[รีวิว] น้ำยาล้างจานที่ไม่ระคายเคืองผิว cococlean

เคยมั้ยคะ เวลาทำกับข้าวกินกับผู้ชแล้วแบบแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนไหนทำกับข้าว อีกคนต้องล้างจาน
แล้วแบบพี่มิชไม่ชอบล้างจาน เพราะมันล้างแล้วไม่สบายมือ

ปกติเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าล้างจานอยู่แล้วค่ะ คือ พี่มิชเห็นหน้าตาแบบนี้ ก็ทำอาหารได้บ้าง แถมดูไม่น่าจะแพ้อะไรง่ายๆ แต่กลับแพ้พวกสารฟอกขาวต่างๆ หรือพวกฟองเยอะๆ เช่น แฟ้บ (ว้าย โบราณมาก เค้าเรียกผงซักฟอกไหม) หรือพวกน้ำยาล้างจานไรงี้ค่ะ พอล้างเสร็จจะต้องล้างน้ำเปล่าออกเยอะๆ ไม่งั้นมือจะแห้ง แล้วบางครั้งคือ คันยิบๆๆๆ ทั้งวัน คือ เกาจนแผลถลอกเลยอะ เหมือนคนเป็นหิด กินยาหมอมีแก้ฝีแก้หิดก็ไม่หาย ผู้ชก็เลยจำใจและเสนอตัวล้างจานให้ตลอดค่ะ ดัดจริตเนาะ (อนุญาตให้มองบนค่ะ)

พอมาที่ออฟฟิศ ถึงจะมีเครื่องล้างจานให้แล้วก็เหอะ แต่มันจะมีเวลาที่แม่บ้านเปิดเครื่องค่ะ พอเครื่องเปิดแล้วคือจบนะ ก็ต้องล้างเองอ่ะ ใครวางแก้วทิ้งไว้ให้แม่บ้านล้างจะโดนประณาม 3 ชาติ เพราะที่นี่อยากให้พนักงานช่วยเหลือตัวเองค่ะ แม่บ้านไม่ได้มีหน้าที่มาล้างให้พนักงานโนะ แล้วแบบที่ทำงานจะมีน้ำยาล้างจานยี่ห้ออื่น แล้วแต่เวรของแต่ละแผนกที่จะจัดซื้อมาแต่ละเดือน มันจะมียี่ห้อที่มิชแพ้มาก และยี่ห้อมิชแพ้น้อย และรวมทั้งประสิทธิภาพในการล้างด้วย

—- [ บริเวณแพนทรี่ของออฟฟิศค่ะ เครื่องล้างจานเราก็มีแต่เรามาไม่เคยทัน ] —

เอาตรงๆ ให้เรียงลำดับยี่ห้อน้ำยาล้างจานในตลาดตอนนี้ ที่ชอบและถูกจริตที่สุดคือ A ย่อว่า ทพ หลายคนไม่รู้จัก ขวดสีขาวน้ำเงิน เป็นน้ำยาใสๆ กลิ่นไม่ฉุนมาก ล้างแล้วกลิ่นไม่ติดที่จานและไม่คันมือ รองลงมาที่หาซื้อง่ายกว่าคือยี่ห้อ B ย่อว่า ลปอ (ย้ำว่า ต้องลปอ,นะ อีกสูตรมะนาวของเขา กลิ่นยังฉุนอยู่) อันนี้สรรพคุณคล้ายกัน แต่กลิ่นแรงกว่ายี่ห้อ Aเล็กน้อย ล้างคราบมันได้ดี รูดนิ้วแล้วดังเอี๊ยด ส่วนยี่ห้อที่ไม่ใคร่จะชอบคือ ยี่ห้อ C ค่ะ ย่อว่า ซล, แล้วเป็นไรไม่รู้นะ เวลาไปต่างที่ต่างถิ่นนะ จะต้องโดนยี่ห้อนี้ตลอด อาจเพราะราคาถูกสุดมั้งคะ แล้วข้อเสียที่ไม่ชอบคือ กลิ่นมันติดจานค่ะ กลิ่นเลมอนหอมชื่นใจ (หรา) โอเคล้างแล้วกลิ่นคาวหาย กลายเป็นกลิ่นน้ำยาล้างจานแทน เลยไม่รู้ว่าสะอาดป่าวอะ


— [ใช้ขวดแบบเติมค่ะ ด้านในไม่แน่ใจว่าของไร แม่ซื้อมา แหะๆ ]—

เวลาที่มือแห้งๆ หลังล้างจานก็ต้องทาแฮนด์ครีมทับอีก ดูซ้ำซ้อนนะคะ ทั้งต้องล้างจาน ทั้งต้องบำรุงมือ แล้วคือเป็นไรไม่รู้ ทาแฮนด์ครีมทีไร ต้องมีอันจับของกินแล้วไปล้างมือใหม่อีกละ 55555 วนลูป เพราะเดี๊ยนกินทั้งวัน

IMG_6224
— [ แฮนด์ครีมบนโต๊ะ ของฝากจากเพื่อนร่วมงานบ้าง ซื้อมาเองบ้าง เพราะล้างมือแล้วมือแห้งค่ะคุณ ]—

ทีนี้มีรุ่นน้องเอาน้ำยาล้างจานยี่ห้อ Cococlean (โคโค่คลีน) มาให้ ดูจากชื่อนี่คือต้องมีแรงบันดาลใจจากมะพร้าวแน่ๆ แต่ไม่ได้ทำมาจากน้ำมันมะพร้าวนะคะ เป็นสารทำความสะอาดจากมะพร้าว เพราะถ้าเป็นน้ำมันมะพร้าวอันนั้นคือจะมันแทน ตอนที่เอามานี่คือบับ มิชไม่ค่อยล้างจานเยอะๆ นะ แต่ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อจะดี เค้าบอกว่าไม่มีสารพวก LAS  ที่ทำให้มือแห้ง ในน้ำยาล้างมือทั่วไป แล้วก็สาร SLS ที่ทำให้รู้สึกระคายเคือง** ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นแม่ผีเรือน เอ๊ย แม่ศรีเรือน เลยมาลองวางไว้ที่ออฟฟิศดูละกัน อย่างน้อยเอาไว้ล้างแก้วหลังเลิกงาน

IMG_5964

—[มีแต่คนถามว่า Cococlean นี่กลิ่นมะพร้าวหรอ?]—

เอาจริงๆ เห็นขวดทีแรกนึกว่าน้ำผลไม้ แหม่…. สีน้ำเงินเขียวอ่อน ดู tropical มาก อยากจะกินค็อกเทล พอเปิดขวดออกมากดใช้ รู้สึกว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายมะนาว (ก็เค้าบอกว่ากลิ่น Lime french เนาะ) ไม่มีสี ไม่มีพาราเบน* พอล้างเสร็จเช็ดมือด้วยทิชชู ก็ไม่รู้สึกแห้งที่ปลายนิ้วนะ ไม่ต้องทาแฮนด์ครีมซ้ำ หรือไม่ต้องล้างมือด้วยโฟมล้างมือตามปกติเลย ถือว่าแง่การแพ้และไม่แห้งตึงนั้นผ่าน สำหรับกลิ่นที่ติดจานนั้นก็ไม่มี เพราะนั้นชนะยี่ห้อ C ไปได้ทุกข้อราบคาบ สามารถล้างขวดนมได้เลย แสดงว่าอ่อนโยนมาก ไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างขวดนมแยกไปอีกสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก

*พาราเบน คือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ (credit: http://www.sirichiva.com)
เนื่องจากพาราเบนส์ถือเป็นสารรบกวนฮอร์โมน แม้จะเป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่จะผสมในผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางทุกชนิด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าหากใช้ไปนานในระยะเวลาต่อเนื่อง จะ ส่งผลเสียต่อร่างกายคนเราหรือไม่ (credit: http://www.consumerthai.org/)
สารกลุ่มพาราเบน (อังกฤษ: paraben) เป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แม้จะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่ได้แต่ในปริมาณที่กำหนด นิยมใช้กับเครื่องสำอางประเภท แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด ครีมสำหรับเล็บ น้ำยาดัดผมถาวร และ ยาสีฟัน Paraben ชนิดที่นิยมใช้ สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม เพราะร่างกายของเราสามาตรดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล (credit: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99)

