ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนสอง ปรับการกิน เข้ายิมแบบมีหลักการ

หลังจากผ่านเดือน ม.ค. 56 นะคะ น้ำหนักเราลดลงไปแค่ 2 กก. ค่ะ ทั้งที่เข้ายิมไป 9 ครั้ง โดยไม่ได้จ้างเทรนเนอร์ แต่ใช้บริการ 3 ครั้งที่ลงโปรโมชั่นไว้ ครั้งแรกจะวัดไขมัน ชั่งน้ำหนักและทดสอบร่างกาย ตั้งแต่วิ่งในเวลาจำกัด Plank ได้กี่นาที กางแขนขาดูสมดุลร่างกายค่ะ บอกเลยว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เอ๊ย สมรรถภาพของร่างกายเราลดลงมากๆ นี่นักกีฬาเก่านะคะ เล่นกีฬามาแต่เด็กๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ แค่ซิตอัพ 20 ครั้งยังไม่ขึ้น เศร้าเนอะ วัดสัดส่วนเก็บไว้ เช่น รอบแขนบน รอบเอว สะโพก ต้นขา แล้วครั้งที่สองก็จะสอนว่าเล่นท่าไหน มีประโยชน์ยังไง เพื่อให้เราสามารถจำและเอาไปใช้ได้เอง และครั้งที่สามก็จะเทสต์แบบเดิมอีกค่ะ ว่าทำสถิติได้ดีขึ้นมั้ยค่ะ จากนั้น ถ้าเราสนใจจะต่อก็สามารถซื้อคอร์สต่อได้ แต่ถ้าอยากเล่นเองก็ไม่ฮาร์ดเซลล์ขายคอร์สเหมือนแคลิฟอร์เนียนะคะ เทรนเนอร์เป็นผู้หญิง จบวิทยากีฬามาด้วยค่ะ ส่วนตัว เราไม่ชอบเทรนเนอร์ผู้ชายค่ะ

ทีนี้หลังจากเราเล่นเองแบบออกกำลังเบิร์น (Cardio) บนเครื่อง elliptical แบบนี้ เป็นเวลา 30 นาทีอย่างต่ำทุกครั้งค่ะ
Image

(credit: http://scottfennfitness.com/2013/06/)

ที่ชอบเล่นเครื่องนี้เพราะไม่กระแทกเข่าดีค่ะ เราไม่ชอบวิ่งบนลู่ เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ถ้าคุณอยากเบิร์นก็ลองหาเครื่องที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วก็เล่นท่าตามที่เทรนเนอร์เคยสอนมานิดๆ หน่อยๆ แต่น้ำหนักไม่ลงตามที่ตั้งใจค่ะ เราเลยตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ที่จะลงคอร์ส personal trainer ดีหรือเปล่า โดยเราดูผลงานที่เพื่อนร่วมงานเราลงคอร์ส PT แล้ว เพื่อนร่วมงานลดน้ำหนักลงและดูดีขึ้น ถือว่าเก่งอยู่นะคะ แล้วเราไปถามคุณหมอผิงในงานบรรยายและฟังคุณบุ๊งเล่าเรื่องการออกกำลังแล้ว คุณหมอไม่ได้แนะนำว่าควรใช้หรือไม่นะคะ ขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ บางคนไม่ชอบให้คนมาสั่งน่ะค่ะ แต่เราชอบ 555 ชอบให้คนบังคับ และอยากเห็นผล สุดท้ายเราเลยลงคอร์ส PT กับเทรนเนอร์คนเดียวกับเพื่อนที่ออฟฟิศค่ะ เพื่อนลงแบบ 30 ครั้ง ส่วนเราเทรนเนอร์บอก 20 ครั้งก็พอ ก็ตามนั้นเลยค่ะ (ดีละ เบี้ยน้อยหอยน้อย) เริ่มเข้า PT ครั้งแรกวันที่ 19 ก.พ. 56 นะคะ เรานัดเล่นวันอังคารกับพฤหัสค่ะ ถ้าวันไหนไม่ว่างก็ค่อยเลื่อนเป็น เสาร์ แต่จะเล่น PT แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

