดี๋ยวคุณหมอจะบอกอะไรให้สองสามอย่างนะ เอิ่ม…อะไรนะคะ ดูน่ากลัว ต้องทุบทั้งหน้าป่ะคะ? หมอบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าคุณทำแต่โบท็อกซ์อย่างเดียว โหนกแก้มของคุณจะเด่นชัดขึ้นนะคะ (อา….ค่ะ แน่นอน โหนกคือจุดเด่นบนใบหน้าหนู) ทีนี้ ปัญหาของคุณคือ คางคุณสั้นเกินไปมื่อเทียบกับสัดส่วนอื่นๆ บนใบหน้าตามหลักของ Golden ratio (อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าใช้หลักการนี้ คือ หน้าตามแนวตั้งจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดูได้ที่ลิงค์นี้ http://www.goldennumber.net/facial-beauty-new-golden-ratio/)
face-new-golden-ratio-beauty-proportions
คุณควรเติมคางให้สมดุลค่ะ ถ้าไม่ทำโบท็อกซ์ จะใช้ฟิลเลอร์ (ในที่นี้คือสารไฮยาลูรอนิก*) ประมาณ 2 ซีซี (หรือ 2  SYRINGE) แต่ถ้าคุณทำโบท็อกซ์ที่กราม คุณจะฉีดคางแค่ 1 ซีซีค่ะ ส่วนโหนกแก้มที่ดูเด่นชัดขึ้นนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการลวงตาว่าส่วนนูนบนใบหน้าจากโหนกแก้มมาที่ร่องน้ำตาข้างจมูก (ตามรูปด้านล่าง) ซึ่งคุณหมออธิบายว่า เวลาคนอื่นมองเรานั้น เค้ามองจากมิติเดียว คือโดยรวม ถ้าแก้จากการเอาจุดเด่นของโหนกมาอยู่ตรงกลางแทนจะดีกว่า คุณหมอเจอเคสหน้าแบบเรามาเยอะค่ะ (หน้าไทย-อีสานสไตล์สินะคะ) คุณหมอบอกว่าฟิลเลอร์นั้นฉีดทีละนิดแล้วมาเติมหากไม่พอใจดีกว่าแล้วมีสารฉีดสลายได้ด้วยค่ะ และฉีดฟิลเลอร์ก็เห็นผลทันที ถ้าคุณไม่อยากเปลี่ยนหน้าแบบฉับพลันก็ค่อยๆ ทำทีละอย่างก็ได้ เราเลยถามว่าแล้วคุณหมอจะแนะนำให้ทำอะไรก่อนคะ? คุณหมอบอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ เพราะฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดไปแล้ว 3 เดือน แต่ที่หลายเจ้าบอกว่า 6 เดือนนั้น คือ สารสลายไปหมดแล้วค่ะ หากไม่อยากให้กรามกลับมาทั้งหมด แนะนำให้มาฉีดซ้ำตอนครบ 3 เดือนค่ะ ซึ่งงานวิจัยพบว่าในบางราย ขนาดของกล้ามเนื้อลดลงไปจริงหากฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เราเลยถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาใจค่ะ เราถามว่าแบบนี้หนูควรทำจมูกมั้ยคะ? ดั้งแหมบอ่ะค่ะ คุณหมอบอกว่าจริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะทรงจมูกและขนาดมันเหมาะกับหน้าแล้ว หากคุณทำ (คุณหมอเอามือมาดึงดั้งขึ้น) ตาของคุณจะเล็กลงและชิดกันมากขึ้น ทำให้องค์ประกอบมันไม่สมดุลย์ แต่ถ้าคุณอยากทำก็อาจจะเติมปลายให้เล็กน้อยให้เชิดขึ้น (แต่ตอนที่เห็นรู้สึกเฉยๆ ค่ะ ไม่ชอบทรงนั้น ชอบทรงปัจจุบัน แค่อยากให้สูงขึ้นค่ะ) ถ้าคุณอยากทำก็ทำได้ แต่ควรทำอันดับสุดท้ายค่ะ ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจเล็กๆ และแปลกใจนะคะ ที่จริงๆ แล้วปัญหาที่เราคิดว่าหน้าแบนนั้นมันอาจจะไม่อยู่ที่จมูกก็ได้ และกอปรกับความเชื่อส่วนตัวเรื่องทำจมูกแล้วจะเปลี่ยนแฟนด้วย (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) เลยไม่อยากทำจมูกละค่ะ เหมือนตอนเด็กกว่านี้เคยเสาะหาไปปรึกษาทันตแพทย์เพราะอยากจัดฟันสองสามร้าน แล้วได้รับคำตอบมาว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ฟัน มันอยู่ที่ส่วนอื่น และฟันก็สบกันดีแล้ว เรียงสวยแล้ว จะมาทำให้เจ็บตัวทำไม เลยเลิกฝันจะจัดฟันค่ะ (แหม่…กูสวยอยู่แล้วสินะ เลยทำไม่ได้ซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ)