** อ่านจากในเว็บไซต์ของ Cococlean (Cococleanthailand.com) เกี่ยวกับ SLS ได้มาว่า SLS หรือ Sodium lauryl sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้มีฟองดีมากตัวหนึ่ง แต่ในทางการทดสอบของแพทย์ผิวหนังจะใช้สารตัวนี้ในการกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เพราะมีการวิจัยกันค่อนข้างแพร่หลาย ว่า SLS ทำให้เกิดการแดงและระคายเคืองของผิวได้ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคส์ต่างตื่นตัวในการ ตัดสาร SLS ออก บางคนอาจสับสนสาร SLS กับ Sodium laureth sulfate (SLES) ซึ่งเปรียบเสมือนญาติกับ SLS แต่ลบการระคายเคืองออกไป SLES จึงใช้กันอย่างแพร่หลายในทั้งแชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

เอาล่ะข่า (ทำเสียงเอ็มซีมอเตอร์โชว์) เรามาล้างแก้วกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชมคะ

IMG_5965

— [เรียกว่าวางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันเดิม]—

—[เมื่อก่อนมีแก้วประจำตัวค่ะ พอหายเข้าซัก 3 ใบ พี่มิชก็คิดว่าใช้แก้วออฟฟิศไปละกัน]—

แต่แค่ล้างถ้วยกาแฟยังไม่สาแก่ใจอีช้อย เดี๋ยวขอทำกับข้าวในกระทะแล้วล้างหน่อยซิ เอาแบบคราบน้ำมันสุดๆ  ผลคือ ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ แต่สามารถขจัดคราบมันของกระทะได้หมดเลย เออ เก๋อ่ะ ผ.แซวว่าเทฟล่อนนี่ ก็ไม่มีไรติดกระทะอยู่แล้วจะพิสูจน์อะไรได้ แต่บางครั้งคนก็ล้างกระทะเทฟล่อนแล้วทิ้งความมันไว้นะคะ พอเราวางไว้ที่ซิ้งค์ล้างจานที่บ้าน พ่อชั้นคิดว่ามันคือน้ำยาล้างมือตัวใหม่แหงเลย ก็มันไม่คุ้นตา ไม่คุ้นยี่ห้อนี่นา แต่มั่นใจว่านางจะต้องชอบ เลยเอาไปให้นางลอง

IMG_6190

IMG_6192

IMG_6191

IMG_6195สรุปคือ ผลการทดลองทั้งประสิทธิภาพของการล้างจาน ขจัดความมันได้ดี โดยไม่เปลืองน้ำยา และที่สำคัญมือไม่แห้ง ไม่คันยิบๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ควรค่าแก่การลงทุนซื้อมาให้แม่และผ.ใช้ในอนาคต แล้วเดี๊ยน”อาจจะ”ช่วยล้างจานมากขึ้นก็ได้ เพราะไม่มีข้ออ้างว่าล้างแล้วคันยิบๆ หรือแพ้น้ำยาล้างจานอีกต่อไป อาจใช้แทนน้ำยาล้างมือด้วยนะ เอ่า…งานเข้าล่ะสิชั้น ต่อไปสงสัยต้องเป็นคนล้างจานแทนซะแล้ว 555

ป.ล. หลังจากวางไว้ที่ออฟฟิศสองวัน มีคนมาถามว่า ซื้อน้ำยาล้างจานโคโค่คลีนที่ไหน เราก็บอกว่ากูร์เมต์ เดอะมอลล์ พารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ แล้วก็โฮมเฟรชมาร์ช ในเดอะมอล์ทุกสาขาไรงี้​หรือจะซื้อผ่านเว็บก็ได้ (โห ไฮเทคแม่ก เหมาะกับแม่บ้านไม่มีเวลาแบบฉัน) ที่นี่ http://cococleanthailand.com/

IMG_6187

IMG_5663—[แถมท้ายด้วยเมนูวิจิตรมากค่ะ มาม่าเกาหลีโปะไข่ (ไม่ค่อยเยิ้มแฮะ)]—

 

Advertisements

#สาระสตรี มะเร็งเต้านม

เราเคยเขียนเรื่องของมะเร็งปากมดลูกเอาไว้ที่ exteen เมื่อหลายปีที่แล้วค่ะ ตอนนี้เนื้อหาก็ยังคงใช้ได้กับปัจจุบันนะคะ (ลองไปอ่านดูค่ะ เรา reblog ไว้ที่นี่)  เมื่อก่อนมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่ครองชาร์ทอันดับ 1 นะคะ แต่ตอนนี้โดนมะเร็งเต้านมแซงคิวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทน
พอดีทางคุณบั๊บให้ข้อมูลมาที่น่าสนใจ เลยนำมาแชร์กัน
มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลที่อยู่ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม เซลเหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติ ไม่สามารถควบคุมได้ มักแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่อวัยวะที่ใกล้เคียงเช่น ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกล เช่น กระดูก ปอด ตับ และสมอง เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

มะเร็งเต้านมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมีโอกาสพบได้น้อยมากเพียง1 % ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด จากการเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆในประเทศไทยในปี พ.ศ.2555 พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 1

มะเร็งเต้านมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ 

ระยะ 0            เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อเต้านม
ระยะ 1            ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
ระยะ 2           ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
ระยะ 3            ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และรุกรามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
ระยะ 4            มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม

  1. ผู้หญิงที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นญาติใกล้ชิด เช่น แม่พี่สาวหรือน้องสาว เป็นต้น
  2. ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี
  3. ผู้หญิงที่รอบเดือนมาเร็ว และหมดช้า หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
  4. ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม จะใช้การตรวจประเมินร่วมกัน คือ

เมื่อพบอาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ การพบความผิดปกติของภาพการตรวจเอ็กซเรย์เต้านม คลำพบก้อนที่เต้านม หรือเกิดความผิดปกติที่เต้านม ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจมีการซักประวัติ อาการที่เป็น ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและการตรวจร่างการทั่วไป รวมทั้งการตรวจเต้านม ดังนี้

  1. การคลำ แพทย์จะตรวจลักษณะของก้อนและเต้านมโดยทั่วไป รวมทั้งบริเวณรักแร้ และเหนือกระดูกไหปลาร้า
  2. การตรวจแมมโมแกรม การตรวจเอ็กซะเรย์เต้านม ทำให้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมโดยเฉพาะลัษณะของก้อนเหมือนก้อนมะเร็งหรือไม่ ขนาดและขอบเขตของก้อน จำนวนก้อนที่มี
  3. การตรวจคลื่นสะท้อนแรงสูง (ultrasonography) ช่วยแยกโรคได้ว่าก้อนที่เป็น เป็นก้อนเนื้อทั้งหมด หรือเป็นถุงน้ำ และใช้ดูประกอบกับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram)

จากข้อมูลเบื้องต้น แพทย์จะตัดสินใจว่าต้องมีการตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาจำเป็นหรือไม่ ในรายที่ลักษณะการตรวจเข้าได้กับลักษณะของเนื้องอกไม่ร้ายแรง แพทย์อาจนัดผู้ป่วยมาตรวจสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของรอยโรค ในรายที่สงสัยอาจต้องมีการเจาะหรือตัดก้อนเนื้อตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  1. การเจาะตรวจด้วยเข็มขนาดเล็ก

การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะตรวจก้อนที่สงสัยว่าเป็นถุงน้ำ เพื่อดูดน้ำมาตรวจ หรือเจาะก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย และตรวจด้วยจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะของเซลล์ที่เจาะตรวจ

  1. การตัดเนื้อตรวจด้วยเข็ม

โดยการใช้เข็มขนาดใหญ่ เจาะตัดก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย หรือ เจาะบริเวณที่ผิดปกติจากการตรวจเอ็กซเรย์แมมโมแกรม ส่งไปที่ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา เพื่อให้พยาธิแพทย์ตรวจ ลักษณะของเซลล์ว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่

  1. การผ่าตัดตรวจชิ้นเนื้อ

แพทย์ตัดเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดของก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย พยาธิแพทย์จะตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เมื่อการตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งเต้านม ควรมีการตรวจย้อมพิเศษเพิ่มเติม เพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรคมะเร็งที่เป็นและเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับรอยโรคที่ตรวจพบ โดยตรวจตัวรับฮอร์โมน (hormone receptor) ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen receptor) และตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone receptor) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่าโรคตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัด และตรวจย้อมยีนมะเร็งเฮอร์ทู (HER-2 onco gene) ซึ่งถ้าให้ผลบวก แสดงว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นชนิดร้ายแรง ดื้อยาเคมีบำบัดและโรคกลับเป็นซ้ำรวดเร็ว ตลอดจนผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเร็วกว่าผู้ที่ตรวจไม่พบยีนมะเร็งเฮอร์ทู นอกจากนี้ผลของยีนมะเร็งเฮอร์ทู สามารถทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วยช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม


การรู้ว่าตัวเองเป็น HER2 Positive หรือไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่าย บางครั้งแพทย์ที่รักษาก็ไม่ได้ส่งตรวจให้ เลยอยากให้คนทั่วไปรับข้อมูล และ aware ว่าชนิดมะเร็งเต้านมที่ตัวเองเป็น เป็น HER2 Positive หรือไม่
ตอนนี้มีโครงการตรวจฟรีอยู่ค่ะ
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ถือสิทธิ์ บัตรทองสามสิบบาท และ ประกันสังคม สามารถเข้าถึงการตรวจยืนยันการเพิ่มขึ้นของยีนส์ HER2 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ BioBridge ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกยา และ วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วยแต่ละคนได้
VDO อธิบายเกี่ยวกับระบบ BioBridge
ตอนนี้ยาที่รักษามะเร็งชนิด HER2 Positive เข้า 30 บาทแล้ว อันนี้คือข่าวที่เคยพูดถึง
อันนี้เป็นข้อมูลเก่าจากเพจ แม่นุ่นนะคะ ว่ายาใช้ได้แค่ข้าราชการ
แต่ตอนนี้ยาเข้า 30 บาท เมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมา แต่ส่งมาเป็น reference ว่า ราคาต่อคอร์ส เท่าไหร่ค่ะ

ฝากไว้นิดนึง ชะนีทั้งหลาย อย่ากลัวตรวจภายใน ตรวจเต้านมเลยเธอ ชีวิตเธอ ร่างกายเธอทั้งนั้น รู้ก่อนรักษาเร็ว ก็หายได้ ทุเลาได้นะ ดีกว่าปล่อยไว้ลุกลาม เพราะสาเหตุคือ อายหมอ โถ ทีกับอย่างอื่นทำไปไม่อายโนะ

[CR] รีวิวเจลล้างหน้า COS Coseutics Cleanser ค่ะ

ปกติ เราไม่ค่อยเปลี่ยนของที่ใช้ง่ายๆ ถ้ายังไม่เคยลอง จะไม่ซื้อมาใช้เองเด็ดขาด ทั้งอาหาร ของใช้ และเครื่องสำอางค่ะ เป็นพวกกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกว่างกค่ะ กลัวซื้อมาแล้วไม่ชอบ เสียดายเงิน ชอบใช้ของทดลองก่อนมากกว่า บางอย่างดูท่าไม่ดี ไม่มี อย. เราก็ไม่ลองอีก เยอะเนาะ แต่จุดเปลี่ยนแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบเค้าบอกว่าใช้ดี, แอบใช้ของเพื่อน, เพื่อนแบ่งมาให้ลอง, หรือไปนอนบ้านเพื่อนแล้วลองของใหม่

ปกติไม่แต่งหน้าไปทำงานค่ะ เรียกว่าหน้าโล้น เพราะช่วงนึงแต่งไปทำงานทุกวัน รู้สึกหน้าเหี่ยวและแก่ลงไปมาก เลยกลับมาเป็นคนหน้าโล้นไปทำงานเหมือนตอนสมัยทำที่ทำงานเก่าค่ะ อีกอย่างไม่ค่อยได้เจอใคร เลย”อ้าง”ว่าไม่อยากแต่งหน้า เสียดายของ
ที่ได้ฤกษ์มาเขียนเพราะได้ลองอะไรใหม่ๆ มาสองอัน เลยจะขอรีวิวบ้างไรบ้าง ตามประสาบิวตี้บล็อกเกอร์เนาะ (สถาปนาตัวเองจากบล็อกเกอร์ติ่ง)

ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เจลล้างหน้าของราชเทวีคลีนิกค่ะ แต่ตอนนั้นกระแดะบวกกับซื้อ Creme de La mer มาลองใช้ค่ะ (สามล้อถูกหวยเนาะ) ปรากฎผื่นขึ้นค่ะ ร้อนถึงไปหาหมอผิวหนังที่รพ. เวชธานีเพราะรุ่นพี่แนะนำมาว่าดี คุณหมอเลยให้เปลี่ยนเจลล้างหน้ามาเป็น Acne-aid สำหรับผิวอ่อนแอค่ะ ใช้ไปได้ซักพัก ก็ไม่มีปัญหาใดๆ นะคะ หาซื้อง่ายด้วย ตามวัตสัน แต่จุดเปลี่ยนก็มาอีก ตอนลืมเอาแอคเน่เอดไปตอนค้างบ้านเพื่อนค่ะ เลยยืมฟิสิโอเจลมาลองใช้ดู เห็นว่าเอาเจลมาเช็ดเครื่องสำอางได้ด้วยตอนหน้าแห้ง และล้างหน้าได้ด้วย พอล้างเสร็จรอบแรกๆ เหมือนหน้าไม่ชินอ่ะค่ะ ยังรู้สึกไม่สะอาด ลื่นๆ แฮะ แต่ก็ลองซื้อมาใช้ดูนะ
photo 1

จุดนี้ เพิ่งซื้อเจลล้างหน้าฟิสิโอเจล (Physio gel) มาจากร้านขายยาที่เพื่อนมาขายต่อค่ะ แต่เพื่อนก็บอกว่า มียี่ห้อนึงเป็นเวชสำอางค์ยี่ห้อใหม่ ชื่อ COS Coseutics (อ่านว่า ซีโอเอส คอสซูติกส์) มีสูตรเหมือนฟิสิโอเจลกับแอคเน่เอดเลย อยากลองใช้ดูมั้ย จริงๆ ค่อนข้างนอยด์ แต่ลองกดๆ ดูค่ะ เนื้อเจลมันดูเป็นเนื้อเดียวกันกว่าของฟิสิโอเจลอีก

วันนั้นเลยลองใช้รอบนึงค่ะ  ใช้ครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่าหลังล้างหน้า”รู้สึก”สะอาดกว่าใช้ฟิสิโอเจล เพราะเวลาล้างด้วยฟิสิโอเจลครั้งแรก ไม่รู้หลายคนรู้สึกมั้ย คือ เหมือนมันไม่สะอาดอ่ะค่ะ เหมือนยังทิ้งคราบความมันอยู่ แต่สิวก็ไม่ขึ้นนะคะ คงขึ้นลำบากหน่อย เพราะหน้าหนา เอิ่ม 55

แต่ถ้าเทียบความรู้สึกเวลาใช้ฟิสิโอเจล แอคเน่เอดสูตร sensitive และ COS (ขอเรียกสั้นๆนะ) เราว่าความรู้สึกสะอาดนี่ให้ Acne-aid สูสีกับ COS ค่ะ ส่วนฟิสิโอเจลยังรู้สึกเหนอะๆ อยู่
ถ้าเทียบความสะอาดของหน้าหลังล้าง โดยเอาสำลีเช็ด เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็สะอาดพอกันค่ะ ทั้งฟิสิโอเจลกับ COS เวลาล้างจะไม่มีฟองค่ะ ไม่มีส่วนผสมของสารเกิดฟองนะ เท่าที่อ่านรีวิวมาอีกที (จำชื่อสารไม่ได้ ไม่อยากมั่ว แหะๆ)

ในแง่สรรพคุณ ฟิสิโอเจลนางเคลมว่าเอาไว้เช็คคสอ.ตอนหน้าแห้งได้ เคยลองแล้ว รู้สึกไม่ค่อยออกแฮะ ฮ่าๆๆๆ แต่ COS ไม่ได้บอกว่าเช็คคสอ.ได้นะคะ

ถ้าลองแต่งหน้าแล้วเช็คคสอ.ออกด้วยไบโอเดอร์มา แล้วล้างหน้า เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็พบว่าสะอาดพอกัน ยังไงเวลาเช็ดคสอ. ต้องมั่นใจว่าออกชัวร์ๆ เราเลยใช้พวก Bioderma เช็ดพวกรองพื้น และใช้ CLIO Eye&Lip เช็ดค่ะ (แบรนด์ CLIO ของเกาหลีนะ)