ในแต่ละครั้ง PT จะมีท่าออกกำลังให้ 2 เซ็ตค่ะ เซ็ตละ 3-4 ท่า ไม่ซ้ำกันเลอ แต่เหนื่อยมาก ปกติตอนเล่นแคลิฟอร์เนียนี่วันรุ่งขึ้นไปทำงานไม่ไหวเลยนะคะ แต่นี่ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ตื่นไหวอ่ะค่ะ เล่นที หัวใจเต้นเร็ว แต่ก็ท้าทายมากๆ ต้องทำให้ได้ แต่รู้สึกดี เหมือนน้ำหนักจะลดเลยเนอะ (จริงๆ น้ำหนักไม่ค่อยลดเลยค่ะ ทำใจไว้แล้ว) คนเราพอเสียเงินลงไปก็อยากให้ได้ผลเร็วๆ กันทั้งนั้น อันนี้ต้องเตือนกันไว้เลยนะคะ จะได้ไม่เฟลไม่ท้อกลางทาง

ระหว่างนั้น ก็มีทริปไปเชียงใหม่ค่ะ อันนี้เล่น PT มาแค่ 4 ครั้งเองนะ ก็ต้องไปต่างจังหวัดละ แล้วเชียงใหม่นี่มีแต่กินกับนอนค่ะ เช่ารถขับอีก แทบไม่ได้เดินเหิน ทั้งสปาเกตตี้, ไก่ทอด, โรตี, กาแฟ ฯลฯ ผลคือ อ้วนขึ้นค่ะ มวลไขมันก็เพิ่ม เสื่อมมาก กลับมาเทรนเนอร์พูดแล้วเจ็บมากๆ คือ เค้ามีหน้าที่ motivate และดูแลเรื่องของวิธีการออกกำลังนะ แต่เรื่องของการกินนี่ เค้าคงห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักจะต้องทำเอง เสียเงินไปแล้วก็แล้วแต่นะ โห…ความงกของกูนี่ขึ้นเลยค่ะ ฮึดมากๆ ค่ะ ยังค่ะยัง ถัดจากทริปเชียงใหม่ เดี๊ยนยังมีทริปเกาหลีอีกค่ะ แต่บทเรียนทำให้เราระวังตัวมากขึ้น และเกาหลีเราเดินเยอะด้วยค่ะ ในขณะที่เชียงใหม่ เราเช่ารถขับค่ะ ตัวแทบไม่กระดิกเลย 555 แล้วตอนไปเกาหลี เราแอคทีฟมาก กินผักเยอะด้วยค่ะ ทั้งที่กินมื้อเย็นตอน 5 ทุ่ม แต่กลับมาน้ำหนักเท่าเดิม แถมเปอร์เซ็นต์ไขมันดีขึ้นอีก สุดยอดเลอ! หลายคนที่ไปเที่ยวเกาหลีก็น้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ ทั้งที่กินเยอะ แต่ก็เดินเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอากาศเย็นสบาย เราก็น่าใช้การเดินเพื่อลดน้ำหนักได้นะคะ

Image
อาหารที่เกาหลี

ช่วงนั้นเองค่ะ เราได้เข้าสู่วงจรการคำนวณแคลอรี่ค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความถนัดนะคะ วิธีการคำนวณแคลอรี่ของเราคือ เราต้องหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของตัวเองก่อนค่ะ (คือเป็นค่าของอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ขั้นพื้นฐานของแต่ละคน) คือ ถ้าเรากินเท่ากับ BMR ก็จะเท่าทุนค่ะ แต่ถ้าเรากินมากกว่า BMR แล้วไม่ได้เผาผลาญ ก็จะสะสมในร่างกาย แต่ถ้าเราเพียงลดแคลอรี่ในแต่ละวันให้น้อยกว่า BMR ก็จะลดน้ำหนักลงค่ะ อ่านรายละเอียดง่ายๆ ได้ที่นี่ http://www.never-age.com/bmr_2.php หรือhttps://jeban.com/viewtopic.php?t=119938

ทีนี้ การทานอาหาร เราก็จะใช้การประมาณเอาจากน้ำหนักและค่าพลังงานจากหลายๆ แหล่งค่ะ ก็ไม่เป๊ะนะ แต่มันก็สามารถคำนวณแคลอรี่ต่อวันได้ดีทีเดียว วิธีการเราคือ เช่น ข้าวสวยหนึ่งจาน หนัก 200 กรัม จะมีแคลอรี่ 400 กิโลแคล ทีนี้ ถ้าเรากินแค่ 80 กรัม ก็จะได้พลังงาน 160 แคล แล้วก็บวกกับข้าวไปค่ะ เช่น ไข่ต้ม 1 ฟอง 80 แคล แต่เราไม่กินไข่แดง ก็ลดไปเหลือเดาๆ เอาว่า 40 แคลไรงี้ ส่วนถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง เช่น ของ S&P หรือ ซีพี จะมีข้อมูลโภชนาการแปะอยู่หน้าซองค่ะ เช่น สปาเกตตี้คาโบนาร่า ได้แคลอรี่ 450 ประมาณนี้ อาหารแต่ละมื้อน่าจะไม่เกิน 500-600 แคลนะคะ ถ้าเรากินครบ 3 มื้อ ก็จะได้แคลอรี่ประมาณ 1500 ก็น่าจะเกินค่าการเผาผลาญมาเล็กน้อย แต่การเบิร์น มันเกิน 200 แคลอยู่แล้ว เราก็จะมีพลังงานเข้าร่างกายในวันนั้นประมาณ 1300 ค่ะ

