รีวิว Sunshine Paradise รีสอร์ทที่ประจวบฯ (From Feb 2015)

ถ้าเที่ยวแล้วรีวิวเลย จะไม่ใช่ pompoko.me ตัวจริงค่ะ อันนั้นรับจ้างเขียนบอกเลย 555555555
จริงๆ อยากเขียนตั้งแต่กลับมาเลยทีเดียว แต่พอดี….. (อ้างอะไรก็ได้แล้วแหละ)
เอาล่ะ จะมารีวิวสั้นๆ พร้อมภาพเยอะๆ ค่ะ ไม่อยากให้อ่านแล้วเบื่อก่อน

ชื่อ
Sunshine Paradise ตอนแรกได้ยินชื่อนี่แบบคนคิดเค้าทำไมตั้งชื่อแบบนี้วะ ชื่อโคตร general

ภาพ
ภาพของรีวิวเหล่านี้ และรูปจากเพื่อนของน้องที่ทำงาน ทำให้เราอยากไป (จริงๆ ไปฟรีค่ะ ไปเอ้าติ้งกับทีม) จำนวน 10 กว่าคน
http://pantip.com/topic/32321300
http://familytripbykoy.blogspot.com/2014/10/sunshine-paradise-resort.html

เดินทาง 
ย้ำอีกครั้ง นี่ไม่ใช่หัวหิน ไม่ใช่ปราณ มันคือ ทับสะแก ถ้าอ่านแบบต่างชาติ ต้องอ่านว่า Tub-Scared อ่านปากนะคะ ทับ สแกร์ด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ข่า… นึกภาพตามนะคะ ภาคตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัด ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คือ อีกนิดนึงก็ชุมพรละค่ะคุณ
เราเดินทางด้วยรถตู้ค่ะ ล้อหมุน 8 โมงมั้ง แวะปั๊มสองปั๊ม แต่ก็ยังไม่ถึงค่ะ นั่งอ่านป้ายฝังลูกนิมิตรไปตามทางก็แล้ว ทำไมยังไม่ถึง มันไกลกว่าหัวหินและปราณเยอะค่ะ ขอให้อดทนแล้วจะพบความฟิน
ส่วนฝรั่งนั้น พนักงานบอกว่าฝรั่งชอบนั่งรถไฟจากหัวลำโพงมาลงสถานีบ้านกรูดค่ะ แล้วนั่งรถต่อมา (มีวิธีเดินทางในเว็บนะคะ เลือกวิธีตามสะดวก)

ที่พัก
บ้านหลังใหญ่เกือบสุด ที่มีห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง มีโถงกลาง มีครัว มีพูลวิลล่าในตัว ติดชายหาดเลยค่ะ คือห้อง 2 Bedroom Beachfront Pool Villa มีเบาะให้พักผ่อนตากแดดให้เป็นหมูแดดเดียวกันไป

รีวิวห้อง คือ น้ำไหลเบานิดนึง แต่ห้องใหญ่มาก แอร์หนาวมาก นอนได้มากกว่า 10 คนแน่ๆ ทั้งหลัง
มีตู้เย็น ทีวี ไมโครเวฟ แต่ห้ามทำอาหารนะเธอว์ ส่วนอีกห้องนอน คือ หน้าต่างเหมือนล็อคเสีย เลยให้ช่างมาซ่อมค่ะ

น้องๆ คนอื่นจับฉลากได้บ้านหลังเล็ก ก็เลยอยู่ห่างจากทะเลนิดนึง เรียกว่าห้องแบบ Garden cottage (ดูรูปได้ในเว็บนางค่ะ)

อาหาร
ในราคานี้ รวมอาหารเช้าแล้วค่ะ มีอาหารเช้าให้เลือกระหว่าง ABF กับข้าวต้มทะเล เติมขนมปังได้เรื่อยๆ ดี๊ดี ขนมปังอร่อยมาก (เอ๊ะ นี่ต้องรีวิว?)
ส่วนอาหารเย็น ด้วยความที่ที่พักค่อนข้างไกล จึงอาศัยสั่งจากครัวของรีสอร์ทเอาค่ะ ราคาไม่น่าตกใจ รสชาติโอเคเลย เพื่อนสั่งผัดไทย เราสั่งข้าวผัดมั้ง

กิจกรรม
ทางรีสอร์ทมีเรือคายัคให้เล่นค่ะ เราเล่นครั้งแรก สนุกดี แล้วก็พูลวิลล่าก็ว่ายน้ำไปมา แล้วก็มีตึกกลางที่ด้านบนมีลานเล็กๆ ให้ทำกิจกรรมได้ตอนเย็น จริงๆ ควรอยู่เยอะกว่านี้นะ แต่เวลาไม่อำนวย

ข้อดี
ของจริงสวยเหมือนในรูป เป็นที่ๆ ลงรูปทีไร คนก็อยากไปตามทุกครั้ง มันดีจริงๆ พระอาทิตย์สาดแสงมาตลอดเว สมชื่อ Sunshine จีๆ
ออกแบบดีมาก
อาหารโอเค
พนักงานดี มีจิตใจใฝ่บริการ

ข้อเสีย
ไกลมาก เหนื่อยมากกว่าจะถึง ควรพักอย่างน้อย 2 คืน จะคุ้มเหนื่อยกว่านี้ แต่ก็เปลืองมากเช่นกัน
ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับทำเล แต่เมื่อเทียบกับดีไซน์และบริการ ก็โอเคนะคะ

Website: http://www.sunshineparadise-resort.com/ (ตอนนี้มีโปร early bird ด้วยนะคะ ถ้าจองล่วงหน้าอย่างต่ำ 2 เดือน จะได้ลด 10% แล้วถ้าอยู่นานก็จะลดอีก)

 

Advertisements

รีวิว สอบ TOPIK แบบใหม่

อันยอง…. เอิ่ม กระแดะมาก คือแบบ เล่าก่อนว่าเรียนภาษาเกาหลีมาได้ระยะนึงแล้ว ทุกวันอาทิตย์ วีคละ 3 ชั่วโมงค่ะ เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยเก่ง ตอนสอบเลื่อนชั้นก็งูๆ ปลาๆ แต่ว่าอาจารย์ใจดี อีนี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก็ผ่านมาได้จนถึงหนังสือเล่ม 4 แล้วค่ะ สิริรวมเวลาเรียนก็เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวนะคะ
เกริ่นมาก็คือ มันจะมีสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาเกาหลี หรือเรียกว่า TOPIK (Test of proficiency in Korean) น่ะค่ะ จริงๆ จุดประสงค์ที่สำคัญของการสอบก็คล้ายกับ TOEFL,IELTS,TOEIC นะคะ คือเอาไว้วัดระดับความรู้ของภาษาเพื่อใช้ในการสมัครเรียน หรือทำงานค่ะ (แต่ของเกาหลีมีสอบสำหรับทำงานโดยเฉพาะชื่อ EPS อีกนะคะ) ทีนี้เราก็พวกร้อนวิชาน่ะค่ะ อยากลองของ ก็เลยสมัครไปดู ตอนแรกก็ว่าจะเล่นๆ แต่รุ่นพี่ที่จะสอบด้วยไม่ค่อยเล่น ก็เลยเริ่มฟิตบ้าง

วิธีการสมัคร จะสมัครช่วงกลางเดือนสิงหาคมนะคะ ส่งเป็นไปรษณีย์หรือสมัครด้วยตัวเองที่รร.นานาชาติเกาหลี แถวหนองจอกค่ะ เราเองส่งใบสมัครไปกับรร.โคซันค่ะ ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เสียค่าสมัคร ระดับต้น (TOPIK 1) 700 ระดับสูง (TOPIK 2) 700 บาทค่ะ ต้องมีรูปถ่ายติดบัตรด้วยนะคะ ระดับละ 2 ใบแล้วก็สำเนาบัตรประชาชน
การกรอกใบสมัครก็มีจุดต้องระวังเช่นกันค่ะ เพราะต้องเขียนนามสกุลก่อน แล้วสะกดเป็นภาษาเกาหลีด้วย

วันสอบ จะเป็นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีค่ะ สำหรับสนามสอบต่างประเทศ จะมีรอบเดียว แต่ถ้าสอบที่เกาหลี จะมี 4 รอบต่อปี ปีนี้ของไทย มีวันที่ 12 ตุลาคมค่ะ
กึบ = Level (มี 6 กึบค่ะ ต่ำสุดคือ กึบ 1 สูงสุดคือ กึบ 6)
TOPIK 1 คือ กึบ 1-2 (สอบได้สูงสุดคือ กึบ 2) มีสอบฟังกับอ่าน
TOPIK 2 คือ กึบ 3-6 (คือรวบตึง กึบ 3-4 กับ 5-6 มาเลยทีเดียว) มีฟัง อ่าน เขียน
TOPIK-Kosan
เตรียมตัวก่อนสอบ
สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาซ้อมทำได้จากเว็บนี้ ทั้งเทปเสียงด้วยค่ะ http://www.topikguide.com (ข้อสอบย้อนหลังอยู่ที่ http://www.topikguide.com/previous-papers)
หรือจะดาวน์โหลดแอพมาไว้เล่นในมือถือก็ได้ จะได้ไม่ต้องปรินท์ลงกระดาษให้เปลือง แถมยังอยากหาคำแปลคำไหนก็แค่จิ้มค้างไว้เท่านั้นเอง ชื่อแอพ TOPIK ONE (beginner) กับ TOPIK ONE (intermediate) และ TOPIK ONE (advance) หน้าตาแบบนี้

IMG_2304.PNG

วันสอบ ต้องไปรับบัตรประจำตัวก่อนเวลาสอบจริงนะคะ เพราะนั้นเราเลยไปถึงแต่ไก่โห่ เพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและไกลมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดบ้านเราอยู่บางกะปินะ
แล้วโรงเรียนคือ อยู่ในทุ่งนาซับซ้อนมาก อีกนิดนึงคือฉะเชิงเทราละ คุณพระ ดังนั้นหลายๆ คนจึงมักรวมตัวกันมาสอบ เช่ารถตู้มาค่ะ แต่ทางโรงเรียนมีรถตู้รับส่งจากตลาดมีนบุรีให้ตอน 8.00 น. นะคะ
ตอนเข้าห้องสอบก็ต้องเข้าก่อนเวลา เพื่ออธิบายวิธีการสอบ ซองที่แจกให้คือเอาไว้ใส่มือถือนะคะ ต้องเขียนเลขที่สอบไว้หน้าซอง คือ จริงๆ ตอนแรกไม่รู้ 5555 เห็นคนอื่นทำเลยทำตาม ส่วนกระเป๋าเอาไว้หน้าห้อง
การกาข้อสอบจะต้องใช้ปากกาที่แจกให้เท่านั้น มีสองด้าน หัวเล็กไว้เขียนชื่อ หัวใหญ่ไว้ระบายช้อยส์ (ใช้ดี๊ดี เลยเอามาใช้งานต่อ)

Monami pen
สำหรับ TOPIK II มีส่วนของการเขียนด้วย แนะนำให้พกดินสอและยางลบไปด้วยค่ะ
วิธีการลบหากกาผิด สามารถยกมือให้ผู้คุมสอบมาลบให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ให้เอาที่ลบคำผิดแบบเทปไปค่ะ ห้ามใช้แบบลิควิดเด็ดขาด

TOPIK I มีการสอบแค่ 2 ส่วนค่ะ คือฟังและอ่าน ช่วงแรกจะฟังก่อน ซึ่งจะพูดค่อนข้างช้าและย้ำสองรอบ ก็เหมาะสำหรับขั้นต้นดีค่ะ ส่วนอ่านพูดเลยว่านี่ชะล่าใจ คิดว่าอีกชั่วโมงนึง ชิวๆ ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ ทำแทบไม่ทันค่ะ กามั่ว (เพราะจริงๆ ก็ไม่รู้ตอบไรดีอ่ะนะ)
พอสอบเสร็จก็จะพักกลางวันค่ะ ถ้าใครอยากแอดแวนซ์ก็รอสอบ TOPIK IIได้เลย แนะนำว่าควรเตรียมเสบียงอาหารมาจากบ้านนะคะ เพราะหน้าโรงเรียน มีแค่ซุ้มของชาวบ้านแถวนั้นมาขายค่ะ อาจจะคนเยอะ บางกลุ่มคือมาเป็นหมู่คณะ เช่น จากมหาลัยหรือบริษัท ก็ชิวดีค่ะ มีฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
เริ่มสอบ TOPIK II กันค่ะ พูดเลยว่าหนังท้องตึง(ไม่มาก) แต่หนังตาและสมองหย่อนไปแล้ว พูดเลยว่าช็อค เพราะคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้ แต่มันยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรวมเลเวลทั้ง 4 เข้าด้วยกัน ไม่มีความง่ายตรงกลางค่ะ ข้อสอบฟังคือพูดเร็ว เสียงอู้อี้แก่ๆ เหมือนอาจอชี่เจ้านายแก่ๆ พูดในลำคอน่ะค่ะ แล้วแบบพูดเร็วมาก รอบเดียว ช็อค! ตั้งตัวไม่ทัน คือ ต้องรู้ศัพท์เยอะมากนะคะ ก่อนจะมาสอบเลเวลนี้ได้ แล้วคือข้อสอบอ่านคือ บทความยาวเกือบเต็มหน้า ถามมา 2 ข้อ แล้วช้อยส์คือ ยาวอีก จะซับซ้อนไปไหน คือง่อยแดกค่ะ นั่งกาให้หมดทุกข้อ แล้วเขียนคือเป็นหัวข้อนะคะ แล้วมีสองข้อ ข้อนึง 200-300 ตัวอักษร อีกหัวข้อคือ 600 ตัวอัพ คือ จะเอาไรไปเขียนคะ ไหนจะเวลาอันน้อยนิด เพลียจ์ค่ะ บวกกับอาหารกลางวันน้อยเกินไป ทำให้หิวจนตาลาย มือสั่นตอนออกจากห้องสอบเลยค่ะ โกรธก็โกรธ ทำไมกูต้องมาทำตัวเองให้ลำบากด้วยวะ ทำก็ไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์นะคะ สำหรับการสอบวัดระดับทางภาษาที่จะได้ทดสอบความรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราขยันท่องศัพท์มากขึ้น
ตอนไปสอบ เราดูข้อมูลจากบล็อกนี้นะคะ ค่อนข้างละเอียดทีเดียวค่ะ คุณคุกกี้รูปปลา คนนี้ได้ทุนเรียนต่อเกาหลีด้วยค่ะ เก่งมากๆ