ตอนก่อนซื้อก็ต้องหารีวิวมาประกอบความมั่นใจนิดนึง เลยไปดูเพจของ COS มา (https://www.facebook.com/coseutics?fref=ts) ถึงเห็นว่ามีจุดขายที่ Boots กับพวกร้านขายยาค่ะ เลยลองไปหาดู พบว่าไปร้านขายยาใน Big C เมกาบางนาไม่เจอแฮะ แต่ไป Boots เจอค่ะ ราคา 155 กับปริมาณ 110 มล. ส่วน Physiogel ราคาพิเศษ 169 บาทกับปริมาณ 100 มล. จากราคาเต็ม 205 บาท (บูทส์กับวัตสันชอบจัดโปรค่ะ)

photo 1 photo 2

photo 5photo 3

photo 4photo 5

ไปเจอบล็อกคุณคุณปูเป้ ก็รีวิวไว้ ละเอียดเฟ่อ (ลิงค์นี้) แต่ลองสีชมพูนะคะ
แล้วก็อ่านทู้ เจอทู้นี้ ถามว่าทั้งสองแบรนด์ต่างกันตรงไหน มีคนบอก COS ของคนไทย พลิกดู เออ จริงด้วย ของ Acne-aid กับ ฟิสิโอเจลจัดจำหน่ายโดย Stiffel เหมือนกัน
อีกทู้ เราก็นึกว่า อีแบรนด์นี้เพิ่งมี มีคนรีวิวไว้ตั้งแต่ปี 2010 แล้ว

สำหรับความเห็นเรา เราว่าเจลล้างหน้าสีเขียวของ COS Coseutics ล้างแล้วให้”ความรู้สึก”สะอาดกว่าฟิสิโอเจลค่ะ แต่กลิ่นอาจจะไม่น่ารักเท่าฟิสิโอเจล ใช้แล้วไม่แพ้ค่ะ

เวลาล้างไม่มีฟอง ล้างเสร็จรู้สึกหน้าไม่แห้งตึงเท่า Acne-aid สีน้ำเงินและแดงค่ะ
แต่เจลล้างหน้าอีกสูตรของ COS ยังไม่ได้ลองนะคะ

photo 2photo 3
เนื้อเจลอันซ้ายของ COS ขวาของ Physiogel ค่ะ มีฟองอากาศเหมือนกัน แต่เห็นว่าความเนียนของเนื้อเจล COS ละมุนกว่าฟิสิโอเจล

จริงๆ มีรูปหน้าตัวเองตอนล้างเสร็จนะคะ แต่ดูสยองๆ เลยขอไม่เอาลง ฮ่าๆๆๆ

รีวิวเปรียบเทียบระหว่าง Physiogel กับ COS Coseutics ก็สรุปดังนี้ค่ะ
ราคา : COS ถูกกว่า Physiogel และได้ปริมาณเยอะกว่าเล็กน้อย
แพคเกจ: กระดาษอาร์ตมัน แกะกล่องยากมาก (กูจะรีวิวทำไม ก็มันยากจริงนี่นา…)
จุดจำหน่าย : Physiogel หาซื้อง่ายกว่า เพราะ COS มีขายแค่ใน Boots, Watson และร้านขายยาบางร้านเท่านั้น แบบ Big C Megabangna ก็ไม่มีวางขาย
ความสะอาด : พอกัน
กลิ่น : Physiogel สบายจมูกกว่า COS แต่ COS ก็ไม่ได้เหม็นนะคะ แค่ไม่ชินกลิ่น เพราะไม่ได้ใส่กลิ่นลงไป
สี : ขาวขุ่นเหมือนกัน
ความเป็นเนื้อเดียวกัน : COS ผสมกลมกลืนมากกว่า Physiogel
ความแห้งตึงหลังล้าง : ไม่มีทั้งคู่
อาการแพ้ : ไม่มีทั้งคู่
ลองเข้าไปดูเว็บดูค่ะ http://www.cos-coseutics.com/

ต่อกันอีกนิด เราไม่เคยเขียนบล็อกสั้นนะ บอกก่อน ฮ่าๆๆๆ
ตอนเราไป Outing กับน้องที่บริษัท นางใช้ Sulwhasoo (ซอลฮวาซู) จ้าาาาาา แบบว่าไฮโซโบว์แดง เดี๊ยนเลยขอลองเซรั่มที่นางใช้ค่ะ เป็น Sulwhasoo First Activation serum ค่ะ ใช้หลังล้างหน้า กลิ่นโสมค่อนข้างแรง สรรพคุณคือเอาไว้ปรับสภาพผิวหน้ามั้งคะ คือ ใช้ตัวนี้แล้วต้องใช้ Moisture อีกตัวอยู่ดี เลยเนียนลองใช้ซักสองวัน รู้สึกหน้านุ่มประดุจได้รับการดูแลขั้นสูง (นี่ก็เว่อร์ แต่รู้สึกดีจริงๆ)

photo 1

ต่อมาไปเกาหลีเลยไปสอยมาใช้เองค่ะ ตอนนี้ก็ใช้มาครบเดือนแล้ว รีวิวได้…เย่
คือไม่แพ้ ไม่มีสิวไม่มีหัว มีแต่สิวตามฮอร์โมนซึ่งเป็นทุกเดือนอยู่แล้ว และสิวอุดตันน้อยลง
ใช้แล้วให้ความรู้สึกหน้านุ่มขึ้น เนียนขึ้นค่ะ ใช้วันแรกคนก็ทักว่าหน้าดูเนียน อุ๊ต่ะ ยิ่งปลื้มใหญ่ ใช้ทั้งกลางวันกลางคืนเลยค่ะ ตามด้วย Moisture ของ Laneige แบรนด์วัยรุ่นของบริษัทนี้แหละค่ะ ตัวกลางวันใช้ Gel ค่ะ เพราะผิวมัน ส่วนตัวกลางคืนใช้ Sleep pack ตัวดังของ Laneige เค้าเลย เค้าบอกว่าช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ดูสดชื่นถึงแม้นอนน้อย เหมาะกับชะนีที่ตรากตรำทำงานดึกดื่น หรือแฮงค์เอาท์แบบโต้รุ่ง

photo 2
ตอนเช้า ล้างหน้าเสร็จ>  Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Mask Gel > Keihl’s UV creme > Laneige BB cushion ค่ะ
ตัวกันแดด Keihl’s นี่ได้มาฟรี (อีกละ) แหะๆ ใช้แล้วดีกว่าตัวกันแดดของ Anessa ของญี่ปุ่น เพราะไม่อุดตันค่ะ เจลไม่เหนียวเหนอะ ซึมเร็ว
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรองพื้นหนาแล้วค่ะ เปลี่ยนใช้ BB cushion ของ Laneige แทน เจ้านี้มีมานานตั้งแต่ปีที่ 2014 ละค่ะ แต่ปีนี้เพิ่งมาฮิตอีก ในตลับมีรีฟิลมาให้อีก 1 อันนะคะ ชุ่มฉ่ำดีค่ะ โปะแล้วเนื้อบางกว่ารองพื้นแต่ปกปิด เหมาะกับคนไม่ชอบแต่งหน้าหนา อยากโชว์ผิว บางยี่ห้อจะมีสองแบบ คือแบบธรรมชาติ (รหัส N) กับแบบปกปิด (รหัส C)ถามว่าปกติใช้มั้ย ใช้เฉพาะวันที่ต้องถ่ายรูปค่ะ เพราะขี้เกียจล้างคสอ.ทุกวัน ไม่อยากถูหน้าด้วย (อ้าง)

photo 4
อันนี้เซ็ตล้างคสอ. ก่อนนอนค่ะ (ขวดกลางคือไบโอเดอร์มาสีชมพู มาแบ่งใส่แพคเวลาเดินทาง

photo 3
ตอนกลางคืน ล้างหน้าเสร็จ > Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Sleeping pack > ถ้ามีสิวก็โปะ Clinda – M จบพิธี

อะไรใช้ดี เจ้ก็บอกต่อ ใช้ลาแมร์แล้วไม่เวิร์คก็แล้วแต่คนค่ะ  ลองใช้แล้วชอบก็มาบอกเจ้นะ ….. เผื่อจะได้อัพเกรดจากบล็อกเกอร์ธรรมดา เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์บ้างไรบ้าง (เอิ่ม อีนี่ยังหวัง)
เราเคยถ่ายรูปกะจะรีวิว BB Cushion ด้วยนะ แต่พอดีไม่ได้ลง 555 เดี๋ยวมาลงให้อีกบล็อกค่ะ