จากนั้น เราก็ใช้แอพพลิเคชั่น Myfitnesspal ช่วยบันทึกแคลอรี่อาหารที่กินเข้าไปค่ะ เพื่อเตือนใจเราด้วยในอีกทางว่าเรากินเยอะไปหรือน้อยไป โดยมีเพื่อนร่วมงานของเราแนะนำแอพนี้มา และแอดกันเป็น social network ได้ด้วยนะ การบันทึกของเรา ก็เป็นการกะประมาณเอาน่ะค่ะ เช่น คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะมีกี่แคล เป็นต้น แล้วก็อิงจากตารางค่าแคลอรี่ของอาหาร (เว็บ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/05/L6643174/L6643174.html http://adia.exteen.com/20070512/entry ) พอเราคำนวณเสร็จ มันจะบอกว่ากินมากหรือน้อยไป แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ในอีก 7 วัน ประมาณนั้น (อ่านเต็มๆ ได้ที่บทความของอีคอมเมิร์ซนะคะ แหะๆ เขียนเอง ชงเองค่ะ http://www.ecommerce-magazine.com/issue/172/April-2013-Mkt-Fat)

ทีนี้ การกินที่สำคัญคืออะไร คุณหมอผิงเคยบอกไว้แล้วในตอนที่ 1 นะคะ ว่าการกินอาหารที่เป็นสูตรนั้นนี้ สุดท้ายถ้าคุณกินแบบนั้นแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง จริงอยู่ มันลดน้ำหนักค่ะ แต่มันไม่ยั่งยืน คุณจะกินอาหารนก กินผักได้ขนาดนั้นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า? ถ้าทำได้ตลอด เราไม่ว่ากันค่ะ แต่สำหรับเราค่านิยมของเราก็คือ กินอะไรที่มันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันมีประโยชน์ หาทานได้ง่าย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก เช่น ไข่ขาว, ผักใบเขียว, บรอคโคลี, ดอกกระหล่ำ, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, เนื้อปลา แต่คุณหมอผิงบอกว่าหมูไม่ควรกินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แหะๆ เราชอบกินหมูนี่นา พวกสัตว์เนื้อแดงน่ะค่ะ เราไม่กินเนื้อ ไม่กินปลาหมึก ไม่กินหอยอยู่แล้ว โชคดีไป

การปรับการกินนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าหักโหมจนร่างกายรับไม่ได้แล้วจะเบื่อ สำหรับเราปรับการกินจนตอนนี้นิสัยการกินเปลี่ยนไปเลยค่ะ เปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกัน

1. กินผักต้ม
ก่อนหน้านี้เรากินผักสดที่ขายเป็นแพ็คๆ หรือแบบตักตามสลัดบาร์ของซูเปอร์น่ะค่ะ แต่ต้องเลือกนะคะ ไม่ใช่ว่าตักแต่แฮม, ไข่นกกระทา, มันอบ, แครอตไรงี้ (แครอต เป็นแป้งนะคะ) แล้วพยายามไม่ใส่น้ำสลัดค่ะ เข้าใจว่าทำยาก ตอนแรกๆ ขอให้เปลี่ยนมาใช้สลัดน้ำใสก่อนค่ะ แล้วมาเป็นกินแบบวัว คือ ไม่ใส่น้ำสลัดเลย เคี้ยวกร้วมๆ เลยค่ะ ก็อร่อยดีนะคะ แต่การกินผักสด แก็สในท้องจะเยอะนิดนึงค่ะ บางทีผักก็ช้ำไรงี้ จะกินผักได้เยอะมากค่ะ เวลาช้อปปิ้งคือ ช้อปผักสดทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือกลางสัปดาห์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างฟู้ดแลนด์, เดอะมอลล์ หรือ Tops แต่ผักพวกนี้ พอเปิดถุงแล้วอยู่ได้ไม่นานค่ะ จะเน่าเร็วมาก กินไม่ทัน หรือไม่มีเวลาไปซื้อ ราคาถุงละ 50-70 บาทเป็นผักสลัดรวม แต่พอหลังจากเรากลับจากเกาหลีไม่รู้อะไรดลใจนะคะ เลยบอกแม่ให้ช่วยต้มผักแทน เอาผักง่ายๆ ที่แม่หาซื้อตามตลาดแถวบ้านได้ทุกวันน่ะค่ะ เช่น ดอกกะหล่ำ, บรอคโคลี, แครอต (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นแป้ง), เห็ดออเรนจิ ทีนี้คือ จุดเปลี่ยนเลยค่ะ พอเปลี่ยนมาต้มผักแทน มันทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น เพราะผักอุ้มน้ำค่ะ แนะนำให้ทุกมื้อมีผักต้มนะคะ กินแกล้มกับกับข้าวอื่นๆ ได้เลยค่ะ ทีนี้น้ำหนักเราก็เริ่มลดลงแบบมีนัยยะสำคัญทีเดียวค่ะ ในเดือน 4-6

Image

2. กินกาแฟร้อน ไม่ใส่น้ำตาลและสารให้ความหวาน
เรียกว่าอันนี้วัดใจนายกับเรามากนะคะ สำหรับคนชอบกินอะไรหวานๆ มาตลอดชีวิตอย่างเรา แค่เลิกกินชานมไข่มุก มิสเตอร์เชคมาปีกว่า (นับถึงตอนนั้น) ก็ถือว่าใจเด็ดมากแล้ว นี่จะมาให้กินกาแฟร้อนแบบไม่หวานอีก แต่ก็ต้องทำค่ะ เริ่มแรกก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เวลาสั่งกาแฟก็พยายามบอกให้ใช้นมโลวแฟตหรือนอนแฟต แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องซีเรียสนะคะ จากนั้นก็ขอน้ำตาลเทียม (อิควล) น่ะค่ะ มาใส่ให้พอประทังชีวิตไป รสชาติมันห่วยแตกอยู่นะคะ สำหรับคนไม่เคย พอเราเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง และที่เคยสั่งน้ำหวาน น้ำอะไรปั่นๆ เย็นๆ ก็เลิกซะ เพราะกว่าเค้าจะทำให้เครื่องดื่มมันหวานได้เนี่ย ก็ต้องใช้ทั้งน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น เราไม่ควรได้รับน้ำตาลมากกว่า 24 กรัมต่อวันนะคะ พอเราเริ่มเลิกเสพติดหวาน ต่อจากนั้นซัก 2-3 เดือน ชีวิตเราจะไม่ชินความหวาน น้ำตาลก็จะไม่แทรกซึมผ่านเราได้เยอะค่ะ หลายคนงดแป้ง งดไขมัน แต่ไม่ลดน้ำตาล กินแต่น้ำหวาน น้ำปั่น จะผอมได้ไงคะ ตัวเราเองอ่ะ บอกเลยว่าโง่เรื่องโภชนาการมาก ตอนเพื่อนบอกว่ากินน้ำหวานก็น้ำตาลเข้าเส้นเลือดเร็วเลยสิ เราก็ไม่เก็ตค่ะ ก็แบบเออ ดีออก ไม่ต้องย่อยด้วย ไม่มีแคลอรี่ … โถ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ก็เพราะมันเข้าสู่เส้นเลือดเร็วก็คือมันอ้วนเร็วกว่าแป้งอีกไงล่ะ เพราะแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแล้วเข้าสู่กระแสเลือดชิป่ะ แต่นี้ไม่ต้องใช้อะไรย่อยเลย เข้าปรี๊ดเลอ

3. กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว และลดอาหารเส้น
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ชอบกินข้าวขาว ขนมปังขาวแบบเรา หันมาเปลี่ยนชีวิตหุงข้าวกล้องมากินทุกวัน ค่ะ เริ่มจากที่บ้านปกติซื้อข้าวแบบหุงสำเร็จมา หรือข้าวก้อนๆ น่ะค่ะ เป็นข้าวขาวกับข้าวแดง ซึ่งเราอ่ะไม่ชอบรสชาติหยาบๆ ของข้าวแดงแบบนี้อยู่แล้ว เลยพยายามไปหาข้าวหอมมะลิกล้องมา ชอบของมาบุญครองค่ะ ห่อไม่ใหญ่มาก หนึ่งห่อพอดีกินคนเดียว 1 เดือน ทีนี้ จะหุงให้กินคนเดียวต่อวัน ปริมาณจะน้อยเกินไปสำหรับหม้อใหญ่ เราก็ซื้อหม้อเล็กมาเลยค่ะ หุงกินคนเดียว แม่จะช่วยหุงให้ (อีกแล้ว แหะๆ) ตอนแรกจะกะปริมาณน้ำไม่ค่อยถูกค่ะ แฉะไปบ้าง แห้งไปบ้าง แต่ก็อร่อยกว่าข้าวแดงเยอะ ทีนี้ก่อนกินทุกมื้อ เราชั่งน้ำหนักข้าวค่ะ เพื่อวัดแคลอรี่ แหะๆ ก็ต้องซื้อตาชั่งตวงอาหารมาเนอะ เราซื้อของ IKEA ค่ะ ราคา 990 บาท เวลาชั่งก็แค่กดเปิด 1 ครั้ง ให้ขึ้นเลข 0 เอาจานที่เราใส่ข้าววาง แล้วกดอีกครั้งให้ตาชั่ง tare หรือเซ็ตศูนย์ จากนั้นก็ตักข้าวลง มื้อเช้าเรากิน 80 กรัม กลางวัน 100-120 กรัม มื้อเย็นประมาณ 50 ค่ะ ทุกมื้อควรมีแป้งนะคะ ไม่ควรงดแป้งไปเลย วิธีของเราคือ ลดแป้งไม่ใช่งดค่ะ ไม่งั้นร่างกายจะโยโย่ แป้งมาได้หลายรูปแบบค่ะ ไม่ได้จำกัดจากข้าวอย่างเดียว อาหารบางชนิดก็มีศักดิ์เป็นแป้งค่ะ เช่น ข้าวโพด มัน เผือก แครอต พวกพืชจำพวกหัวทั้งหลาย

ส่วนอาหารเส้น มันคือสิ่งที่แปรรูปมาจากข้าวและแป้งนะคะ เป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี เออ อันนี้เอาเป็นว่าพยายามเลี่ยงอาหารประเภทเส้นค่ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พาสต้า อา….ของโปรดทั้งนั้น ยากจุง ก็ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงค่ะ เพื่อตัวเรานะคะ อดทนอีกนิด ให้วีคละ 1 ครั้งละกัน อิอิ

4. เลิกซะนิสัยกินแบบบุฟเฟ่ต์
สั่งแค่ตัวเองพอ แล้วกินแค่ครึ่งเดียว คือ เข้าใจทุกร้านอาหารที่จะมีสัดส่วนปริมาณ (portion) ในแต่ละจานตามมาตรฐาน ดังนั้นการจะมาบอกว่า เอาข้าวครึ่งเดียว ไม่เอาข้าว นางไม่ทำให้ค่ะ ชีวิตยากเนอะ ก็ชั้นมีแต่ข้าวไป ไม่อยากกินข้าวเธอนี่นา แค่ทำปริมาณเหมือนราดข้าวแหละ แต่ไม่เอาข้าว ไม่เข้าใจหรา? บางร้านนางบอกเป็น KPI ขายเป็นเซ็ตค่ะ อ่ะ ก็ได้ ชั้นอารยะขัดขืนด้วยการไม่กินข้าวของเธอเองละกัน บางร้านมาถึง บ่นเสียดาย อ้าว ก็พี่ทำให้หนูไม่ได้นี่นา ยินดีจ่ายราคาเต็มนะคะ แต่กินครึ่งเดียว หรือบางทีก็ต้องทนอาย พกข้าว (มีแต่ข้าวนะคะ) ไปนั่งกินร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ในร้านอาหารบ้าง ก็ต้องทนค่ะ ถ้าร้านเค้าอนุญาต เพราะเราเองก็สั่งอาหารเค้านะ แต่ไม่เอาข้าวเท่านั้นเอง เวลาไปร้านข้าวมันไก่ ก็สั่งแต่ไก่นะคะ เนื้ออกดีที่สุด แต่เนื้อน่องมันอร่อยน้า