ส่วนบล็อกเรา เป็นแนวเล่าประสบการณ์เนาะ ไร้สาระ มีไร ถามได้ในเพจนะคะ Facebook.com/POMPOKOBLOG ค่ะ

บล็อกหน้า ยังมีทริปติ่งเกาหลี (คอนเสิร์ต 6 รอบของเรา), ทริปเนเธอร์แลนด์, ทริปเกาหลีหน้าร้อนจั๊กเปียกเที่ยวแต่ทงแดมุน และทริปเกาหลีตอนใบไม้เปลี่ยนสี และอยากมีบล็อกประสบการณ์ติ่งระดับ intermediate ของเรา โอ๊ย เยอะมาก เอาเวลาไหนเขียน ประเด็นคือมึงดองบล็อกได้เปรี้ยวมากละนะ เสียดาย อยากแชร์นะคะ แต่เวลาทำบล็อกมันต้องใช้เวลา

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day6-7: เก็บตก รวบตึง

ม่รู้จะเขียนไรดี หลังจากฟินไปในวันที่ 5 ของทริปแล้ว ที่เหลือคือโบนัส เอิ่ม 5555

ช่วงนั้นกำลังเข้าสู่ต้นเดือนเมษาค่ะ แต่อากาศก็ยังเย็นบ้าง อุ่นๆ บ้าง วันต่อมา เราเลยไปดูดอกบ๊วยบานที่ยออึยโด (Yeouido) ออกเสียงยากเลย ออกเป็นยออีโดละกันนะ
เราไปไม่ทันกับกรุ๊ปพี่เปรียวค่ะ แถมหลงด้วย อนาถแท้ เวลาลงสถานียออิโดมันมีหลายอัน บางอันก็ไปสถานีโทรทัศน์ KBS บ้างไรบ้าง
สรุปคือ วันนั้นเสือกเป็นวันที่มรสุมเข้าหรืออะไรซักอย่างเนี่ย ลมแรงมาก หนาวมาก ขนาดชะนีเกายังบ่น(อ้อนผัว) เลยว่า หน๊าวหนาวอะตัว
วันนั้นคือ จะลองไปดูดอกบ๊วยในเมืองซิ ว่าจะสวยเท่าจินเฮมั้ย ปรากฎ ลมแรงมาก ดอกปลิวค่ะ ฝุ่นเข้าตา สรุปคือ Horrible มาก ใช้คำนี้ละกัน
หน้าเน่อ ผมกระเซิง เปียกไปหมดค่ะ หมดสภาพ ว่าจะถ่ายรูปคู่ดอกบ๊วยอีกซักหน่อย แม๊ง….
แถมจะไปซื้อกาแฟ ร้านก็ปิดอีก เออ กูชื่อมิสชัตดาวน์ของจริงละ

Yeouido

sakura

เอาล่ะ เป็นวันเก็บตก เราก็ไปทุกที่ๆ อยากซ้ำอ่ะ แล้วพอตอนเย็นๆ เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็นัดให้ไปดูเกสเฮ้าส์ใหม่ที่กำลังจะเปิดที่ จงกัก (Jonggak station) ชื่อว่า Hi5 hostel ค่ะ
คือใกล้กับรถใต้ดินมาก แล้วใหม่มาก (คือตอนไปยังไม่แกะพลาสติกเลยอ่ะนะ) มี 4 ชั้นค่ะ ห้องก็น่ารักดี มีมาม่าให้กิน นางถามว่าอาหารเช้า แทนที่จะเป็นนมกล้วย ให้เป็นน้ำข้าว (กระป๋องเหลืองๆ) นี่ดีมั้ย กับ Choco pie (คนเกาหลีเป็นอะไร ชอบขนมนี้มากเหรอ?) นางก็ให้ลองกินค่ะ เราก็แบบ ยูๆ นี่มันไม่ใช่อาหารเช้าของคนเอเชีย ยูเอามาม่าหรือขนมปังปิ้งแบบเดิมเถอะ
วันนั้นนางก็พาไปกินร้านเหล้าค่ะ สั่งมอกกอลีกับชอนอีกแล้ว เสร็จกู ชะนีแดกกับแกล้ม มีเพื่อนนางอีกสองคนค่ะ เป็นผู้ชายอายุเท่าเรา (ไม่บอกเนาะว่า 30 อัพ) เรานึกว่าเด็กมหาลัยค่ะ!!!
คุณพระ เคยได้ยินมาว่าคนเกาหลีหน้าเด็ก ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้ กูอายมาก อยากจะทาลาแมร์กลบหนังหน้าสุดๆ แต่แบบไม่ทันแล้ว ตอนนั้นทาลาแมร์ก็หน้าลอกเป็นขุยเลย ต้องโปะนีเวียตลับฟ้า ราคา 2000 วอน (60 บาท) ประทังผิวไปวันๆ อ่อ เค้าก็มีธรรมเนียมเนาะ ผู้น้อยต้องรินให้คนแก่กว่า ชะนีก็ต้องรินให้ผู้ป่ะ? (กูก็เขินๆ แต่นางก็ดูเป็นมิตรดี ก็ทำก็ได้)
มอกกอลีนี่ใครกินก็เหมือนจะอร่อยนะคะ แต่ดูแต่ละคนที่กิน ดูเมาง่ายจัง ดังนั้น ชะนีอย่าเห็นว่าเป็นเหล้าข้าว หวานๆ มันก็แรงอยู่นะคะ

Chon near Jongkak
ร้านเหล้าที่เจ้าของเกสเฮ้าส์พาไปกิน

พอกินเสร็จก็ต้องรีบบึ่งไปติ่งที่ร้านแม่ของสามีเพื่อนค่ะ คือ Grill 5 taco ร้าน ทงเฮ Super Junior
วิธีการคือ มาลงที่ฝั่งตรงข้าม ห้างแกลเลอเรีย อับกูจอง เดินเข้าซอย หาร้าน KFC เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 152 ร้านอยู่ในซอยแยก ที่อยู่ 88-10 ชั้น 1 อาคาร Sambo (서울 강남구 청담동 88-10 삼보빌딩1층) ถ้าใช้รถใต้ดิน สายสีเหลือง Apgujoeng ro-deo station (Credit มาทวงเอานะจ๊ะ ก๊อปมาจากเพื่อนอีกทีค่ะ)

maps2

grill5taco

เจอแม่ทงเฮด้วย คุณแม่น่ารักมาก กูนึกว่าป้าทำความสะอาดร้าน แกขยันมาก ทำงานทุกอย่างในร้าน น้องที่ไปบ่อยๆ นางบอกว่า เนี่ย เวลาสั่งน้ำแล้วอย่าทิ้งแก้วนะ หรือเอาแก้วออกจากร้าน คุณแม่จะค้อน เพราะคุณแม่จะเอาแก้วมารีใช้ใหม่ แต่เปลี่ยนหลอดเอาค่ะ เอิ่ม
อาหารแนะนำคือ ชีสฟราย เอิ่ม ได้ข่าวว่าขายทาโก้ ที่เราชอบจะเป็นไก่ฮาวายมั้งคะ จำไม่ค่อยได้ แต่เราไม่กินเนื้อเลยไม่ได้ลอง หมูเฉยๆ

Me with Donghae omma

ก่อนนั้นเราแวะร้าน Kona Beans ของคุณแม่คยู ซองมิน และอีทึกค่ะ
พิกัด :
13 Apgujeong-ro 42-gil (640-9 Sinsa-dong) Gangnam-gu
มีติ่งไปนั่งเฝ้าคุณแม่คยูเต็มเลยแฮะ คุณแม่คยูนี่คนละลุคกับคุณแม่ด๊องเลยนะคะ ดูคุณนายมาก ดูไฮโซอ่ะ กูกลัว แต่หน้าเหมือนคยูได้อีก ไม่ต้องบอกเลยว่าแม่ใครอ่ะ
วันนั้นเห็นพี่สาวคยูด้วยมั้งคะ แต่เราไม่รู้ว่าคนไหน เราว่าไอดอลที่มีตังค์หน่อย ควรเปิดกิจการให้ครอบครัวดูแลนะ เพราะอย่างน้อยจะมีติ่งที่อยากใกล้ชิดดารา ขอแค่ไปนั่งที่ร้านก็พอใจ มาช่วยอุดหนุนกิจการตลอดอยู่แล้ว แล้วถ้าอร่อยนะ ก็ยิ่งติดตลาดไปเลย โดยไม่ต้องโปรโมทมาก

Konabeans

coffee drinker
รวมกาแฟที่ฉันกิน (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน)

food

วันสุดท้ายก็ไม่มีไรค่ะ กลับถึงไทย ด้วยสายการบินเจจูแอร์ที่โกลาหล เพราะเพชรชี่ กระเป๋าขึ้นเครื่องไม่ได้ ต้องโหลดเพิ่มเสียตังค์ ทีนี้ดันพาสปอร์ตติดไปกับพี่อีกคน
หากันทั้งสนามบิน รอบที่แล้ว กูตกเครื่องเจจูนี่แหละค่ะ เลยฝังใจมาก กูจะมาตกอีกรอบไม่ได้แล้วนะ
สุดท้ายก็วิ่งสู้ฟัดที่ตม.ค่ะ Duty free ก็ไม่ต้องทำละ ไม่ทันละ เฮ้อ….. ชีวิต

กลับมาก็ร่างพังนะคะ แต่ก็สนุกดี ไปนานสุดละรอบนี้
แต่ยังค่ะ บอกไว้แล้วว่าดีกรีติ่ง EXO เรายังไม่จบ เหลือคอนเสิร์ตอีก 2 รอบที่เราจะต้องเขียนถึงก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทริปเดือนก.ค. ฉลอง 10 ปี การไปเกาหลีครั้งแรกของเราอีก โอย….. ติดตามกันต่อนะคะ

อันนยอง…..

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day5: โอปป้า ซารังเฮ!

อุ่ย เกริ่นเอาไว้ขนาดนี้ ก็คงรู้จุดไคลแมกซ์แล้วชิมิคะ วันนี้จริงๆ เป็นวันที่พี่เปรียวจะไปทำธุระแถวอัปกูจองค่ะ
หลังจากที่เราวืดหน้าตึกในคืนแรกของทริปไปแล้ว เราก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ไปแถวอัปกูจองทั้งที ก็เอาของขวัญที่เตรียมมาไปหน้าตึกซะหน่อยแล้วกันโนะ

day5
เลยออกตัวไปจิบกาแฟเบาๆ แถวอัปกูจองค่ะ แล้วเดินไปอัปกูจองโรดีโอ ถนนที่มีคนหน้าตาดีเดินเยอะมาก (โดยเฉพาะตอนเย็น) ให้อารมณ์ทองหล่อนะ แบบรถสปอร์ตขับกันเยอะ คนรวยนี่รวยจริงๆ พอทำธุระกับพี่เปรียวเสร็จก็กะจะไปกินข้าวที่ฟู้ดคอร์ตของแกลเลอเรีย เห็นว่าโอเคอยู่ แต่พอไปถึงก็คนเต็ม เลยจะเปลี่ยนไปร้านไก่ทอดซอส 18 อย่างแถวกาโรซูแทน เพราะคิดว่าใกล้ๆ เลยจะนั่งแท็กซี่จากหน้าแกลเลอเรียไป (นึกภาพสถานีอัปกูจองโรดีโอ) โบกแท็กซี่ 3 คันไม่ไป นางบอก ใกล้ไป เดินเอาสิ เวงกำ กว่าจะหารถเมล์ไป ก็ผิดสายอีก เลยลงที่สถานีอัปกูจองแล้วนั่งรถใต้ดินไป ชัวร์สุด กูเพลียจ์