รีวิว สอบ TOPIK แบบใหม่

อันยอง…. เอิ่ม กระแดะมาก คือแบบ เล่าก่อนว่าเรียนภาษาเกาหลีมาได้ระยะนึงแล้ว ทุกวันอาทิตย์ วีคละ 3 ชั่วโมงค่ะ เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยเก่ง ตอนสอบเลื่อนชั้นก็งูๆ ปลาๆ แต่ว่าอาจารย์ใจดี อีนี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก็ผ่านมาได้จนถึงหนังสือเล่ม 4 แล้วค่ะ สิริรวมเวลาเรียนก็เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวนะคะ
เกริ่นมาก็คือ มันจะมีสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาเกาหลี หรือเรียกว่า TOPIK (Test of proficiency in Korean) น่ะค่ะ จริงๆ จุดประสงค์ที่สำคัญของการสอบก็คล้ายกับ TOEFL,IELTS,TOEIC นะคะ คือเอาไว้วัดระดับความรู้ของภาษาเพื่อใช้ในการสมัครเรียน หรือทำงานค่ะ (แต่ของเกาหลีมีสอบสำหรับทำงานโดยเฉพาะชื่อ EPS อีกนะคะ) ทีนี้เราก็พวกร้อนวิชาน่ะค่ะ อยากลองของ ก็เลยสมัครไปดู ตอนแรกก็ว่าจะเล่นๆ แต่รุ่นพี่ที่จะสอบด้วยไม่ค่อยเล่น ก็เลยเริ่มฟิตบ้าง

วิธีการสมัคร จะสมัครช่วงกลางเดือนสิงหาคมนะคะ ส่งเป็นไปรษณีย์หรือสมัครด้วยตัวเองที่รร.นานาชาติเกาหลี แถวหนองจอกค่ะ เราเองส่งใบสมัครไปกับรร.โคซันค่ะ ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เสียค่าสมัคร ระดับต้น (TOPIK 1) 700 ระดับสูง (TOPIK 2) 700 บาทค่ะ ต้องมีรูปถ่ายติดบัตรด้วยนะคะ ระดับละ 2 ใบแล้วก็สำเนาบัตรประชาชน
การกรอกใบสมัครก็มีจุดต้องระวังเช่นกันค่ะ เพราะต้องเขียนนามสกุลก่อน แล้วสะกดเป็นภาษาเกาหลีด้วย

วันสอบ จะเป็นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีค่ะ สำหรับสนามสอบต่างประเทศ จะมีรอบเดียว แต่ถ้าสอบที่เกาหลี จะมี 4 รอบต่อปี ปีนี้ของไทย มีวันที่ 12 ตุลาคมค่ะ
กึบ = Level (มี 6 กึบค่ะ ต่ำสุดคือ กึบ 1 สูงสุดคือ กึบ 6)
TOPIK 1 คือ กึบ 1-2 (สอบได้สูงสุดคือ กึบ 2) มีสอบฟังกับอ่าน
TOPIK 2 คือ กึบ 3-6 (คือรวบตึง กึบ 3-4 กับ 5-6 มาเลยทีเดียว) มีฟัง อ่าน เขียน
TOPIK-Kosan
เตรียมตัวก่อนสอบ
สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาซ้อมทำได้จากเว็บนี้ ทั้งเทปเสียงด้วยค่ะ http://www.topikguide.com (ข้อสอบย้อนหลังอยู่ที่ http://www.topikguide.com/previous-papers)
หรือจะดาวน์โหลดแอพมาไว้เล่นในมือถือก็ได้ จะได้ไม่ต้องปรินท์ลงกระดาษให้เปลือง แถมยังอยากหาคำแปลคำไหนก็แค่จิ้มค้างไว้เท่านั้นเอง ชื่อแอพ TOPIK ONE (beginner) กับ TOPIK ONE (intermediate) และ TOPIK ONE (advance) หน้าตาแบบนี้

IMG_2304.PNG

วันสอบ ต้องไปรับบัตรประจำตัวก่อนเวลาสอบจริงนะคะ เพราะนั้นเราเลยไปถึงแต่ไก่โห่ เพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและไกลมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดบ้านเราอยู่บางกะปินะ
แล้วโรงเรียนคือ อยู่ในทุ่งนาซับซ้อนมาก อีกนิดนึงคือฉะเชิงเทราละ คุณพระ ดังนั้นหลายๆ คนจึงมักรวมตัวกันมาสอบ เช่ารถตู้มาค่ะ แต่ทางโรงเรียนมีรถตู้รับส่งจากตลาดมีนบุรีให้ตอน 8.00 น. นะคะ
ตอนเข้าห้องสอบก็ต้องเข้าก่อนเวลา เพื่ออธิบายวิธีการสอบ ซองที่แจกให้คือเอาไว้ใส่มือถือนะคะ ต้องเขียนเลขที่สอบไว้หน้าซอง คือ จริงๆ ตอนแรกไม่รู้ 5555 เห็นคนอื่นทำเลยทำตาม ส่วนกระเป๋าเอาไว้หน้าห้อง
การกาข้อสอบจะต้องใช้ปากกาที่แจกให้เท่านั้น มีสองด้าน หัวเล็กไว้เขียนชื่อ หัวใหญ่ไว้ระบายช้อยส์ (ใช้ดี๊ดี เลยเอามาใช้งานต่อ)

Monami pen
สำหรับ TOPIK II มีส่วนของการเขียนด้วย แนะนำให้พกดินสอและยางลบไปด้วยค่ะ
วิธีการลบหากกาผิด สามารถยกมือให้ผู้คุมสอบมาลบให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ให้เอาที่ลบคำผิดแบบเทปไปค่ะ ห้ามใช้แบบลิควิดเด็ดขาด

TOPIK I มีการสอบแค่ 2 ส่วนค่ะ คือฟังและอ่าน ช่วงแรกจะฟังก่อน ซึ่งจะพูดค่อนข้างช้าและย้ำสองรอบ ก็เหมาะสำหรับขั้นต้นดีค่ะ ส่วนอ่านพูดเลยว่านี่ชะล่าใจ คิดว่าอีกชั่วโมงนึง ชิวๆ ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ ทำแทบไม่ทันค่ะ กามั่ว (เพราะจริงๆ ก็ไม่รู้ตอบไรดีอ่ะนะ)
พอสอบเสร็จก็จะพักกลางวันค่ะ ถ้าใครอยากแอดแวนซ์ก็รอสอบ TOPIK IIได้เลย แนะนำว่าควรเตรียมเสบียงอาหารมาจากบ้านนะคะ เพราะหน้าโรงเรียน มีแค่ซุ้มของชาวบ้านแถวนั้นมาขายค่ะ อาจจะคนเยอะ บางกลุ่มคือมาเป็นหมู่คณะ เช่น จากมหาลัยหรือบริษัท ก็ชิวดีค่ะ มีฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
เริ่มสอบ TOPIK II กันค่ะ พูดเลยว่าหนังท้องตึง(ไม่มาก) แต่หนังตาและสมองหย่อนไปแล้ว พูดเลยว่าช็อค เพราะคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้ แต่มันยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรวมเลเวลทั้ง 4 เข้าด้วยกัน ไม่มีความง่ายตรงกลางค่ะ ข้อสอบฟังคือพูดเร็ว เสียงอู้อี้แก่ๆ เหมือนอาจอชี่เจ้านายแก่ๆ พูดในลำคอน่ะค่ะ แล้วแบบพูดเร็วมาก รอบเดียว ช็อค! ตั้งตัวไม่ทัน คือ ต้องรู้ศัพท์เยอะมากนะคะ ก่อนจะมาสอบเลเวลนี้ได้ แล้วคือข้อสอบอ่านคือ บทความยาวเกือบเต็มหน้า ถามมา 2 ข้อ แล้วช้อยส์คือ ยาวอีก จะซับซ้อนไปไหน คือง่อยแดกค่ะ นั่งกาให้หมดทุกข้อ แล้วเขียนคือเป็นหัวข้อนะคะ แล้วมีสองข้อ ข้อนึง 200-300 ตัวอักษร อีกหัวข้อคือ 600 ตัวอัพ คือ จะเอาไรไปเขียนคะ ไหนจะเวลาอันน้อยนิด เพลียจ์ค่ะ บวกกับอาหารกลางวันน้อยเกินไป ทำให้หิวจนตาลาย มือสั่นตอนออกจากห้องสอบเลยค่ะ โกรธก็โกรธ ทำไมกูต้องมาทำตัวเองให้ลำบากด้วยวะ ทำก็ไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์นะคะ สำหรับการสอบวัดระดับทางภาษาที่จะได้ทดสอบความรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราขยันท่องศัพท์มากขึ้น
ตอนไปสอบ เราดูข้อมูลจากบล็อกนี้นะคะ ค่อนข้างละเอียดทีเดียวค่ะ คุณคุกกี้รูปปลา คนนี้ได้ทุนเรียนต่อเกาหลีด้วยค่ะ เก่งมากๆ