Image
Image

5. หาของว่างที่มีประโยชน์กิน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็ต้องมีการหิวระหว่างมื้อ คุณหมอผิงเลยบอกว่า อาจจะลองแบ่งเป็น 5 มื้อย่อย จะได้ไม่หิวจนตาลาย และควรกินให้ตรงเวลาทุกมื้อนะคะ ตอนนี้เราฝึกร่างกายจนถึงลมปราณขั้นสุด เอ๊ย ไม่ใช่ คือ 5 โมงเย็นปุ๊ป ความหิวมาเลยค่ะ ต้องกินข้าวเย็นประมาณนี้ แล้วพัก 2 ชั่วโมง ไปออกกำลังพอดี ส่วนของว่างนั้น เราก็ได้อ่านมาหลายที่ บางคนแนะนำ กรีกโยเกิร์ตค่ะ ที่เราชอบคือยี่ห้อนี้ค่ะ TamarValley (ตามรูป) สนนราคาก็ ถ้วยละ 100 กว่าบาทเอง อุ๊ต่ะ จะผอมได้ต้องรวยนะคะ แต่ต้องแบ่งกินนะคะ ถ้วยนึงแคลอรี่ก็หนักอยู่ แล้วเนื้อโยเกิร์ตก็เปรี้ยวมาก ดีที่มีรสผลไม้มาดับความกรีกในตัวมัน ไม่งั้นก็กินไม่ได้ แนะนำรสราสเบอรี่หรือเบอรี่รวมค่ะ รสมะม่วงมันประหลาดมาก 555 หาซื้อได้ที่วิลล่ามาร์เก็ตบางสาขานะคะ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีขายเยอะละนะ โยเกิร์ตตามท้องตลาดก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ แต่นอกจากเรื่องแคลอรี่หรือไขมันต่ำแล้ว ให้ดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมค่ะ เพราะที่มันอร่อยก็เพราะมีโซเดียมเยอะ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี  อีกอย่างก็คือพวกถั่วค่ะ หมอผิงแนะนำอัลมอนด์ แต่เราชอบถั่วปากอ้าค่ะ อร่อยมากกกก แบบที่ขายถุงละ 10 บาทตามเซเว่นน่ะค่ะ แก้เหงาปากได้ดี และถูกกว่าอัลมอนด์เยอะ อีกอย่างคือซีเรียลบาร์ค่ะ มีช่วงนึงเราซื้อตุนเลยอ่ะค่ะ ยังกะนักเพาะกาย 555 ก็มันอร่อยดีนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินขนมกรอบๆ มันฝรั่งทอดงี้ แหม…รักสุขภาพเว่อร์จริงกู ปกตินี่กรอกมโนราห์ เลย์ ก๊อบกอบ พริงเกิลเข้าปากตลอด 555 ก่อนนี้ก็ชอบกินกัมมี่ค่ะ ของ Haribo แหม่…หวานๆ หนึบๆ เนียนเลย เลิกกินหมากฝรั่งค่ะ เพราะนอกจากกรามจะใหญ่แล้ว ยังมีน้ำตาลอีก ลูกอมนี่ก็ตัวดี หวานๆ น้ำตาลทั้งนั้นเลิกค่ะ ถ้าง่วงให้กินถั่วแทน

ImageImage

Image

Image

แอปเปิ้ลแดงยี่ห้อนี้ อร่อยดีนะคะ แนะนำ

เอาล่ะ บล็อกนี้เอาแค่นี้ก่อนค่ะ ตอนช่วงที่ 2 เราน้ำหนักเหลือประมาณ 56-55 แล้วนะคะ นับถึงเดือนพ.ค. นะคะ คราวหน้าจะเป็นตอนที่จบคอร์สพีที และมีท่าในการเล่นยิมมาฝากค่ะ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องใดๆ แล้วเราเขียนผิดไป มาทักท้วงได้นะคะ ยินดีค่ะ เราไม่ได้เล่าละเอียดในทุกเรื่องค่ะ เพราะความรู้มีกระท่อนกระแท่นแล้ว ตอนที่เริ่มลดน้ำหนัก เนื้อหาปึ้กกว่านี้เยอะ หากอยากทราบอะไรเพิ่มลองกูเกิ้ลหาเพิ่มได้เลยค่ะ มีเว็บดีๆ สอนเยอะเลยค่ะ เราแค่เล่าวิธีที่เราทำแล้วเวิร์คเนาะ มาแชร์ๆ

ป.ล. ตอนนี้ (มี.ค. 57) น้ำหนักเราค่อนข้างคงที่แล้วนะคะ หลังจากหยุดพีทีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 56 แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่เช่นเดิมค่ะ อะไรที่ดีแล้วก็ดีไป แต่ตอนเครียดทีไร ขอ junk food มาหน่อยเด๊ะ!

Advertisements