กว่าจะถึงสถานีชินซา ประตู 8 เราก็หิวโซ พร้อมกินได้ทุกอย่างแล้วค่ะ ขนาดเดินผ่านแมคโดนัลด์ยังจะแวะ แต่ก็ยังดื้ออยู่ เพื่อไปร้านไก่ทอด แล้วพบว่า มันปิด (เปิดบ่ายสาม ตอนนั้นบ่ายโมง) เอาวะ เดินไปกินไก่ยอลบงของเว่นที่ปากซอยกาโรซูก็ได้ แม่งเดินมาร้านเว่นย้ายไปในซอยค่ะ จากนั้นพี่เปรียวก็ตั้งชื่อให้เราใหม่ว่า มิสชัตดาวน์ แม่งไปไหน ร้านปิดหมด จนสุดท้ายได้มากิน School food สาขาที่ EXO มาถ่ายทำค่ะ โฮ่…….. อาหารแนะนำคือ อุด้งบุลโกกิ (เพื่อนบอก สไปซี่ต๊อกชีส ก็อร่อย) มีสาขาที่ไทย เนื้อไม่ค่อยเหมือนกันนะ แต่ซอสอร่อย มีสองสาขาแล้วตอนนี้ (สยามเซ็นเตอร์ชั้น 4 กับเมอคิวรี่วิลล์ ชิดลม – ขอค่าโฆษณาด้วยค่ะ)

schoolfood
School Food

แล้วก็เดินชมวิวซักพัก เราแยกไปติ่งหน้าตึกค่ะ กะว่าเอาวะ ไม่เจอเด็กก็ทิ้งถุงไว้ที่ลุงยามหน้าตึกแล้วกัน ผลไม้ไทยน่าจะถูกใจคนเกาหลีเนาะ (ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าเด็กๆ มันชอบขนมกรอบๆ นิ เด๊กเด็กอ่ะ) ตอนเราเดินไปตึก (ตอนนั้นเหมือนเพื่อนบอกแล้วว่าเด็กเข้า) คราวนี้เราจะไม่อ้อยอิ่งแล้วค่ะ รีบเดินไป แผนที่ก็รู้แล้ว ชิวมาก พอไปถึงก็กะจะรอซัก 1 ชั่วโมง (สำหรับเรานานมากนะ เราไม่ชอบรออะไรจริงๆ) ตอนแรกจะกลับตั้งแต่ 15 นาทีแรกละ แต่เพื่อนในกรุ๊ปติ่งห้ามไว้ บอกว่ารอเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ปรากฎ รอแค่ 20 นาทีกว่าๆ เด็กๆ ก็ออกมาค่ะ คือ EXO-K ออกมาทั้งกรุ๊ปเลย โอ้ แม่เจ้า……. พูดไม่เป็นภาษาคนแล้วจุดนั้น เมเนมาลากคอเด็กคนนึงออกไปจากทางด้วย แล้วเสียงดังมาก โวยวาย ด่าทอสุดๆ ฮือ….อย่าโหดเลยโอปป้า

sm town
ก่อนออก
เราก็แบบเอาไงดีวะ ของที่เอามาฝากเนี่ย ไม่อยากแบกกลับแล้วนะเว้ย เอาวะ ระหว่างที่เค้าเหมือนรอไรซักอย่าง เราก็เดินไปหาเมเนเจอร์แบบสุภาพ (แต่กูแต่งตัวสก๊อยแสด) ยื่นถุงให้ พร้อมบอกว่า “เมเนเจอร์ชิ ดีโอชิ ซอนมุล” ภาษาเกาหลีกระท่อนกระแท่นจากเด็กหลังห้อง นางถามย้ำ “ดีโอ?” เราตอบ “เน่….ดีโอชิ แทกุกซารัมแพนอีเยโย” (ค่ะ ให้คุณดีโอนะ เป็นแฟนคลับจากไทยแลนด์จ้า) นางก็รับถุงแล้วยื่นเข้าไปในรถค่ะ คุณพระ…..โอเคอ่ะ จะเอาไปทิ้งไปทำไรก็เชิญละ กูฟินละ กูจบ กูโอเค เออ จะร้องไห้เลยตอนนั้น พูดตง……สรุปคือ วันนั้น หลังจากน้องๆ ออกจากตึก เราก็เดินยิ้มไม่หุบออกมาจากตึกเลยค่ะ เหมือนคนบ้า เดินออกมาหน้าอัปกูจองแล้วยังไม่หยุดใจสั่นเลยอ่ะ ครุคริ

DO-140404
DO-140404-2

จะเดินเร็วไปไหนแก…. ตัวก็เล็ก ชั้นแคพแทบไม่ทัน

คือ โคตรฟินอ่ะ ในที่สุดเราก็ได้เจอกันใกล้ที่สุดเท่าที่ดีกรีความติ่งเราจะพาไปเจอนะ น้องตัวเล็กมาก ไม่มีออร่าได้อีก คือแบบคนออร่าสุดๆ จะเป็นชานยอลนะคะ รองมาแบคฮยอน เซฮุน ส่วนไค กับจุนมยอน ดูยากมาก ปิดหน้าอ่ะ ดูคลิปได้ที่ไอจีเรา (@pompoko35) คือตอนนั้นเพิ่งชอบได้ไม่นาน ก็คลั่งชิบหายแล้ว นี่แบบไม่คิดว่าจะได้เจอ (แต่หวังฝุดๆ ว่าจะเจอ) แล้วได้เจอ มันแบบ…เพิ่มดีกรีติ่งเรามากๆ ค่ะ 55555 กลับมาก็ขายบ้าน ขายรถ เตรียมเป็นสาวก EXO เต็มที่เลย

เทคนิคการติ่งหน้าตึกที่เพื่อนสอนไว้คือ
1. หาทำเลดีๆ ที่รถต้องมาจอด
2. ถ้าผูกมิตรได้ให้คุยกับติ่ง แต่ปกติ ติ่งญี่ปุ่นจะไม่ชอบคุย ติ่งเกาหลีมากันเป็นแกงค์ ติ่งไทยเป็นแกงค์เสียงดังก็มี ติ่งเมกาใต้ก็มา พูดเลยว่ามาคนเดียวแอบจะเปลี่ยว แต่เอาเถอะ ถามไปเลย อย่าได้อาย
3. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ถ้าคิดจะปักหลักนาน ให้พกแบตสำรอง น้ำดื่ม ขนม ถ้ามีเพื่อนไปด้วย ให้เพื่อนช่วยส่งเสบียง
4. หาทีมงาน (ถ้ามี) ทีมงานของเรามีหน้าที่คือ หาเสบียง ถ่ายรูป ถ่ายคลิปเป็น second source กันขาดกันเหลือให้เรา เพื่อนที่อดทนรอกับเรานี่ต้องอดทนมากนะคะ
5. เวลาถ่ายตอนออกมาจากตึก ควรถ่ายเป็นคลิป แล้วเอามาแคพเอา เพราะมันเร็วมาก บางคนก้าว 2 ก้าวถึงรถแล้ว คือ ไม่ถึง 5 วิ อะที่เราจะได้เห็นเค้า
6. เวลารอ อย่าไปกรี๊ดมาก บางทีมโนว่ามาขึ้นลิฟท์ ติ่งก็กรี๊ดละ เอิ่ม อย่ากรี๊ดสิแก ศิลปินเค้าตกใจ มึงติ่งกันเงียบๆ ไม่ได้หรอวะ
7. ถ้าเมเนเจอร์ออกมาไล่ แปลว่าใกล้เวลาออกแล้ว เตรียมอุปกรณ์เลยจ้า
8. ถ้ารถมาจอด หลีกทางให้รถจอด อย่าไปเคาะกระจก หรือส่องดูเลยแก น่าเกลียด
9. ติดตามข่าวจากซาแซงให้ไว ไม่รู้สายเค้ามายังไง ไม่เคยทันตอนเข้าตึก แต่เรากะเวลาออกตึกไม่ได้ บางทีคนเค้าก็รอหลายชั่วโมง
10. ต้องเสียเวลาจากการได้เที่ยวมาเฝ้าหน้าตึกนะ ถ้าไม่คิดจะเสียดายเวลา ก็นั่งไปเลยจ้า ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าไม่เคยมาเที่ยวเกาหลี แล้วจะมานั่งเฝ้าแต่หน้าตึก พี่ว่ามันน่าเสียดายนะ ออกไปใช้ชีวิตดีกว่า
11. เวลาศิลปินออกมา อย่าเข้าไป approach เพราะจะโดนเมเนเจอร์ลากคอเอานะคะ ศิลปินที่นี่ไม่ค่อยมีโมเม้นท์รับของเท่าที่อื่นอะ รอแก่กว่านี้ก่อนเถอะ แทบจะยื่นมือมาเอง (คุ้นๆ เนาะ)

นี่ด์ วันนี้สาระไม่ค่อยมี คือแค่อยากอวดว่าได้ไปติ่งหน้าตึกน่ะนะ 55555
ตอนดึกก็ไปเปลี่ยนชุด ออกไปคลับค่ะ (เคยพูดว่าออกไปผับ คนเกาหลีตกใจ เพราะผับของเค้าคือ อโคจร โลกีย์มากๆ) พอดีมีคนรู้จักของพี่เปรียวเป็นดีเจที่คลับนี้ชื่อ Van Guard ค่ะ แถวโรงแรมฝั่งคังนัม เราก็แต่งชุดอย่างเกาะอก ส้นสูงไปเลยเนาะ ปรากฎ ไปเจอคนในคลับใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์มางี้ รมณ์เสีย เพลงก็ไม่ใช่สไตล์อ่ะค่ะ บุหรี่สูบเต็มไปหมด ป้าจะเป็นลม เกือบจะกลับละ พอดีเจอดีเจเลิกงานพอดี เลยขอถ่ายรูป หืม….เด็กหนุ่มอายุ 20 นี่มันตัวแน่นดีจริงๆ อุ่ย…..หลุดอะไรออกไปนะเรา 55555555 กลับบ้านดีกว่า

vanguard

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day4: ช้อปปิ้งคังนัม แวะดู DDP

กว่าจะกลับมาเขียนต่อจาก Day3 ก็เกือบลืมไปแล้ว ต้องระลึกชาติอีก เพลียจ์ เวลากลับมาเขียนทีหลัง มันชอบลืมรายละเอียดไปนะคะ บางทีต้องอาศัยดูจากรูปเอา แล้วเรียงตามลำดับเวลา ไม่ดีเลย นิสัยดองบล็อกมาอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันสบายๆ ค่ะ เพราะร่างพังจากเมื่อวานที่วิ่งรอกไปจินเฮและปูซานแล้ว เลยพักผ่อนด้วยการไปช้อปปิ้งที่สถานีใต้ดินคังนัม Gangnam station
ถ้าใครเคยไปทงแดมุน หรือเมียงดง ก็จะพบว่ามันคือเสื้อผ้าแบบเดียวกันแหละ แต่ขายปลีกและราคาย่อมเยา เช่น ตัวละ 5,000 วอน 10,000 วอน (ประมาณ 300 บาท) แต่บางร้านก็แปะไว้ทั้งราว 10,000 วอน จริงๆ ตอนจ่ายมันสับขาหลอกเป็น 20,000 วอนก็ต้องระวังกลโกงนะคะ

Shopping

ที่นี่เหมาะสำหรับชะนีชอบซื้อของถูกค่ะ ไม่เหมาะกับผู้ชายเท่าไหร่ ถึงจะมีส่วนของตึกที่อยู่ต่อไปอีกเยอะก็ตาม รองเท้า เสื้อน่ารักๆ เพียบ
มีร้านเครื่องสำอางด้วย พอดีวันนั้นไป ETUDE ลด 30% ทั้งร้านพอดี ก็เลยจัดเต็มค่ะ มี Nature’s republic ที่บีเอน่ารักสุดๆ บอกว่าอยากได้ปฏิทิน EXO นางก็จัดให้ค่ะ 55555 ถามว่าชอบใคร เสียดายลิปมันดีโอเหลืออันเดียว ที่นี่ตอนนั้นยังขายปลีกนะคะ พออีกเดือนนึงไป นางขายเป็นแพคค่า….กลัวบางคนขายไม่หมดสินะ หึหึ

shopping-1

DDP

ddp3

ก่อนหน้านั้นเราไปที่ DDP มาค่ะ หรือที่เรียกว่า Dongdaemun Design Plaza (ลงสถานี Dongdaemun Design and Cultural park) เป็นคล้ายๆ มิวเซียมที่รวมเอางานออกแบบเก๋ๆ ของดีไซเนอร์เกาหลีเอามาออกนิทรรศการกันค่ะ บางโซนต้องเสียค่าเข้านะคะ เลยไม่เข้า แต่ที่เราไป เพราะมันคือภารกิจติ่งค่ะ ไปซื้อ merchandise ของศิลปินที่ Stardium นั่นเอง เราซื้อเสื้อยืดโง่ๆ ที่มีเลขวันเกิดศิลปินมาค่ะ เพราะคิดว่าอย่างน้อย เค้าก็มีเงินจ้างศิลปินเรานะเว้ย ถ้าสินค้าขายดี เค้าจะได้จ้างลูกเราอีก ตอนหลังเลยรู้ว่า มันคือกิจการของ SM entertainment นี่แหละ ที่เอาสินค้ามาใส่ Value ของศิลปินลงไปแล้วขายแพงๆ หึ แต่กูก็ซื้อ….