ส่วนบล็อกเรา เป็นแนวเล่าประสบการณ์เนาะ ไร้สาระ มีไร ถามได้ในเพจนะคะ Facebook.com/POMPOKOBLOG ค่ะ

บล็อกหน้า ยังมีทริปติ่งเกาหลี (คอนเสิร์ต 6 รอบของเรา), ทริปเนเธอร์แลนด์, ทริปเกาหลีหน้าร้อนจั๊กเปียกเที่ยวแต่ทงแดมุน และทริปเกาหลีตอนใบไม้เปลี่ยนสี และอยากมีบล็อกประสบการณ์ติ่งระดับ intermediate ของเรา โอ๊ย เยอะมาก เอาเวลาไหนเขียน ประเด็นคือมึงดองบล็อกได้เปรี้ยวมากละนะ เสียดาย อยากแชร์นะคะ แต่เวลาทำบล็อกมันต้องใช้เวลา

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day3: ไปปูซานและจินเฮ ดูดอกไม้บาน

IMG_0955

เรียกว่าเป็นทริปที่ทำอะไรแปลกใหม่กว่าที่เคยเยอะนะคะ หลายครั้งที่ผ่านมา ไม่นับครั้งแรกที่มากับทัวร์ ปกติเรามักใช้เวลากลางวันเดินมยองดง อัปกูจอง กาโรซู แล้วใช้ชีวิตค่ำคืนที่ทงแดมุน ฮงอิก เท่านั้น ครั้งนี้เพิ่งเคยมาตอนที่ดอกไม้บานค่ะ ปกติดอกบ๊วยจะบานช่วงต้นเมษาเป็นต้นไป จะบานไล่จากทางใต้ของเกาหลีขึ้นมาโซลค่ะ และที่จินเฮ (Jinhae) เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ก็มีงานเทศกาลนี้โดยเฉพาะ โปรโมทกระหน่ำทาง KBS World ทีเดียว แล้วเมืองนี้สามารถนั่งรถต่อจากปูซานได้ค่ะ เราเลยกะจะแวะไปปูซานดูซักครั้ง ตอนแรกกะจะไปวันที่ 4 ของทริปค่ะ แต่เกิดเปลี่ยนแผน เพราะกลัวจะไปชนกับงานเทศกาลไรด้วย แล้วก็มีนัดด้วย เลยเลื่อนมาเร็วขึ้น (ข้อมูลของงานที่จินเฮ http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_2_1.jsp?cid=700520)

*** คำเตือน รูปกระหน่ำมาก เน็ตสามจีใครไม่พอ ขอให้โทรไปซื้อเพิ่ม หรือใช้ไวไฟจะเริ่ดมาก ***

ดอก cherry Blossom หรือดอกบ๊วย หรือดอกซากุระ ชาวเกาหลีเค้าเรียกว่า พอต-กต (벚꽃) นะคะ อย่าไปเรียกซากุระแบบญี่ปุ่นนะ อย่างน้อยเรียกว่า Cherry blossom ก็ยังดี ให้เกียรติเค้าหน่อย เค้ามีพยากรณ์เลยว่าจะบานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไหนยังไง ที่จินเฮ เริ่ม 1-10 เมษาค่ะ ส่วนที่ยออิโดของโซล จะบานช่วง 12-20 เมษาที่ผ่านมาค่ะ ใครไปเที่ยวเกาหลีปีหน้าก็อย่าลืมแวะไปนะ (ข้อมูลเพิ่มเติม http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_6.jsp?cid=957144) ** แต่ปีนี้บานเร็วกว่าเดิมอีก แถมพายุเข้า เพื่อนที่ไปยออิโดบอกว่า ร่วงหมดแล้ว ตอนสงกรานต์ค่ะ

แต่หนทางใช่ว่าจะง่ายค่ะ ถึงเราจะศึกษามาอย่างดีแล้วว่า มีรถไฟ KTX กี่รอบที่ไปปูซาน หรือไปจินเฮ แต่เราก็ชะล่าใจ คิดว่ามาซื้อได้เลยที่ Seoul station ปรากฎมาถึง ที่นั่งเต็มค่ะ ถอดใจละ กะจะไปวันอื่น แต่ก็เอาวะ ไหนๆ ก็แต่งมาเต็มละ ไปวันนี้แหละ แต่เราต้องจองตั๋ว KTX ทางออนไลน์แล้วปรินท์มาซื้อที่ Seoul station เท่านั้นค่ะ (จองตั๋วที่เว็บนี้ http://www.korail.com/en/) ถ้าจองมากกว่า 2 คนจะถูกลง ให้เลือกแบบ Saver ตกคนละ 60,400 วอนค่ะ เราไปเช้าเย็นกลับก็ซื้อวันเดียว เปรี้ยวได้หมด ยกเว้นรถใต้ดินกับบัสค่ะ พอจองเสร็จ อย่าคิดว่าทุกอย่างมันดิจิตอลนะคะ ที่นี่ยังต้องการกระดาษค่ะ ต้องไปปรินท์แล้วเซ็นค่ะ ถ้าจองตั้งแต่อยู่ไทยจะดีมาก ปรินท์ไปเลยค่ะ ตอนนั้นเราก็ใช้เน็ตในมือถือจองแม่งเลยตรงนั้น แล้วลงไปปรินท์ชั้น B2 ค่ะ แผ่นละ 1000 วอน แต่พนักงานนางเบลอ บอกชั้น 10,000 วอน เวนกำ (เทนเต๊าซั่น) คุยไปคุยมา ป้ายบอก 1,000 เอ่า นางพูดอังกิดผิดค่ะ เพลีย แล้วจากนั้นก็มาเซ็นและจ่ายบัตรเครดิตต่อหน้าพนักงานซื้อตั๋ว และสามารถออกตั๋วไปและกลับได้เลยค่ะ โดยเป็นตั๋วแบบ one day ค่ะ เราเลือกลง Busan และกลับจาก Masan ที่ใกล้จินเฮที่สุดค่ะ

IMG_2706

จองในมือถือก็ได้นะ

IMG_2763
นีด์ ยังมาเถียงชั้นอีกว่า 1 หมื่น ในรูป 1 พันนะยะ

Seoul station
มีร้านอาหารขายเอาไว้ซื้อกินบนรถได้นะคะ มีคิมบับ ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว (ห๊ะ) ขนมปัง ราเมน ค่ะ หรือจะซื้อเครื่องดื่มกินบนรถไฟก็ได้

เราใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงจาก Seoul station ถึงสถานี Busan (ปูซาน) นะคะ พอออกมาก็จะไปหาดแฮอุนแด (Haeundae Beach 해운대해수욕장) กัน ซึ่งดูจากรูปแล้วก็เฉยๆ นะ แต่ไหนๆ มาละก็ไปซะหน่อย นั่งรถบัสไปค่ะ หน้าสถานีรถไฟเลย หรือจะนั่งซับเวย์ก็ได้ ลงสถานีชื่อ HAEUNDAE แต่เดินไกลกว่า รสบัสคือ ถึงเลย นี่หัวเมืองใหญ่นะ มีรถใต้ดินเยอะเหอะ อิจฉาจุง อยากมีรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ ภูเก็ต และเที่ยวในเมืองได้แบบนี้ นั่งมาประมาณ 30 นาทีก็ถึงหาดค่ะ เอ๊ะ นี่หาดทุ่งวัวแล่นป่ะเนี่ย ชุมพรยังสวยกว่า ฮ่าๆ แต่ก็ถ่ายรูปเก็บแล้วไปกินอาหารในย่านตลาดค่ะ

Busan
ถึง KTX สถานี Busan แล้ว….มีรถ City Tour Bus 2 สายนะคะ วนสองทาง มีรายละเอียดในเว็บ Busan ค่ะ

haeundae
ใช้รถบัสสะดวกกว่า ไม่ต้องเดินไกลค่ะ ลงปุ๊ป หาดปั๊ป ถามว่าสวยกว่าทุ่งวัวแล่นมะ

IMG_0900

เลือกร้านที่ดูมีแฟรนไชส์ แล้วสั่งเมนูที่เรากินเรียกว่า นักกึมแช 낙금새 เป็นหม้อไฟต้มยำปลาหมึก มีกุ้งจิ๋วนิดหน่อย กิมจิเครื่องเคียงกับสาหร่ายอร่อยเฟ่อ ข้าวในบาตรค่ะ ถูกละค่ะ เรียกว่าบาตรน่าจะเหมาะ หมดไปคนละ 10000 มั้ง จริงๆ ไม่รู้หรอกอะไร ชี้ๆ ตามคนอื่นไป 55

IMG_0890
ก่อนปลาหมึกจะสุก

IMG_0897
สุกแล้วไปไหน?