botox01
ที่วงคือที่ควรฉีดฟิลเลอร์ลงไปค่ะ

จากนั้นเราก็บอกคุณหมอว่า งั้นวันนี้ขอปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ก่อนละกันค่ะ (เพราะหน้าไม่เท่ากันด้วย) และรอให้เห็นผลอีก 3 เดือนแน่ะ  โดยสำหรับกรามเราคุณหมอจะใช้โบท็อกซ์ยี่ห้อ Allergan ของเมกาค่ะ (แพงสุดในตลาดละ) ซึ่ง 1 ขวด มี 100 ยูนิต (มีโปรโมชั่นด้วยค่ะ ลด 20% จาก 24,000 บาทเหลือ 19,200 บาท เก็บไว้ได้ 1 ปีค่ะ) โดยเราฉีดครั้งแรก 60 ยูนิต (ข้างละ 30) แล้วพออีก 3 เดือนค่อยมาซ้ำอีก 30 ยูนิต (ข้างละ 15 ยูนิต) ค่ะ แต่พอฉีดไปแล้ว 2 อาทิตย์ คุณหมอจะนัดมาดูอีกครั้งนะคะ จะได้คิดดูว่าจะฉีดฟิลเลอร์เลยมั้ย (ใจหนูอ่ะอยากค่ะ แต่เงินหนูอ่ะมันไม่สะดวก) เราถามเพิ่มคือ แล้วอีกยี่ห้อคือ Dysport มันมีข้อดีข้อเสียต่างกันตรงไหนบ้าง คุณหมอบอกว่า ราคามันต่างกับ Allergan ไม่มาก แต่ปริมาณที่ใช้มันเยอะ เช่น ราคาของ 500 ยูนิต ถูกกว่า Allergan นิดเดียว เวลาฉีดอาจจะกระจายไปมากกว่า เพราะใช้ปริมาณเยอะกว่า แล้ว Allergan ออกฤทธิ์เฉพาะจุด (อันนี้คิดเอาเองนะคะว่าแบบนี้ใช้แบบปริมาณน้อยและคุณภาพสูงเลยไม่ดีกว่าหรือ?) แต่ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ตอนจะฉีดคุณหมอถามว่าจะให้แปะยาชามั้ย ในฐานะที่ใจไม่ด้านพอ เลยขอแปะก่อนค่ะ คนมันไม่เคยเข็ม แปะยาชาไว้ 45 นาทีแน่ะ (นานจุง) จากนั้นคุณหมอก็เข้ามาฉีดค่ะ ให้เรากัดกรามแน่นๆ เพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อชัดๆ เวลาฉีดจะได้ง่าย คุณหมอฉีดไม่ถึง 5 นาทีค่ะ บอกเลย มือเบามาก คุณหมอบอก ตอนคุณหมอฉีดเองไม่เคยแปะยาชานะ เราก็ว่าคราวหน้าจะไม่แปะละค่ะ เสียเวลาค่ะ
botox03
แปะยาชาค่ะ วันหลังจะไม่แปะละ ชอบอะไรซาดิสม์
การดูแลรักษา คุณหมอแค่บอกว่าไม่ควรนวดหน้า อบหน้า ไม่ควรเข้าที่ร้อนๆ เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ แต่ออกกำลังกายได้ปกติ แต่เราดันไปกินเอ็มเคหน้าหม้อไอน้ำซะงั้น ฤทธิ์จะสลายมั้ยนี่

botox02
หลังฉีด 15 นาทีค่ะ เอาหน้ามาอังไอน้ำหม้อสุกี้

เดี๋ยวอีก 2 อาทิตย์จะไปดูอาการค่ะ หลังฉีด 4 ชั่วโมงเค้าว่าห้ามนอน เราก็ยังไม่นอนหรอกค่ะ เมาท์แตกอยู่ แต่หน้าชานานมากจริงๆ พยายามไม่นอนตะแคงด้วย กลัวแผลกดทับ 5555 พอตื่นเช้ามาเมื่อยกรามค่ะ (เป็นอาการที่คุณหมอบอกไว้แล้ว) ไม่กล้าเคี้ยวของเหนียวๆ เลยค่ะ กลัวที่ฉีดมาไม่ได้ผล นอยด์สาด

ฟิลเลอร์ ที่เราชอบเรียกกันนั้น เท่าที่อ่านมา คือ มีสองแบบที่ยอมรับในประเทศไทยและอย.นะคะ คือ ไฮยาลูรอนิก(Hyaluronic Acid-HA) และไขมันของตนเอง และในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นไฮยาลูรอนค่ะ มียี่ห้อที่อนุญาตให้ใช้ในไทยได้ดังนี้ http://rakkhunclinic.blogspot.com/p/blog-page_22.html

ตอนนี้ไม่ได้หาข้อมูลฟิลเลอร์เท่าไหร่เลยค่ะ หาแค่โบท็อกซ์ก่อนละกันนะคะ

เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที ตอนครบ 3 เดือนนะคะ

ราคา: 19,200 + ค่าแพทย์ 300 (ออกเองนะคะ ไม่เคยทำฟรี บอกเลย 5555)

Link: อ่านเพิ่มเติมของท่านอื่นๆ ได้ตามลิงค์นะคะ
แถมๆ http://force8949.blogspot.com/2012/07/all-about-botox.html

Advertisements

One thought on “ประสบการณ์ปรึกษาคุณหมอรังสิมา และฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s