DDP

stardium
ที่ DDP มีที่นั่งพักสำหรับผู้เข้าชม มีเก้าอี้ และเปียโนกลางห้องด้วยนะคะ มีปลั๊กให้เสียบชาร์จแบต มีตู้น้ำ (อันนี้มีทุกที่นะ) ห้องน้ำก็ดีค่ะ
เอิ่ม นี่คือ รีวิวห้องน้ำ ขอเชิญเพจรีวิวห้องน้ำสาธารณะค่ะ
DDP2
วันนี้ค่อนข้างยาวนานนะคะ แต่เราเขียนไม่ยาว เพราะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ เขียนเป็นไดอารี่ประจำวันบันทึกเหตุการณ์แทน
เพราะหลังจากช้อปที่คังนัมแล้ว เราก็ไปกินข้าวกับพี่เปรียวและเพื่อนพี่เปรียวค่ะ เป็นร้านเหล้าน่ะแหละ มีขาย”ชอน” (ของทอด) หอมมากๆๆๆๆ อร่อยด้วย กินซะหมดเกลี้ยงเลย เวลาฝนตก คนเกาหลีชอบกินเหล้ามอกกอลี (Moggoli) กันค่ะ เค้าว่ากัน แล้วกินคู่กับของทอดไรงี้ เหล้านี่เหมือนจะหวานๆ แต่เมาเร็วอยู่นะคะ ยังค่ะ กินข้าวเสร็จแล้วยังไม่จบ จริงๆ คนเกาหลีเค้าชอบต่อกันอีกหลายร้านก่อนจะจบการพบปะกัน แต่เราร่างพังแล้ว ต้องไปทงแดมุนด้วยสิ เลยกลับหอก่อน

Food-1

ภารกิจยามค่ำคืนเริ่มแล้วค่ะ ที่ทงแดมุนขายส่ง 5555 ก็แยกกันช้อปตามสไตล์แต่ละคนนะคะ แต่บางร้านชอบขายส่งอ่ะค่ะ เลยซื้อยากหน่อย ไปกินร้านเพิงข้างๆ ทงแดมุนด้วย ได้อารมณ์มาก…. กินโอเด้ง ของทอดกับโซจูค่ะ แก้หนาว เอิ่ม ไม่ได้กินนะ แต่พี่ที่กินคือร้อนไปหมด แหะๆ

food-2

เที่ยวตามสันดานกรุ๊ปเลือด

ปกติไปเที่ยวกับหลายคน หลายเชื้อชาตินะคะ แต่ช่วงนึงก็เที่ยวกับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ รู้เช่นเห็นชาติกันมาหมด มาช่วงหลังๆ ลองเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนดูบ้าง เลยได้ค้นพบอะไรบางอย่างของการเที่ยวร่วมกันของคนแต่ละกรุ๊ปเลือดค่ะ

ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ ทำไมเพื่อนเราทำแบบนี้ ทำไมคนนี้ทำแบบนั้น พอมาถามๆ กัน เลยพอจะ assumeได้ว่า อาจมาจากกรุ๊ปเลือดส่วนหนึ่ง สันดานการเลี้ยงดูส่วนหนึ่ง สภาพแวดล้อมส่วนหนึ่ง ประสบการณ์ส่วนตัวด้วยค่ะ ขออนุมานตามที่เคยได้เที่ยวด้วยกันมาดังนี้ค่ะ

กรุ๊ป A – หลังๆ เจอกรุ๊ปนี้เยอะสุด ไม่รู้ทำไม อาจเพราะกรุ๊ปนี้เป็นกรุ๊ปที่โคตรเป๊ะ เวลาทำงานนะคะ พวกนางจะละเอียดมาก เป๊ะมาก จนน่ารำคาญ ลามมาถึงการเที่ยวด้วย บอกเลยว่าใครมีกรุ๊ปเอในทริป สบายไป 3 ชาติ ปล่อยนางหาข้อมูลไปค่ะ อย่าขัดนางค่ะ นางทำการบ้านมานะคะ เวลาหลงนางจะมีเซ้นส์ค่ะ ส่วนใหญ่คือนางจะไปในที่ๆ นางรู้จัก คุ้นเคย เชื่อนางค่ะ อย่าเถียง คนแบบกรุ๊ปเอ คือ แค่บอกว่าเวลานี้ๆๆๆ จะไปเที่ยวกันนะ (ต้องบอกล่วงหน้าซัก 1 เดือนนะ) อีก 30 นาทีต่อมา นางจองตั๋วเครื่องบิน ที่พักเทียบสามเจ้า พร้อมแพคเกจเที่ยวรูทต่างๆ ค่ะ เรียกว่าทำล่วงหน้ายังกะ year plan แถมกรุ๊ปนี้ ชอบอะไรที่มั่นใจ ชัวร์เท่านั้น ถึงได้ทำนะ ถ้าไม่ชัวร์ ไม่วางแผน นางจะเสียเซ้วนิดนึง ทริปล่าสุด เจอกรุ๊ปเอ ธาตุไฟ ปีมะโรง สายแข็งสัดหมาค่ะ เรียกว่าอะไรก็ทำร้ายเธอไม่ได้ ขนาดว่าจะตกเครื่องยังไม่ตกเลย นางแกร่งจริง เวลาไปเที่ยวกัน นางพร้อมค่ะ บอกว่าออกจากบ้าน 10 โมง คือนางแต่งหน้ารอ เสร็จเรียบร้อย แมทช์ชุดจากไทยไป ไม่มีมาเอ๊ะอ๊ะ แมทช์ชุดไปมา นางรู้ว่าต้องตื่นก่อนกี่นาที แล้วปลุกเพื่อนๆ ค่ะ แต่กรุ๊ปเอ เรื้อนๆ ก็มีค่ะ แต่ถึงเรื้อนยังไงก็ไม่เรื้อนเท่า บี ปกติแน่นอน

กรุ๊ป B – อุตส่าห์เกริ่นมาขนาดนี้ ต้องมาเจอกรุ๊ปบีกันค่ะ ทริปก่อนหน้านี้ ดวงมีอันต้องได้ไปกับกรุ๊ปบีค่า…… คุณพระ กูเจอสายแข็ง กรุ๊ปบี ธาตุลม ปีวอก ขุ่นพระ แผนเผินไม่เคยมี แพลนทริปไม่เคยทำ อยากไปไหนก็ไปจ้า เอางี้ จะไปเที่ยวต่างประเทศ (ถ้ามีเงินและเวลา) อยู่ๆ นางก็จองตั๋วไปจ้า แต่เห็นอย่างนี้ ก็เทียบราคา ทำการบ้านอยู่บ้าง แบบสถานการณ์บังคับให้ต้องทำชิป่ะ แล้วคิดดูว่า ถ้าเอตัวแรงมาเจอบีสายแข็ง ตัวเอคงกรี๊ด ทนไม่ไหว ทำให้หมดแน่ๆ เพราะทนความเรื้อนของบีไม่ได้ เดี๋ยวตั๋วหลุด เดี๋ยวราคาขึ้น เดี๋ยวที่พักเต็ม แต่แนะนำค่ะ ให้ปล่อยวาง ซักพักอีบีจะทนไม่ไหว จัดการเองหมดในวันเดียว (ถ้าให้มันทำก็ทำได้ค่ะ แต่มันเรื้อน ต้องจวนตัวจริงๆ ก่อนถึงทำ) เวลาไปเที่ยวนะคะ มันจะตื่นสายค่ะ นัดกันว่าล้อหมุน 10 โมง คือ ไม่มีอยู่จริงบนโลกค่ะ ออกจริงบ่ายโมง บอกว่านัดกันที่นั่น ที่นี่นะ นัด 6 โมง ไปถึง 2 ทุ่มค่ะ เก๋ๆ ถามว่ามันรู้สึกผิดมั้ย? ไม่…. แต่ก็เข้าใจเค้านะคะ การมาเลท ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ของนาง คงนึกภาพคนรอที่เป็นกรุ๊ปเอออกเนอะ ว่าจะกรี๊ดแค่ไหน แล้วเลือกอะไรก็พิรี้พิไรค่ะ ตามสไตล์กรุ๊ปที่มีความติสท์ในตัวสูง คนตลาดๆ แบบโอ ไม่เก็ต อันนี้บีจะเด่นมากในเรื่องของศิลปะ อีโม หรือความชิล ถ้าอยากไปแบบไม่ 6-7-8 ให้เลือกไปกับกรุ๊ปบีค่ะ บางวันไปที่ซ้ำๆ เพราะอยากชิล อยากคูล ถามว่าต้องเก็บสต็อปที่เป็นจุดถ่ายรูปมั้ย นางไม่ซีค่ะ ขอให้ได้ทำตามใจ แต่ไปกับกรุ๊ปบีมันสนุกเพราะมันไม่มีกรอบมากั้นค่ะ อยากทำไรทำ สนุกก็สนุกสุดๆ อยากซ้ำก็ซ้ำ ไม่ต้องแคร์ว่าเสียดายเวลา ก็ชั้นอยากทำนี่นา ใครจะทำไม ส่วนอาหารการกินก็ชอบค่ะ แต่พวกนางกินได้ไม่เยอะ เพราะระบบย่อยไม่ค่อยดี ต่างจากโอ ซึ่งชอบกินมากๆๆ แล้วสุดท้ายคือ โอก็ต้องจัดการที่อีบีอยากกินแต่กินไม่หมดค่ะ ช่วยพกยาแก้ย่อยไปด้วยนะคะกรุ๊ปบี

กรุ๊ป O – กรุ๊ปนี้ เป็นกรุ๊ปที่ไปไหนไปกัน อะไรก็ได้ จะออกมาจากกรุ๊ปนี้เยอะมาก คือกรุ๊ปบีก็อะไรก็ได้นะคะ แต่อะไรก็ได้ตามใจฉัน ส่วนโอคือ อะไรก็ได้ตามใจคนส่วนใหญ่ อะไรที่คนส่วนใหญ่ทำ ชั้นจะทำ ชั้นไม่อยากแหกกฎ อะไรที่เค้าว่าฮิต ขอลองหน่อยจิ เดี๋ยวไม่ครบ เดี๋ยวไม่ตามเทรนด์งี้ คือ กรุ๊ปนี้อะไรก็ได้จริงๆ ไปกับใครก็ได้ แต่ไม่อยากเป็นเฮดเท่าไหร่ เพราะสันดานส่วนตัวคือ ขี้เกียจน่ะ แต่ถ้าเป็นโอวันนาบีเอ หรือเราเรียกว่า โอเนิร์ด ก็จะทำการบ้านคล้ายๆ เอ แต่ไม่เป๊ะเท่า ถึงจะเป๊ะก็ไม่ได้ strict ขนาดเออ่ะค่ะ แบบหลวมๆ เวลาโอไปกับบี คงรู้นะคะว่าใครจะเป็นคนคุมเวลา หรือลากบีให้เข้ารูปเข้ารอย กรุ๊ปนี้เน้นกิน เน้นช้อป เน้นถ่ายรูป เอะ ก็เน้นหมด แต่กรุ๊ปโอไม่ชอบไปอะไรที่มันเข้าใจยากๆ นะคะ เช่นมิวเซียม วัด วังงี้ โอจะแบบถ่ายรูป เช็คอินแล้วถามว่า กินไรอ่ะ ไปไหนต่ออ่ะ ทันที เพราะมันเบื่อง่ายค่ะ มันชอบเที่ยวเก็บแต้มให้ได้เยอะค่ะ ถามว่ามีเวลาชื่นชมศิลปะมั้ย ไม่ใช่ป่ะ ต้องทำอะไรให้คุ้มที่สุดค่ะ พวกนี้จะนอยด์ว่าชั้นมาทั้งที เดี๋ยวไม่ครบ เสียดายตังค์ โอจะเป็นคนลังเลนิดนึง ทำไรก็ต้องถามเพื่อน ถามความเห็นของทุกคน ไม่กล้าเผด็จการ แต่ถ้าเพื่อนในทริปให้สิทธิ์ตัดสินใจ ก็จะดีมากๆ แต่โอมันก็มั่วๆ เบลอๆ อยู่นะ แต่ไม่เบลอเท่าบี เวลาตื่นก็จะเป็นคนตื่นท้ายๆ แต่ก็ทำไรช้าค่ะ สุดท้ายเสร็จพร้อมอีบี ซึ่งเรื้อนตื่นหลังสุด แต่ดันเสร็จก่อน

กรุ๊ป AB – เพิ่งเคยเจอไม่กี่คนนะคะ หลังจากที่เที่ยวมาหลายทริป กรุ๊ปนี้ไม่แคร์โลกค่ะ ว่าบีติสท์สุดแล้วชิมิ เจอเอบีเข้าไป นางไม่แคร์ค่ะ อยู่ๆ ก็เดินออกนอกเส้นทาง เพราะอยากถ่ายรูป หรือจะนั่งในร้านกาแฟเป็นชั่วโมงๆ นางก็ทำค่ะ พูดเลยว่าไม่แคร์โลก แต่ก็ดีค่ะ คือ ไม่แคร์ก็ไม่แคร์จริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่แคร์แล้วแอบน้อยใจ คนกรุ๊ปนี้ นางไม่สนด้วย ฮ่าๆๆๆ อาจจะรวมความเนิร์ดของเอ และความชิวของบีเข้าด้วยกัน เลยครึ่งๆ กลางๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย 5555 แต่จะว่าไป ว่าโออะไรก็ได้แล้วนะ เอบี อะไรก็ได้เยอะกว่า คือ ไม่ซี จะทำอะไรก็ทำเลย นางรับได้หมด