IMG_0898
อยากให้รู้ว่าอร่อยแม่ก

จากนั้นก็นั่งรถใต้ดินกลับมาท่ารถบัสระหว่างเมืองค่ะ อันนี้ใช้เวลาเยอะเหมือนกันนะคะ เกือบชั่วโมงแน่ะ
ไปที่ท่ารถตามรูปค่ะ แล้วก็…วิ่งดิเอ๋วิ่ง ซื้อตั๋วจินเฮ ราคา 5100 วอนค่ะ รอรถเหมือนเอกมัยงี้ พอรถออก ระหว่างทางดันเห็นดอกซากุระสวย ตอนนั้นก็เกือบ 4 โมงละ กลัวไปถึงค่ำ เลยคิดว่าจะลงกลางทางแล้วถ่ายรูปที่ปูซานนี่แหละ เดินไปคุยกับคนขับไม่เข้าใจ อยู่ๆ ก็มีนางฟ้าเกาหลีหน้าสวยที่พูดไทยได้ค่ะ (ฟลุคไปมั้ย?) มาช่วยคุย เลยถามนาง นางบอกอดทนเถอะ จินเฮสวยกว่าปูซานนะ เราเลยจ๋อย กลับไปนั่งที่ค่ะ สภาพคือ หลับเป็นตาย

jinhae

ประมาณ 1.30 ชม ก็ถึงจินเฮค่ะ จะเดินไปงานเทศกาลดอกไม้ก็ได้ หรือจะนั่งแท็กซี่ก็ได้ แต่ด้วยความมีงานไง รถเลยติดมากกกกกกกก สต็อปแรกของเราคือ สถานีรถไฟค่ะ เป็น landmark หนึ่งจุดที่ควรไปนะคะ สวยดีค่ะ แต่แนะนำว่าชะนีควรใส่รองเท้าพื้นเรียบมานะคะ เพราะทางรถไฟโรยด้วยหินหยาบใหญ่ เดินลำบากม๊าก ต้องเดินตามหมอนรองรถไฟแทน มีชะนีบางคนใช้ส้นสูงมาเลยจ้า กะมาสวยเต็มที่ บางคนก็มากับคู่รัก (กลอกตา//เบะปาก) มาถ่ายพรีเวดดิ้งหรอมึง? อิจฉาน่ะนะ คนเกาหลีมันชอบแสดงความรักแบบเปิดเผย เพลีย ได้รูปมาไม่เยอะมาก เพราะอยากไปอีกที่นึง คือ คลองค่ะ ทีนี้ก็ไปไม่ถูก เลยถามคนแถวนั้น เค้าก็ใจดีมากๆ (คนต่างจังหวัด เป็นมิตรมากๆ ค่ะ) ลุงแกเดินมาส่งที่ป้ายรถเมล์พร้อมบอกสายรถเมล์ด้วย แต่รถมันติดมาก รถเมล์ไม่ยอมมาซักที เลยโบกแท็กซี่ ปรากฎ รถวิ่งตรงๆ มาอีก 2-3 ป้ายก็ถึงงานค่ะ เป็นงานโชว์ไฟกับดอกบ๊วยตอนกลางคืน

Jinhae-pom  jinhae-pom2        IMG_0913-edit IMG_0914-edit
ควรมาถ่ายตอนรถไฟมานะคะ เป็นเรื่องท้าทายมาก พอดีรถไฟหมดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายค่ะ ถ่ายมาแต่รางและคน เอิ่ม
IMG_0915-edit IMG_0954-edit IMG_0956-edit IMG_0989 IMG_0992-edit IMG_0996-edit IMG_1000-edit IMG_1003-edit IMG_1004-edit IMG_1005-edit

แต่เราถ่ายรูปได้นิดหน่อยก็เริ่มพลบค่ำละค่ะ เราต้องเผื่อเวลาเดินทางไปสถานี Masan อีก 1ชั่วโมง ให้ทันรถค่ะ ไม่งั้นก็ต้องเปลี่ยนเที่ยวรถ ซึ่งยากละ เพราะเราไม่มีโทรศัพท์โทรไปเปลี่ยนหรือสอบถามคนแถวนั้นก็ไม่รู้เรื่องค่ะ แถมยังจะเนียนบอกว่าไปไม่ทันหรอก ค้างที่จินเฮมั้ยอีก (โอปป้า…ไม่เอาน่ะ) พอเรียกแท็กซี่ได้ก็ภาวนาว่าให้ทันรถไฟค่ะ ลงรถปุ๊ป ม้าเร็วขาสั้น วิ่งก่อนเลยจ้า ไปถึงเจอนกแก้ว (เอ่อ พนักงานต้อนรับ ยืนรอรับเราขึ้นรถไฟจ้า) พี่ๆ ขายาววิ่งตามมาทีหลัง ปล่อยคนขาสั้นสองคนวิ่งนำเลอ! ชอบตรงที่อ่านตั๋วก่อนว่า ชานชาลาอะไร รถเบอร์อะไร จะได้ไม่วิ่งผิดทาง (เหมือนตอนเราตกเครื่องคราวนั้น)

IMG_2857

พอกลับมาถึงโซล น้ำตาจิไหล อากาศก็หนาวมากๆ แล้วค่ะ เกือบเที่ยงคืน หากินหมูเกาหลีแถวบ้าน ที่เลือกหมู หรือเนื้อแล้วย่างเลย! อร่อยมาก (หรือกูหิว?) แล้วแยกย้ายกลับไปนอน ไม่ได้ไปขายส่งทงแดมุนอีกละ พักร่างก่อนละกันนะ หน้าโทรมฝุดๆ

IMG_2865

พรุ่งนี้ไปช้อปกัน!

Tips and trick for SALE season!

SALE

ไม่รู้จะตั้งชื่อหัวข้อว่าไรดี แต่จะเขียนวิธีเอาตัวรอดแบบง่ายๆ ที่เราใช้ในช่วงเซลล์มาบอกละกันนะคะ

ปกติ สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าปลีกทั่วไป จะมีช่วงระยะเวลาในการขายประมาณ 4-5 เดือน จากนั้นจะเป็นช่วงระบายสต็อก หรือเรียกว่าเซลล์ล้างสต็อก, End of season sale, sale all items ประมาณนั้น เพื่อระบายของและพร้อมรับสินค้าใหม่ ในคอลเลคชั่นถัดไปค่ะ
จากประสบการณ์ ขอรวบรวมเอางานเซลล์ที่เคยไปและช่วงเวลาที่จะเซลล์มาไว้ตรงนี้นะคะ

เซลล์ปลายปี
H&M วีคแรกของธันวา มีทั้งของ 50% และของที่ทำมาพิเศษสำหรับเซลล์โดยเฉพาะ แบบตัวละ 300 ตัวละ 190 ก็โผล่มาไรงี้
MNG กลางเดือนธันวา (ส่วนใหญ่จะก่อน Zara 1-2 สัปดาห์ อาจเพราะเพื่อแย่งชิงลูกค้า-ไม่แน่ใจ) ลดประมาณ 50% ตั้งแต่วันแรก จากนั้นจะเซลล์ 70%
Zara สัปดาห์ก่อนปีใหม่ เช่น 25 หรือ 26 ธันวา ลดประมาณ 20-30% ในสัปดาห์แรก และจะมีสินค้าที่ขนมาเติมเรื่อยๆ สัปดาห์หลังๆ จะลดมากขึ้น แต่ของจะเยินค่ะ