ทั้งหมดนี้คือการอนุมานค่ะ ใครอยากค้าน ก็ช่วยมาโพสต์บอกกันด้วยนะ ว่าไม่เห็นจะตรงเลอ จะได้รู้ไว้ แนะนำว่า ไปเที่ยวด้วยกัน ก็หนักนิดเบาหน่อย อย่าเครียดมาก เรื่องเวลาหรือตารางแพลน แต่ก็อย่าเรื้อนเกินไปจนเที่ยวได้ไม่ครบค่ะ เวลาไม่พอใจอะไรก็บอกกันค่ะ จะได้เที่ยวด้วยกันแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ และกลับมาด้วยความประทับใจนะจ๊ะ

Blood type trip

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day3: ไปปูซานและจินเฮ ดูดอกไม้บาน

IMG_0955

เรียกว่าเป็นทริปที่ทำอะไรแปลกใหม่กว่าที่เคยเยอะนะคะ หลายครั้งที่ผ่านมา ไม่นับครั้งแรกที่มากับทัวร์ ปกติเรามักใช้เวลากลางวันเดินมยองดง อัปกูจอง กาโรซู แล้วใช้ชีวิตค่ำคืนที่ทงแดมุน ฮงอิก เท่านั้น ครั้งนี้เพิ่งเคยมาตอนที่ดอกไม้บานค่ะ ปกติดอกบ๊วยจะบานช่วงต้นเมษาเป็นต้นไป จะบานไล่จากทางใต้ของเกาหลีขึ้นมาโซลค่ะ และที่จินเฮ (Jinhae) เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ก็มีงานเทศกาลนี้โดยเฉพาะ โปรโมทกระหน่ำทาง KBS World ทีเดียว แล้วเมืองนี้สามารถนั่งรถต่อจากปูซานได้ค่ะ เราเลยกะจะแวะไปปูซานดูซักครั้ง ตอนแรกกะจะไปวันที่ 4 ของทริปค่ะ แต่เกิดเปลี่ยนแผน เพราะกลัวจะไปชนกับงานเทศกาลไรด้วย แล้วก็มีนัดด้วย เลยเลื่อนมาเร็วขึ้น (ข้อมูลของงานที่จินเฮ http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_2_1.jsp?cid=700520)

*** คำเตือน รูปกระหน่ำมาก เน็ตสามจีใครไม่พอ ขอให้โทรไปซื้อเพิ่ม หรือใช้ไวไฟจะเริ่ดมาก ***

ดอก cherry Blossom หรือดอกบ๊วย หรือดอกซากุระ ชาวเกาหลีเค้าเรียกว่า พอต-กต (벚꽃) นะคะ อย่าไปเรียกซากุระแบบญี่ปุ่นนะ อย่างน้อยเรียกว่า Cherry blossom ก็ยังดี ให้เกียรติเค้าหน่อย เค้ามีพยากรณ์เลยว่าจะบานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไหนยังไง ที่จินเฮ เริ่ม 1-10 เมษาค่ะ ส่วนที่ยออิโดของโซล จะบานช่วง 12-20 เมษาที่ผ่านมาค่ะ ใครไปเที่ยวเกาหลีปีหน้าก็อย่าลืมแวะไปนะ (ข้อมูลเพิ่มเติม http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_6.jsp?cid=957144) ** แต่ปีนี้บานเร็วกว่าเดิมอีก แถมพายุเข้า เพื่อนที่ไปยออิโดบอกว่า ร่วงหมดแล้ว ตอนสงกรานต์ค่ะ

แต่หนทางใช่ว่าจะง่ายค่ะ ถึงเราจะศึกษามาอย่างดีแล้วว่า มีรถไฟ KTX กี่รอบที่ไปปูซาน หรือไปจินเฮ แต่เราก็ชะล่าใจ คิดว่ามาซื้อได้เลยที่ Seoul station ปรากฎมาถึง ที่นั่งเต็มค่ะ ถอดใจละ กะจะไปวันอื่น แต่ก็เอาวะ ไหนๆ ก็แต่งมาเต็มละ ไปวันนี้แหละ แต่เราต้องจองตั๋ว KTX ทางออนไลน์แล้วปรินท์มาซื้อที่ Seoul station เท่านั้นค่ะ (จองตั๋วที่เว็บนี้ http://www.korail.com/en/) ถ้าจองมากกว่า 2 คนจะถูกลง ให้เลือกแบบ Saver ตกคนละ 60,400 วอนค่ะ เราไปเช้าเย็นกลับก็ซื้อวันเดียว เปรี้ยวได้หมด ยกเว้นรถใต้ดินกับบัสค่ะ พอจองเสร็จ อย่าคิดว่าทุกอย่างมันดิจิตอลนะคะ ที่นี่ยังต้องการกระดาษค่ะ ต้องไปปรินท์แล้วเซ็นค่ะ ถ้าจองตั้งแต่อยู่ไทยจะดีมาก ปรินท์ไปเลยค่ะ ตอนนั้นเราก็ใช้เน็ตในมือถือจองแม่งเลยตรงนั้น แล้วลงไปปรินท์ชั้น B2 ค่ะ แผ่นละ 1000 วอน แต่พนักงานนางเบลอ บอกชั้น 10,000 วอน เวนกำ (เทนเต๊าซั่น) คุยไปคุยมา ป้ายบอก 1,000 เอ่า นางพูดอังกิดผิดค่ะ เพลีย แล้วจากนั้นก็มาเซ็นและจ่ายบัตรเครดิตต่อหน้าพนักงานซื้อตั๋ว และสามารถออกตั๋วไปและกลับได้เลยค่ะ โดยเป็นตั๋วแบบ one day ค่ะ เราเลือกลง Busan และกลับจาก Masan ที่ใกล้จินเฮที่สุดค่ะ

IMG_2706

จองในมือถือก็ได้นะ

IMG_2763
นีด์ ยังมาเถียงชั้นอีกว่า 1 หมื่น ในรูป 1 พันนะยะ

Seoul station
มีร้านอาหารขายเอาไว้ซื้อกินบนรถได้นะคะ มีคิมบับ ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว (ห๊ะ) ขนมปัง ราเมน ค่ะ หรือจะซื้อเครื่องดื่มกินบนรถไฟก็ได้

เราใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงจาก Seoul station ถึงสถานี Busan (ปูซาน) นะคะ พอออกมาก็จะไปหาดแฮอุนแด (Haeundae Beach 해운대해수욕장) กัน ซึ่งดูจากรูปแล้วก็เฉยๆ นะ แต่ไหนๆ มาละก็ไปซะหน่อย นั่งรถบัสไปค่ะ หน้าสถานีรถไฟเลย หรือจะนั่งซับเวย์ก็ได้ ลงสถานีชื่อ HAEUNDAE แต่เดินไกลกว่า รสบัสคือ ถึงเลย นี่หัวเมืองใหญ่นะ มีรถใต้ดินเยอะเหอะ อิจฉาจุง อยากมีรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ ภูเก็ต และเที่ยวในเมืองได้แบบนี้ นั่งมาประมาณ 30 นาทีก็ถึงหาดค่ะ เอ๊ะ นี่หาดทุ่งวัวแล่นป่ะเนี่ย ชุมพรยังสวยกว่า ฮ่าๆ แต่ก็ถ่ายรูปเก็บแล้วไปกินอาหารในย่านตลาดค่ะ

Busan
ถึง KTX สถานี Busan แล้ว….มีรถ City Tour Bus 2 สายนะคะ วนสองทาง มีรายละเอียดในเว็บ Busan ค่ะ

haeundae
ใช้รถบัสสะดวกกว่า ไม่ต้องเดินไกลค่ะ ลงปุ๊ป หาดปั๊ป ถามว่าสวยกว่าทุ่งวัวแล่นมะ

IMG_0900

เลือกร้านที่ดูมีแฟรนไชส์ แล้วสั่งเมนูที่เรากินเรียกว่า นักกึมแช 낙금새 เป็นหม้อไฟต้มยำปลาหมึก มีกุ้งจิ๋วนิดหน่อย กิมจิเครื่องเคียงกับสาหร่ายอร่อยเฟ่อ ข้าวในบาตรค่ะ ถูกละค่ะ เรียกว่าบาตรน่าจะเหมาะ หมดไปคนละ 10000 มั้ง จริงๆ ไม่รู้หรอกอะไร ชี้ๆ ตามคนอื่นไป 55

IMG_0890
ก่อนปลาหมึกจะสุก

IMG_0897
สุกแล้วไปไหน?

IMG_0898
อยากให้รู้ว่าอร่อยแม่ก

จากนั้นก็นั่งรถใต้ดินกลับมาท่ารถบัสระหว่างเมืองค่ะ อันนี้ใช้เวลาเยอะเหมือนกันนะคะ เกือบชั่วโมงแน่ะ
ไปที่ท่ารถตามรูปค่ะ แล้วก็…วิ่งดิเอ๋วิ่ง ซื้อตั๋วจินเฮ ราคา 5100 วอนค่ะ รอรถเหมือนเอกมัยงี้ พอรถออก ระหว่างทางดันเห็นดอกซากุระสวย ตอนนั้นก็เกือบ 4 โมงละ กลัวไปถึงค่ำ เลยคิดว่าจะลงกลางทางแล้วถ่ายรูปที่ปูซานนี่แหละ เดินไปคุยกับคนขับไม่เข้าใจ อยู่ๆ ก็มีนางฟ้าเกาหลีหน้าสวยที่พูดไทยได้ค่ะ (ฟลุคไปมั้ย?) มาช่วยคุย เลยถามนาง นางบอกอดทนเถอะ จินเฮสวยกว่าปูซานนะ เราเลยจ๋อย กลับไปนั่งที่ค่ะ สภาพคือ หลับเป็นตาย

jinhae

ประมาณ 1.30 ชม ก็ถึงจินเฮค่ะ จะเดินไปงานเทศกาลดอกไม้ก็ได้ หรือจะนั่งแท็กซี่ก็ได้ แต่ด้วยความมีงานไง รถเลยติดมากกกกกกกก สต็อปแรกของเราคือ สถานีรถไฟค่ะ เป็น landmark หนึ่งจุดที่ควรไปนะคะ สวยดีค่ะ แต่แนะนำว่าชะนีควรใส่รองเท้าพื้นเรียบมานะคะ เพราะทางรถไฟโรยด้วยหินหยาบใหญ่ เดินลำบากม๊าก ต้องเดินตามหมอนรองรถไฟแทน มีชะนีบางคนใช้ส้นสูงมาเลยจ้า กะมาสวยเต็มที่ บางคนก็มากับคู่รัก (กลอกตา//เบะปาก) มาถ่ายพรีเวดดิ้งหรอมึง? อิจฉาน่ะนะ คนเกาหลีมันชอบแสดงความรักแบบเปิดเผย เพลีย ได้รูปมาไม่เยอะมาก เพราะอยากไปอีกที่นึง คือ คลองค่ะ ทีนี้ก็ไปไม่ถูก เลยถามคนแถวนั้น เค้าก็ใจดีมากๆ (คนต่างจังหวัด เป็นมิตรมากๆ ค่ะ) ลุงแกเดินมาส่งที่ป้ายรถเมล์พร้อมบอกสายรถเมล์ด้วย แต่รถมันติดมาก รถเมล์ไม่ยอมมาซักที เลยโบกแท็กซี่ ปรากฎ รถวิ่งตรงๆ มาอีก 2-3 ป้ายก็ถึงงานค่ะ เป็นงานโชว์ไฟกับดอกบ๊วยตอนกลางคืน

Jinhae-pom  jinhae-pom2        IMG_0913-edit IMG_0914-edit
ควรมาถ่ายตอนรถไฟมานะคะ เป็นเรื่องท้าทายมาก พอดีรถไฟหมดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายค่ะ ถ่ายมาแต่รางและคน เอิ่ม
IMG_0915-edit IMG_0954-edit IMG_0956-edit IMG_0989 IMG_0992-edit IMG_0996-edit IMG_1000-edit IMG_1003-edit IMG_1004-edit IMG_1005-edit

แต่เราถ่ายรูปได้นิดหน่อยก็เริ่มพลบค่ำละค่ะ เราต้องเผื่อเวลาเดินทางไปสถานี Masan อีก 1ชั่วโมง ให้ทันรถค่ะ ไม่งั้นก็ต้องเปลี่ยนเที่ยวรถ ซึ่งยากละ เพราะเราไม่มีโทรศัพท์โทรไปเปลี่ยนหรือสอบถามคนแถวนั้นก็ไม่รู้เรื่องค่ะ แถมยังจะเนียนบอกว่าไปไม่ทันหรอก ค้างที่จินเฮมั้ยอีก (โอปป้า…ไม่เอาน่ะ) พอเรียกแท็กซี่ได้ก็ภาวนาว่าให้ทันรถไฟค่ะ ลงรถปุ๊ป ม้าเร็วขาสั้น วิ่งก่อนเลยจ้า ไปถึงเจอนกแก้ว (เอ่อ พนักงานต้อนรับ ยืนรอรับเราขึ้นรถไฟจ้า) พี่ๆ ขายาววิ่งตามมาทีหลัง ปล่อยคนขาสั้นสองคนวิ่งนำเลอ! ชอบตรงที่อ่านตั๋วก่อนว่า ชานชาลาอะไร รถเบอร์อะไร จะได้ไม่วิ่งผิดทาง (เหมือนตอนเราตกเครื่องคราวนั้น)

IMG_2857

พอกลับมาถึงโซล น้ำตาจิไหล อากาศก็หนาวมากๆ แล้วค่ะ เกือบเที่ยงคืน หากินหมูเกาหลีแถวบ้าน ที่เลือกหมู หรือเนื้อแล้วย่างเลย! อร่อยมาก (หรือกูหิว?) แล้วแยกย้ายกลับไปนอน ไม่ได้ไปขายส่งทงแดมุนอีกละ พักร่างก่อนละกันนะ หน้าโทรมฝุดๆ

IMG_2865

พรุ่งนี้ไปช้อปกัน!

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง DAY2: ทัวร์มหาลัย ไม่ไปไม่รู้

วันนี้เป็นการเริ่มต้นวันเบาๆ ด้วยการจะไปเที่ยวหมู่บ้านบุกชนฮานก (Bukchon Hanok Village) ค่ะ ซึ่งคิดว่าคนไม่เที่ยววัด เที่ยววังอย่างดิชั้นและเพื่อนจะไปกันหรอคะ? แต่ก็บอกแล้วว่าทริปเราติ่ง เพราะนั้นจุดหมายคือบ้านที่ใช้ถ่ายทำละครเรื่อง Personal taste ของพระเอกขวัญใจเพื่อนร่วมทริป คือ “อีมินโฮ” พระเอกเรื่อง The HEIRS (หยุดหัวใจนายไฮโซ) อ่ะค่ะ

เริ่มต้นวันด้วยข้าวต้ม (ไม่เคยกินเลยนะ แต่คิดว่าจืดตามสไตล์เกา) ซึ่งเราจัดหนัก ที่ร้านข้าวต้มต้นถนน Insadong ข้าวต้มใส่กิมจิ โปะชีส ชามใหญ่สะใจค่ะ ร้อนด้วย 5555

IMG_2619

001

IMG_0726

จากนั้นก็เดินข้ามจากอินซาดงมาที่บุกชนค่ะ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าเดินไปแล้วจะมีศูนย์ท่องเที่ยวอยู่ ค่อยไปเอาแผนที่ตรงนั้นอีกที พอไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ชี้ช่องมาค่ะ เดินไปร้อนไป แดดออก จั๊กเปียกแระ พอเข้าหมู่บ้านบุกชนฮานกก็จะมีเจ้าหน้าที่เสื้อแดงคอยให้คำแนะนำอีกทีค่ะ คนเยอะค่ะ แต่ก็สงบเงียบ สวยงาม เป็นบ้านของคนจริงๆ อาศัยอยู่ เพราะนั้นอย่ามาตลาดแตกค่ะ และอยู่ได้ถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น

IMG_0744

Cheery Blossom - Edae
นี่แหละค่ะ หน้าบ้านที่ถ่ายทำ … เอ่อ


IMG_0765

IMG_0794

พอถ่ายรูปหน้าบ้านสมใจ ก็ไปต่อที่อีฮวา (Ehwa Woman University) ค่ะ พี่ในทริปบอกว่าจะไปถ่ายกับทางเข้า เค้าว่าฮวงจุ้ยดี เออ ไปก็ไป ไปเกาหลีมา 5 ครั้ง ไม่เคยไปเลย เพราะเพื่อนบอกว่าไม่มีไร (ซึ่งก็จริง เรารู้สึกเฉยๆ นะคะ ชอบฮงอิกมากกว่า) แต่ที่อีฮวา มีต้นซากุระให้เป็นพรอพอีกแล้วค่ะ จัดไปอีกหนึ่งช็อต

IMG_0806

IMG_0797

IMG_3278

Cheery Blossom - Edae

IMG_0824-crop

จากนั้นก็ไปกินหมูผัดเส้นบุกกัน (เรียกว่าไรหว่า?) ที่โน่นต้องสั่งตามจำนวนคนนะคะ จะมา 4 สั่ง 2 แล้วหารกันไม่ได้ แล้ว portion ของอาหารก็ใหญ่เฟ่อ แต่ก็กินหมดตลอดนะ ขั้นตอนคือ เค้าจะเอากระทะที่มีเครื่องปรุงมาแล้ว ตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นก็ผัดๆ แล้วปิดไฟจกกินตามสะดวก พอตอนท้าย ข้าวที่ให้มาตอนแรกจะเอาลงไปคลุกน้ำมันหมู ที่ละลายออกมาค่ะ เป็นอาหารอีกแบบหนึ่งด้วย

IMG_2703

IMG_0835

พอคาวแล้วก็ตามด้วยหวาน ชั้นบนของร้านเป็นร้านน้ำแข็งไส ที่เค้าเรียกว่า พัตบิงซู สั่งแบบมะม่วงและโอรีโอ้ค่ะ เกล็ดน้ำแข็งเป็นแบบเส้นๆ ไม่เหมือนที่น้องป๋องเคยพาไปกินจะละเอียดกว่านี้ค่ะ ก็อร่อยคนละแบบ

Oreo Bingsoo

คืนนี้ยังไม่จบค่ะ หลังจากแยกย้ายรีบกลับไปนอนเพราะพรุ่งนี้จะไปปูซาน และจินเฮ เพื่อดูซากุระ เดี๊ยนก็ได้รับสารจากเพื่อนคนเดิมจากไทยว่าให้ไปร้านกาแฟของพี่เท็ดดี้ วายจี ชื่อ Twosome STUDIO ค่ะ สรุปเลยละกันว่า กว่ากูจะหาเจอ ห่านจิก นี่กูจะหลงทุกที่เลยชิมะ ปกติมาคนเดียวไม่เคยหลงระเบิดขนาดนี้นะ นี่กูเบลอจริงๆ ชิป่ะแต่มาถึงแล้วก็ฟินนะ มีทั้งปลั๊กไฟ ที่นั่งทำเลดีให้มองบาริสต้าเด็ก กาแฟก็รสเข้มเชียะ กะจะให้ดีดถึงเช้า แต่สุดท้ายก็รีบกลับค่ะ เพราะพรุ่งนี้ไปทริปต่างจังหวัดดูดอกบ๊วยบาน

IMG_2733

IMG_0839

IMG_0842

Pom’s note: ตอนเราไป คนเค้าใส่กระโปรงสั้นไรงี้ เค้าจะใส่ถุงน่องนะ แต่บางทีก็เนียนมากจนนึกว่าขาจริง คือถ้าฤดูหนาว ใส่เลกกิ้งสีดำ ก็คงไม่แปลกอะไร แต่ตอนนี้อากาศมันเริ่มร้อนขึ้นแล้ว และคนก็ใส่เสื้อผ้าบางลงค่ะ แต่คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ใส่เนอะ เปลือยขา คนเกาเปลือยขาก็มี เราก็เลยอยากลองซื้อถุงน่องมาลองใส่บ้างจ้า….ไงล่ะ รอบแรก ซื้อมาตั้ง 3000 วอน ใส่ออกมา นึกว่าจะไปเต้นบัลเล่ต์ว่ะ เสียเซ้วชิบหาย มันหนามาก ปลอมมาก เลยไปซื้อถุงน่องในเซเว่นมาเปลี่ยนเลย เออ บางเบาดี บางเบามาก จนเล็บเกี่ยวถุงน่องขาดง่ายมากเลย แต่ให้ความรู้สึกขาสวยเรียวขึ้นมา 30% มีแบบสีเบจอ่อน เบจเข้ม (คนเกาบางคนก็ใส่ถุงน่องดำกว่าตัวจริงนะ) แล้วก็สีดำไปเลย

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Take off : ออกเดินทาง

ตอนแรกที่จองตั๋วไป 3 วีคก่อนบิน ก็ประมาทนะ คิดว่าอะไรๆ ก็เตรียมทัน ปรากฎงานเข้าวีคสุดท้าย หอบขึ้นเลยค่ะ ดีที่เตรียมห่อของขวัญติ่งไปแล้วนะเนี่ย แล้วก็กระเป๋าเดินทางได้มาก่อนวันไป 2 วัน เพลีย… เสื้อผ้าก็ไม่ได้แมทช์ (คือแมทช์ไม่เป็นดีกว่า 5555) เลยยัดๆ เอาไปเผื่อ ซึ่งแม่งเป็นวิธีที่ผิดนะคะ ควรแมทช์ไปเลยว่าวันนี้จะสไตล์ไหน เพราะรู้แผนการเที่ยวล่วงหน้าแล้วนี่นา ดีที่ไม่เอาเสื้อโค้ทหนาออก เพราะคิดว่าไม่หนาวแล้ว เลยพกไปแล้วจะส่งไปรษณีย์กลับไทยเอาค่ะ เพื่อประหยัดน้ำหนัก

IMG_2491
พร้อมกัน ณ เคาน์เตอร์สายการบินเจจูแอร์ Row S เข้าประตู 8 เวลา 22.00-23.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน เช็คอินเที่ยวบิน 7C2206 กรุณานำสัมภาระจัดการให้เข้าที่และเช็คอินให้เรียบร้อย กระเป๋าโหลดได้ 20 กก. แครี่ขึ้นเครื่องได้ 10 กก. ขอให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไว้ในกระเป๋าขึ้นเครื่องค่ะ

อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกท่านแต่งกายพร้อมนอน หลังจากผ่านขั้นตอน ต.ม. ไทย ขอให้ท่านเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีให้เรียบร้อย หากเหนื่อยหรือหิวให้ไปแวะพักทานของว่างฟรีได้ที่ คิงพาวเวอร์เล้านจ์ หากท่านมีบัตรคิงพาวเวอร์อยู่แล้ว สามารถพาผู้ติดตามได้อีก 1 ท่าน เบอร์เกอร์คิงก็อร่อยไม่เบา สำหรับเกตฝั่งขวาค่ะ

เครื่องออก 01.40 น. ก็ว่าแย่ละ มาดีเลย์เป็น 02.05 อีก ถึงเกาหลีก็เกือบ 10 โมงละค่ะ ซึ่งมาถึงตอนเช้าไปเลยก็ดีนะคะ เพราะว่ากว่าโรงแรมจะให้เช็คอินก็บ่ายสองนะ ต้องหาที่ไปเพื่อรอเก็บของที่ห้องอีก หรือส่วนใหญ่กรุ๊ปทัวร์จะพาออกนอกเมืองไปซอรักซานงี้ เกาะนามิงี้ เพื่อใช้เวลาช่วงเช้าให้หมดค่ะ

พอลงเครื่องก็ต้องเช่าไข่ (ไข่คือ Wifi router) ปกติเราเช่ามือถือไอโฟนนะ เพราะว่าจะได้โทรหากันได้ยามฉุกเฉิน แต่ทริปนี้ดูแล้วเช่าไข่จะถูกกว่าเลยอยากลองด้วยค่ะ ไปเช่าที่บูท LG U+ ถ้าเช่าเกิน 7 วันจะตกวันละ 5000 วอน บวก vat เป็น 5500 วอน หลายรอบที่ผ่านมา เราจองเครื่องไอโฟนของ Olleh ค่ะ เวลาใช้ก็ปล่อย Hot spot เอา แล้วถ้าอยากค้น Google หรือรถไฟฟ้า ก็ใช้เครื่องที่เช่ามาได้เลย แถมโทรหาเพื่อนได้ด้วยเผื่อหลง แต่ถ้าเปิด unlimited data ต่อวันคือ 5,000 วอน บวกค่าเช่าวันละ 1,350 วอนก็ดูแพงกว่าการเช่าไข่นะคะ คราวนี้เราเลยอยากลองของใหม่บ้าง ข้อเสียของของเครื่อง wifi router นี่มีอายุแบตแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นนะคะ ต้องพกที่ชาร์จไป ถ้าจะใช้ทั้งวันทั้งคืน หรือปิดๆ เปิดๆ แต่เราไม่ชอบ ปิดๆ เปิดๆ เพราะบางทีเราพลาดอะไรไปตอนปิดอ่ะ เช่น เมลสำคัญไรงี้ แต่ถ้าไปกันหลายคน ผลัดกันเปิดก็ดีค่ะ จะได้ยืดอายุหน่อย สำหรับเราคราวหน้าไปไม่ถึง 7 วัน คงเช่าโทรศัพท์เอาดีกว่าค่ะ น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า
(ข้อมูลเพิ่มเติมของ
SK http://www.skroaming.com/main.asp
Olleh จองได้ แต่เรตแพงกว่านิดหน่อยค่ะ แต่เราเคยใช้บริการแล้วจะได้เรต 1,350 วอนนะ http://roaming.kt.com/renewal/eng/main.asp?channel=#none
LG U+ อันนี้ไม่ต้องจองค่ะ เราใช้อันนี้แหละ ดูรายละเอียดที่ http://www.uplus.co.kr/cmg/engl/ouse/peos/RetrievePeOsRooming.hpi?mid=4338)
แผนที่ แต่มันอยู่ใกล้ๆ กัน
roaming-SK
SK telecom
LGU LGU-Rental
LG U+
layerPop_20140403
บริการใหม่ของทาง Olleh ค่ะ