เซลล์ระหว่างปี
งานสหพัฒน์ ที่ศูนย์สิริกิติ์ ช่วงปลาย สิงหา ของจะดีที่สุด เพราะเป็นล็อตแรกที่เซลล์ค่ะ ใครชอบเสื้อใน กระเป๋า รองเท้า ไปงานนี้ ของจะคุณภาพดี ไม่เยิน
H&M กับ MNG เซลล์กลางปี ช่วงมิถุนา
Zara สัปดาห์ต่อมา จะเซลล์เช่นกัน
Jaspal เครือนี้ จะมี CC-OO, CPS, Jaspal, Lyn, Lyn Around จะส่ง SMS มาให้สมาชิกช้อปก่อน 1 วัน
งานสหพัฒน์ ที่ศรีราชา ปลายเดือนตุลา งานนี้เป็นขวัญใจชาวภาคตะวันออกกันเลยทีเดียว ที่นอน หมอน มุ้ง รองเท้า มาหมดค่ะ แต่ร้อนมาก คนขายจะตายเอา
งานสุดท้ายของสหพัฒน์ คือ งานที่บริษัทไอซีซีเลย ช่วงต้นธันวาค่ะ เป็นงานเซลล์สุดท้ายของปี ของจะเหลือล็อตสุดท้าย ใครอยากได้ลาคอส ก็ลองไปงานนี้นะคะ
งานของเครือ CMG
งานของเครือ Minor
งานของเดอะมอลล์

การเตรียมตัว
– สำหรับคนที่ชอบ MNG ไม่ควรซื้อสินค้าก่อนวันเซลล์ 30 วันนะคะ เดี๋ยวจะเสียใจภายหลัง แต่ถ้ารีบ ต้องใช้จริงๆ ก็ซื้อไปเถอะค่ะ แต่เราเสียใจมาหลายทีละ เพราะกลัวว่าตอนเซลล์ของชิ้นนี้จะไม่มี แต่แม่งก็มีจนได้
– คนที่ชอบ Zara อันนี้ต้องวัดดวงค่ะ บางทีเราเล็งๆ ไว้ว่าจะซื้อตอนเซลล์ พอเซลล์จริงๆ มันไม่มีชิ้นนี้อ่ะค่ะ เพราะเค้าเก็บไว้ หรือเอาคอลเลคชั่นเก่าๆ มาวางแทน แถมไม่ลด 50% อีกค่ะ ลองหารเปอร์เซ็นต์การลดดีๆ เช่น ราคาเต็ม 1990 ลดแล้วเหลือ 1490 แปลว่าลดไปแค่ 500 บาท ถือเป็น 25% เท่านั้นเองค่ะ ลองชั่งใจดีๆ ว่าถ้ามันลด further reduction แล้วเราจะเสียใจมั้ย หรือถ้าอยากได้มาก ของมีจำนวนน้อย ก็สอยมาค่ะ
– ตั้งเป้าหมายก่อนเข้าร้าน เชื่อเถอะว่า หลายๆ คนไม่ได้ตั้ง และกลับมาพร้อมกับของที่คิดว่าต้องมีโอกาสใส่แหละ หรือแบบก็เห็นลดเยอะเลยซื้อ …..โอกาสของความหมดตัวจะสูงมาก เจ๊ผ่านมาแล้ว อยากให้ตั้งเป้าว่า ชั้นจะหาเสื้อเชิ้ตดีๆ ตัวนึง ก็หาแต่เสื้อเชิ้ต ไม่ใช่ว่า เออ กระโปรงตัวนี้เดินผ่านแล้วสวย เลยหยิบซะ จะจนนะคะ จน
– ร้านไหนลองได้ให้ลอง ลองจนกว่าจะแน่ใจว่าซื้อมาแล้วไม่เฟลนะคะ บางครั้งเพื่อนเราเข้าห้องลองไม่ได้ ก็ถ่ายให้เพื่อนดู (จริงๆ ร้านเค้าห้ามถ่ายนะคะ) แล้วตัดสินใจ แล้วถ้าอยากซื้อไปแมทช์ (Match) ก็ให้เอาไอเท็มที่อยากแมทช์เข้าไปในห้องลองเลยทีเดียว ห้องลอง Zara ลองได้ 6 ชิ้น ของ H&M 7 ชิ้นนะคะ เลือกลองหลายๆ ไซส์ อย่ายึดติดว่าตัวเองไซส์นี้เสมอ เพราะบางรุ่นไซส์ไม่เท่ากัน อาจใส่แล้วพอดีกว่า แต่อย่างเครือ Jaspal นี่ห้ามลองในห้องนะคะ ต้องสวมทับเอา ซึ่งควรใส่เสื้อผ้าที่แนบตัวไป เช่น เสื้อกล้าม หรือแขนกุดและกระโปรงสั้นหรือเลกกิ้ง ที่สามารถสวมทับได้สบาย ควรใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่ายไม่มีเลเยอร์ เพื่อการลองได้อย่างคล่องตัว และไม่เสียเวลา (เดี๋ยวจะเขียนเรื่องการลองเสื้อผ้าอีกอันอย่างละเอียด)
– ระวังทรัพย์สินระหว่างช้อป หลายคนคงเคยเห็นคดีหลายอันที่แก็งค์มิจฉาชีพจะอาศัยตอนที่เซลล์แล้วเสื้อผ้ากองๆ กับตัว แล้วมุงเหยื่อนะคะ ขอให้ปิดซิปกระเป๋า เอากระเป๋าไว้ข้างหน้าตัว แล้วอย่าพกกระเป๋าใหญ่ไป มันเกะกะค่ะ
– ลางานล่วงหน้า ถ้าคิดว่าจะช้อปหนัก จะได้เลือกได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องโดดงานมา หรือขอเจ้านายไว้ให้เรียบร้อยค่ะ มาตอนห้างเปิด 10 โมงกันไปเลอ!
– ศึกษาโปรโมชั่นบัตรเครดิตดีๆ อาจได้เงินคืน (cashback) หรือของกำนัลจากยอดซื้อ ลองดูป้ายหน้าร้าน ใบโปรโมชั่นที่มากับ statement บัตรเครดิต หรือ SMS ก่อนเลือกบัตรใช้จ่ายนะคะ และตรวจสอบวงเงินในบัตร รวมทั้งวันตัดยอด เพื่อคำนวณเงินในกระเป๋าก่อนช้อปอย่างสบายใจนะคะ
– ถ้าเป็นไปได้ ควรไปพร้อมเพื่อน เพื่อช่วยตัดสินใจ เลือกคนให้ถูกนะคะ เพื่อนจะได้ช่วยห้าม หรือช่วยเชียร์ แล้วเพื่อนควรรู้จักสไตล์ของเราด้วยจะดีมาก ถ้าเป็นไปได้ อย่าพาแฟนไปช้อปของเซลล์ค่ะ จะทำให้รำคาญและเสียเวลาของเค้า แถมอาจมีดราม่าถ้าเค้าไม่ชอบของที่เราเลือก หรือเค้าเห็นยอดช้อปของเรา ทางที่ดี บอกแฟนให้นั่งรอร้านกาแฟหรือนอนอยู่บ้านไปเลยค่ะ มีลูกกวนตัว มีผัวกวนใจนะคะ แต่ถ้าผัวจ่ายให้ ให้โทรเรียกมาตอนคิดเงินค่ะ อิอิ
– ของเซลล์กับไม่เซลล์อาจอยู่รวมกัน ควรอ่านป้ายให้ดี “คนไทยไม่ชอบอ่านป้าย” อันนี้ ระวังนะคะ แต่ของไม่เซลล์สามารถเปลี่ยนคืนได้ค่ะ ของ H&M คืนได้ใน 3 วัน ต้องเก็บใบเสร็จและ price tag ต้องติดอยู่ ส่วน Zara กับ Uniqlo คืนได้ใน 30 วันแต่ต้องเก็บใบเสร็จไว้ค่ะ จะแลกเป็นสินค้าชิ้นอื่นในราคาเท่ากันหรือแพงกว่าแล้วเพิ่มเงินได้ ยกเว้นชุดชั้นในและถุงเท้าค่ะ

คิดได้แค่นี้ ขอตัวไปช้อปก่อนค่ะ เดี๋ยวแย่งไซส์ไม่ทัน ฮึ่ยยยยย