จากนั้นเราไปรับเวลคัมดริ้งค์ เป็นนมกล้วยหรือลิโพเกาหลีที่ร้านมินิมาร์ท พร้อมเติมตังค์ T-money ค่ะ ถ้าใครยังไม่มีก็ซื้อเลย เพราะสะดวกมาก จ่ายได้เกือบทุกอย่าง เหมาะกับเวลาเมาๆ นั่งแท็กซี่แล้วแท็กซี่จะเนียนโกงเงิน ก็จ่ายแม่งด้วย t-money ค่ะ ไม่มีตัดเกินเงินแน่นอน 5555
IMG_2494 IMG_2495 IMG_2496
เลือกค่ะ ละลานตา

IMG_0684
ใช้บัตรทีมันนี่จ่ายได้นะคะ ไม่ต้องซื้อตั๋วตามตู้ด้านนอก แล้วเราชอบขึ้น airport bus มากกว่า เพราะมีอาจอชี่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงให้
พร้อมติดแท็กให้ด้วยนะ เหมือนตอนขึ้นเครื่อง

IMG_0685
รถบัสของเกาหลี จะมีเสียงบอกชื่อป้ายก่อนลง แล้วถ้าใครจะลงก็กดออดนะคะ
IMG_0686
รถแอร์พอร์ตบัส ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะ มีนิตยสาร

เรานั่งรถบัส 6011 ถึงป้าย hyehwa (มหาลัย Sungkyunkwan) ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แดดดีมากๆ อากาศเหมือนติดแอร์ ฟิน…. อาบน้ำเปลี่ยนชุด

IMG_2515 IMG_2526
บรรยากาศแถวบ้าน (หอ) ค่ะ หนึ่งในภารกิจคือ ชิมกาแฟทุกเจ้าในเกาหลี

มากินข้าวที่ห้างชินเซเก ใกล้นัมแดมุนค่ะ เป็นห้างเก่าแก่นะ ในฟู้ดคอร์ทก็มีแต่ป้าๆ แม่ๆ พาลูกมาเดินเล่น คนเกาหลีรวยๆ นี่แม่งว่างจริงๆ ว่ะ แม่ๆ เอาลูกมาคุยกันงี้ อาจุมม่าที่ดูดีหน่อยมานั่งเมาท์งี้ เออ อย่าให้กูรวยบ้างนะ ….(ใช้หนี้ก่อนป่ะ) บนฟู้ดคอร์ท ชั้น 11 ก็มีต้นบ๊วยค่ะ ให้ซ้อมถ่ายรูปได้ บรรยากาศก็ดีค่ะ ลมตีเบาๆ จากนั้นเ  ราก็นั่งรถบัสไปนัมซาน หรือ N SEOUL Tower เพื่อให้พี่ในทริปอีกคนได้สัมผัสจุดท่องเที่ยวหลักๆ ในโซลก่อนค่ะ สำหรับวันแรก ส่วนน้องอีกคนฟิตค่ะ นางวิ่งขึ้นนัมซาน ทางลาดเอียงเหี้ยๆ ใจว่ะ

IMG_0689 IMG_2529
ข้าวห่อไข่

IMG_0691

IMG_0703 IMG_2555
บรรยากาศและหน้ากู

IMG_0705  IMG_0708 IMG_0710 IMG_0712 IMG_0717  IMG_2566
บรรยากาศที่ N Seoul Tower นัมซานค่ะ

IMG_0718
พ่อค้าแซ่บนะ

ทีนี้ตอนกลับคือจุดพีคค่ะ เพื่อนแชทมาบอกจากไทยว่าเด็กๆ ของดิชั้นเข้าตึกค่ะ (การเข้าตึกของศิลปินคือโอกาสที่ติ่งจะได้เห็นระยะประชิดนะคะ) ทีนี้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่ะ ลงจากเขา พี่ในทริปก็บอกว่าวิ่งสิวิ่ง ไปเลยแกไม่ต้องมาเมียงดงละ เราก็ดันชะล่าใจ (เพลียตัวเอง) กลับไปเก็บของที่หอก่อนค่ะ ต๊ายตาย กลัวหนาว กลับไปเอาโค้ทห่อร่างดีกว่า อากาศตอนกลางวันมันดีจริงนะคะ แต่พอแดดร่มลมตกเท่านั้นแหละ หนาวเลย กลัวจะแข็งตาย รอนานไม่ไหว เฮ้ย เด็กเพิ่งเข้าตอน 6 โมง อาจจะซ้อมหลายชั่วโมงก็ได้ ปรากฎกว่าจะหลงทาง กว่าจะได้แผนที่ติ่ง ซี่งพูดเลยว่าหลงชิบหาย แล้วมันมืดค่ะ ถนนหลังอัปกูจองตรงนั้นค่อนข้างเปลี่ยว เราเลยเดินอ้อมริมถนนใหญ่ (อัปกูจอง ต่อเนื่องชองดัม) แล้วเลี้ยวตรงสี่แยกค่ะ เข้าซอย doosandaero ค่ะ google map ไม่ช่วยอะไรค่ะ แค่ข่าวร้ายตอนขึ้นมาจากสถานีก็แค่เด็กๆ ออกไปแล้ว เราเลยเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย เอิ่ม ก็คิดซะว่ามาศึกษาเส้นทางละกัน กว่าจะถึง คุณเอ๊ย….ลึกสัดหมาเห่า เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว โค้ตคือไม่ช่วยอะไร ไวไฟก็แบตหมด พาวเวอร์แบงค์ก็หมด ดีที่เจอเน็ตฟรี ชื่อ iptime ต่ออายุเป็นระยะ ส่วนใหญ่สัญญาณจะแรงแถวบ้านคนค่ะ ระหว่างทางเพื่อนคนเดิม (บอกชื่อเลยดีมะ?) ก็ส่งแผนที่ติ่งมาให้ เอาล่ะค่ะ กูจะเดินวนแม่งทุกบริษัทเลยค่ะ ตั้งแต่ JYP CUBE FNC SM TOWN เจอติ่งหลายสิบคนยังรออยู่หน้าตึก ไม่รู้ว่ารอใครนะคะ แต่เมนเรากลับบ้านแว้ว แง….วืดๆๆ เอาวะ ไม่ได้เจอไม่เป็นไร นี่แค่วันแรก เราเอาท้องอิ่มก่อนดีกว่า

ติ่งคะ นี่คือแผนที่ของเราทำเองนะ เซฟไปเดินตามได้เลย แต่ตอนกลางคืนมันน่ากลัวนะคะ เดินระวังๆ ด้วยค่ะ

SM TOWN MAP-final
IMG_2598  IMG_2600

ดังนั้น ที่หมายต่อไปก็คือ กินหมูย่างเกาหลี ผัก 30 ชนิดค่ะ แถวอัปกูจองแหละ จุดนี้มิสชัตดาวน์ กวนมึนเบลอ ก็หลงอีกแล้วค่ะ เพราะคนที่ไปก่อนบอกให้นั่งรถเมล์สาย 145 แต่เราถามคนแถวนั้นว่าสายไหนไปที่นี่บ้าง นางบอก 143 เออ… สวัสดี กูหลง สุดท้าย วิธีง่ายสุดในการไปถึงที่หมายคือ ให้เพื่อนที่ถึงแล้วถ่ายนามบัตรมาค่ะ แล้วเราก็โบกแท็กซี่ให้อาจอชี่ (คุณลุง) ซิ่งไปเล้ย ชอบที่แท็กซี่มี GPS ทุกคันนะคะ แล้วที่อยู่ของร้านค้า สถานที่ โรงแรมแม่งเป๊ะมาก ตอนแรกจะคีย์ว่า Seoul เขตอะไร ถนนอะไร บ้านเลขที่เท่าไหร่ อย่างเป๊ะอ่ะ ถึงที่หมายสบายผิดกัน ขอกินก่อนล่ะค่ะ คืนนี้ร่างพัง จัดไปคนละ 12,000 วอนเอง ถูกมาก เมื่อเทียบกับหมูสามชั้นทั้งเล้าในท้องและผักอร่อยๆ อีกมากมาย ไม่มีรูปนะ เพราะหิวจนลืมถ่าย ฮ่าๆๆๆๆๆ

ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนสอง ปรับการกิน เข้ายิมแบบมีหลักการ

หลังจากผ่านเดือน ม.ค. 56 นะคะ น้ำหนักเราลดลงไปแค่ 2 กก. ค่ะ ทั้งที่เข้ายิมไป 9 ครั้ง โดยไม่ได้จ้างเทรนเนอร์ แต่ใช้บริการ 3 ครั้งที่ลงโปรโมชั่นไว้ ครั้งแรกจะวัดไขมัน ชั่งน้ำหนักและทดสอบร่างกาย ตั้งแต่วิ่งในเวลาจำกัด Plank ได้กี่นาที กางแขนขาดูสมดุลร่างกายค่ะ บอกเลยว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เอ๊ย สมรรถภาพของร่างกายเราลดลงมากๆ นี่นักกีฬาเก่านะคะ เล่นกีฬามาแต่เด็กๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ แค่ซิตอัพ 20 ครั้งยังไม่ขึ้น เศร้าเนอะ วัดสัดส่วนเก็บไว้ เช่น รอบแขนบน รอบเอว สะโพก ต้นขา แล้วครั้งที่สองก็จะสอนว่าเล่นท่าไหน มีประโยชน์ยังไง เพื่อให้เราสามารถจำและเอาไปใช้ได้เอง และครั้งที่สามก็จะเทสต์แบบเดิมอีกค่ะ ว่าทำสถิติได้ดีขึ้นมั้ยค่ะ จากนั้น ถ้าเราสนใจจะต่อก็สามารถซื้อคอร์สต่อได้ แต่ถ้าอยากเล่นเองก็ไม่ฮาร์ดเซลล์ขายคอร์สเหมือนแคลิฟอร์เนียนะคะ เทรนเนอร์เป็นผู้หญิง จบวิทยากีฬามาด้วยค่ะ ส่วนตัว เราไม่ชอบเทรนเนอร์ผู้ชายค่ะ

ทีนี้หลังจากเราเล่นเองแบบออกกำลังเบิร์น (Cardio) บนเครื่อง elliptical แบบนี้ เป็นเวลา 30 นาทีอย่างต่ำทุกครั้งค่ะ
Image

(credit: http://scottfennfitness.com/2013/06/)

ที่ชอบเล่นเครื่องนี้เพราะไม่กระแทกเข่าดีค่ะ เราไม่ชอบวิ่งบนลู่ เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ถ้าคุณอยากเบิร์นก็ลองหาเครื่องที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วก็เล่นท่าตามที่เทรนเนอร์เคยสอนมานิดๆ หน่อยๆ แต่น้ำหนักไม่ลงตามที่ตั้งใจค่ะ เราเลยตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ที่จะลงคอร์ส personal trainer ดีหรือเปล่า โดยเราดูผลงานที่เพื่อนร่วมงานเราลงคอร์ส PT แล้ว เพื่อนร่วมงานลดน้ำหนักลงและดูดีขึ้น ถือว่าเก่งอยู่นะคะ แล้วเราไปถามคุณหมอผิงในงานบรรยายและฟังคุณบุ๊งเล่าเรื่องการออกกำลังแล้ว คุณหมอไม่ได้แนะนำว่าควรใช้หรือไม่นะคะ ขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ บางคนไม่ชอบให้คนมาสั่งน่ะค่ะ แต่เราชอบ 555 ชอบให้คนบังคับ และอยากเห็นผล สุดท้ายเราเลยลงคอร์ส PT กับเทรนเนอร์คนเดียวกับเพื่อนที่ออฟฟิศค่ะ เพื่อนลงแบบ 30 ครั้ง ส่วนเราเทรนเนอร์บอก 20 ครั้งก็พอ ก็ตามนั้นเลยค่ะ (ดีละ เบี้ยน้อยหอยน้อย) เริ่มเข้า PT ครั้งแรกวันที่ 19 ก.พ. 56 นะคะ เรานัดเล่นวันอังคารกับพฤหัสค่ะ ถ้าวันไหนไม่ว่างก็ค่อยเลื่อนเป็น เสาร์ แต่จะเล่น PT แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

ในแต่ละครั้ง PT จะมีท่าออกกำลังให้ 2 เซ็ตค่ะ เซ็ตละ 3-4 ท่า ไม่ซ้ำกันเลอ แต่เหนื่อยมาก ปกติตอนเล่นแคลิฟอร์เนียนี่วันรุ่งขึ้นไปทำงานไม่ไหวเลยนะคะ แต่นี่ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ตื่นไหวอ่ะค่ะ เล่นที หัวใจเต้นเร็ว แต่ก็ท้าทายมากๆ ต้องทำให้ได้ แต่รู้สึกดี เหมือนน้ำหนักจะลดเลยเนอะ (จริงๆ น้ำหนักไม่ค่อยลดเลยค่ะ ทำใจไว้แล้ว) คนเราพอเสียเงินลงไปก็อยากให้ได้ผลเร็วๆ กันทั้งนั้น อันนี้ต้องเตือนกันไว้เลยนะคะ จะได้ไม่เฟลไม่ท้อกลางทาง

ระหว่างนั้น ก็มีทริปไปเชียงใหม่ค่ะ อันนี้เล่น PT มาแค่ 4 ครั้งเองนะ ก็ต้องไปต่างจังหวัดละ แล้วเชียงใหม่นี่มีแต่กินกับนอนค่ะ เช่ารถขับอีก แทบไม่ได้เดินเหิน ทั้งสปาเกตตี้, ไก่ทอด, โรตี, กาแฟ ฯลฯ ผลคือ อ้วนขึ้นค่ะ มวลไขมันก็เพิ่ม เสื่อมมาก กลับมาเทรนเนอร์พูดแล้วเจ็บมากๆ คือ เค้ามีหน้าที่ motivate และดูแลเรื่องของวิธีการออกกำลังนะ แต่เรื่องของการกินนี่ เค้าคงห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักจะต้องทำเอง เสียเงินไปแล้วก็แล้วแต่นะ โห…ความงกของกูนี่ขึ้นเลยค่ะ ฮึดมากๆ ค่ะ ยังค่ะยัง ถัดจากทริปเชียงใหม่ เดี๊ยนยังมีทริปเกาหลีอีกค่ะ แต่บทเรียนทำให้เราระวังตัวมากขึ้น และเกาหลีเราเดินเยอะด้วยค่ะ ในขณะที่เชียงใหม่ เราเช่ารถขับค่ะ ตัวแทบไม่กระดิกเลย 555 แล้วตอนไปเกาหลี เราแอคทีฟมาก กินผักเยอะด้วยค่ะ ทั้งที่กินมื้อเย็นตอน 5 ทุ่ม แต่กลับมาน้ำหนักเท่าเดิม แถมเปอร์เซ็นต์ไขมันดีขึ้นอีก สุดยอดเลอ! หลายคนที่ไปเที่ยวเกาหลีก็น้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ ทั้งที่กินเยอะ แต่ก็เดินเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอากาศเย็นสบาย เราก็น่าใช้การเดินเพื่อลดน้ำหนักได้นะคะ

Image
อาหารที่เกาหลี

ช่วงนั้นเองค่ะ เราได้เข้าสู่วงจรการคำนวณแคลอรี่ค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความถนัดนะคะ วิธีการคำนวณแคลอรี่ของเราคือ เราต้องหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของตัวเองก่อนค่ะ (คือเป็นค่าของอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ขั้นพื้นฐานของแต่ละคน) คือ ถ้าเรากินเท่ากับ BMR ก็จะเท่าทุนค่ะ แต่ถ้าเรากินมากกว่า BMR แล้วไม่ได้เผาผลาญ ก็จะสะสมในร่างกาย แต่ถ้าเราเพียงลดแคลอรี่ในแต่ละวันให้น้อยกว่า BMR ก็จะลดน้ำหนักลงค่ะ อ่านรายละเอียดง่ายๆ ได้ที่นี่ http://www.never-age.com/bmr_2.php หรือhttps://jeban.com/viewtopic.php?t=119938

ทีนี้ การทานอาหาร เราก็จะใช้การประมาณเอาจากน้ำหนักและค่าพลังงานจากหลายๆ แหล่งค่ะ ก็ไม่เป๊ะนะ แต่มันก็สามารถคำนวณแคลอรี่ต่อวันได้ดีทีเดียว วิธีการเราคือ เช่น ข้าวสวยหนึ่งจาน หนัก 200 กรัม จะมีแคลอรี่ 400 กิโลแคล ทีนี้ ถ้าเรากินแค่ 80 กรัม ก็จะได้พลังงาน 160 แคล แล้วก็บวกกับข้าวไปค่ะ เช่น ไข่ต้ม 1 ฟอง 80 แคล แต่เราไม่กินไข่แดง ก็ลดไปเหลือเดาๆ เอาว่า 40 แคลไรงี้ ส่วนถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง เช่น ของ S&P หรือ ซีพี จะมีข้อมูลโภชนาการแปะอยู่หน้าซองค่ะ เช่น สปาเกตตี้คาโบนาร่า ได้แคลอรี่ 450 ประมาณนี้ อาหารแต่ละมื้อน่าจะไม่เกิน 500-600 แคลนะคะ ถ้าเรากินครบ 3 มื้อ ก็จะได้แคลอรี่ประมาณ 1500 ก็น่าจะเกินค่าการเผาผลาญมาเล็กน้อย แต่การเบิร์น มันเกิน 200 แคลอยู่แล้ว เราก็จะมีพลังงานเข้าร่างกายในวันนั้นประมาณ 1300 ค่ะ

จากนั้น เราก็ใช้แอพพลิเคชั่น Myfitnesspal ช่วยบันทึกแคลอรี่อาหารที่กินเข้าไปค่ะ เพื่อเตือนใจเราด้วยในอีกทางว่าเรากินเยอะไปหรือน้อยไป โดยมีเพื่อนร่วมงานของเราแนะนำแอพนี้มา และแอดกันเป็น social network ได้ด้วยนะ การบันทึกของเรา ก็เป็นการกะประมาณเอาน่ะค่ะ เช่น คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะมีกี่แคล เป็นต้น แล้วก็อิงจากตารางค่าแคลอรี่ของอาหาร (เว็บ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/05/L6643174/L6643174.html http://adia.exteen.com/20070512/entry ) พอเราคำนวณเสร็จ มันจะบอกว่ากินมากหรือน้อยไป แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ในอีก 7 วัน ประมาณนั้น (อ่านเต็มๆ ได้ที่บทความของอีคอมเมิร์ซนะคะ แหะๆ เขียนเอง ชงเองค่ะ http://www.ecommerce-magazine.com/issue/172/April-2013-Mkt-Fat)

ทีนี้ การกินที่สำคัญคืออะไร คุณหมอผิงเคยบอกไว้แล้วในตอนที่ 1 นะคะ ว่าการกินอาหารที่เป็นสูตรนั้นนี้ สุดท้ายถ้าคุณกินแบบนั้นแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง จริงอยู่ มันลดน้ำหนักค่ะ แต่มันไม่ยั่งยืน คุณจะกินอาหารนก กินผักได้ขนาดนั้นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า? ถ้าทำได้ตลอด เราไม่ว่ากันค่ะ แต่สำหรับเราค่านิยมของเราก็คือ กินอะไรที่มันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันมีประโยชน์ หาทานได้ง่าย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก เช่น ไข่ขาว, ผักใบเขียว, บรอคโคลี, ดอกกระหล่ำ, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, เนื้อปลา แต่คุณหมอผิงบอกว่าหมูไม่ควรกินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แหะๆ เราชอบกินหมูนี่นา พวกสัตว์เนื้อแดงน่ะค่ะ เราไม่กินเนื้อ ไม่กินปลาหมึก ไม่กินหอยอยู่แล้ว โชคดีไป

การปรับการกินนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าหักโหมจนร่างกายรับไม่ได้แล้วจะเบื่อ สำหรับเราปรับการกินจนตอนนี้นิสัยการกินเปลี่ยนไปเลยค่ะ เปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกัน

1. กินผักต้ม
ก่อนหน้านี้เรากินผักสดที่ขายเป็นแพ็คๆ หรือแบบตักตามสลัดบาร์ของซูเปอร์น่ะค่ะ แต่ต้องเลือกนะคะ ไม่ใช่ว่าตักแต่แฮม, ไข่นกกระทา, มันอบ, แครอตไรงี้ (แครอต เป็นแป้งนะคะ) แล้วพยายามไม่ใส่น้ำสลัดค่ะ เข้าใจว่าทำยาก ตอนแรกๆ ขอให้เปลี่ยนมาใช้สลัดน้ำใสก่อนค่ะ แล้วมาเป็นกินแบบวัว คือ ไม่ใส่น้ำสลัดเลย เคี้ยวกร้วมๆ เลยค่ะ ก็อร่อยดีนะคะ แต่การกินผักสด แก็สในท้องจะเยอะนิดนึงค่ะ บางทีผักก็ช้ำไรงี้ จะกินผักได้เยอะมากค่ะ เวลาช้อปปิ้งคือ ช้อปผักสดทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือกลางสัปดาห์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างฟู้ดแลนด์, เดอะมอลล์ หรือ Tops แต่ผักพวกนี้ พอเปิดถุงแล้วอยู่ได้ไม่นานค่ะ จะเน่าเร็วมาก กินไม่ทัน หรือไม่มีเวลาไปซื้อ ราคาถุงละ 50-70 บาทเป็นผักสลัดรวม แต่พอหลังจากเรากลับจากเกาหลีไม่รู้อะไรดลใจนะคะ เลยบอกแม่ให้ช่วยต้มผักแทน เอาผักง่ายๆ ที่แม่หาซื้อตามตลาดแถวบ้านได้ทุกวันน่ะค่ะ เช่น ดอกกะหล่ำ, บรอคโคลี, แครอต (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นแป้ง), เห็ดออเรนจิ ทีนี้คือ จุดเปลี่ยนเลยค่ะ พอเปลี่ยนมาต้มผักแทน มันทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น เพราะผักอุ้มน้ำค่ะ แนะนำให้ทุกมื้อมีผักต้มนะคะ กินแกล้มกับกับข้าวอื่นๆ ได้เลยค่ะ ทีนี้น้ำหนักเราก็เริ่มลดลงแบบมีนัยยะสำคัญทีเดียวค่ะ ในเดือน 4-6

Image

2. กินกาแฟร้อน ไม่ใส่น้ำตาลและสารให้ความหวาน
เรียกว่าอันนี้วัดใจนายกับเรามากนะคะ สำหรับคนชอบกินอะไรหวานๆ มาตลอดชีวิตอย่างเรา แค่เลิกกินชานมไข่มุก มิสเตอร์เชคมาปีกว่า (นับถึงตอนนั้น) ก็ถือว่าใจเด็ดมากแล้ว นี่จะมาให้กินกาแฟร้อนแบบไม่หวานอีก แต่ก็ต้องทำค่ะ เริ่มแรกก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เวลาสั่งกาแฟก็พยายามบอกให้ใช้นมโลวแฟตหรือนอนแฟต แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องซีเรียสนะคะ จากนั้นก็ขอน้ำตาลเทียม (อิควล) น่ะค่ะ มาใส่ให้พอประทังชีวิตไป รสชาติมันห่วยแตกอยู่นะคะ สำหรับคนไม่เคย พอเราเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง และที่เคยสั่งน้ำหวาน น้ำอะไรปั่นๆ เย็นๆ ก็เลิกซะ เพราะกว่าเค้าจะทำให้เครื่องดื่มมันหวานได้เนี่ย ก็ต้องใช้ทั้งน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น เราไม่ควรได้รับน้ำตาลมากกว่า 24 กรัมต่อวันนะคะ พอเราเริ่มเลิกเสพติดหวาน ต่อจากนั้นซัก 2-3 เดือน ชีวิตเราจะไม่ชินความหวาน น้ำตาลก็จะไม่แทรกซึมผ่านเราได้เยอะค่ะ หลายคนงดแป้ง งดไขมัน แต่ไม่ลดน้ำตาล กินแต่น้ำหวาน น้ำปั่น จะผอมได้ไงคะ ตัวเราเองอ่ะ บอกเลยว่าโง่เรื่องโภชนาการมาก ตอนเพื่อนบอกว่ากินน้ำหวานก็น้ำตาลเข้าเส้นเลือดเร็วเลยสิ เราก็ไม่เก็ตค่ะ ก็แบบเออ ดีออก ไม่ต้องย่อยด้วย ไม่มีแคลอรี่ … โถ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ก็เพราะมันเข้าสู่เส้นเลือดเร็วก็คือมันอ้วนเร็วกว่าแป้งอีกไงล่ะ เพราะแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแล้วเข้าสู่กระแสเลือดชิป่ะ แต่นี้ไม่ต้องใช้อะไรย่อยเลย เข้าปรี๊ดเลอ

3. กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว และลดอาหารเส้น
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ชอบกินข้าวขาว ขนมปังขาวแบบเรา หันมาเปลี่ยนชีวิตหุงข้าวกล้องมากินทุกวัน ค่ะ เริ่มจากที่บ้านปกติซื้อข้าวแบบหุงสำเร็จมา หรือข้าวก้อนๆ น่ะค่ะ เป็นข้าวขาวกับข้าวแดง ซึ่งเราอ่ะไม่ชอบรสชาติหยาบๆ ของข้าวแดงแบบนี้อยู่แล้ว เลยพยายามไปหาข้าวหอมมะลิกล้องมา ชอบของมาบุญครองค่ะ ห่อไม่ใหญ่มาก หนึ่งห่อพอดีกินคนเดียว 1 เดือน ทีนี้ จะหุงให้กินคนเดียวต่อวัน ปริมาณจะน้อยเกินไปสำหรับหม้อใหญ่ เราก็ซื้อหม้อเล็กมาเลยค่ะ หุงกินคนเดียว แม่จะช่วยหุงให้ (อีกแล้ว แหะๆ) ตอนแรกจะกะปริมาณน้ำไม่ค่อยถูกค่ะ แฉะไปบ้าง แห้งไปบ้าง แต่ก็อร่อยกว่าข้าวแดงเยอะ ทีนี้ก่อนกินทุกมื้อ เราชั่งน้ำหนักข้าวค่ะ เพื่อวัดแคลอรี่ แหะๆ ก็ต้องซื้อตาชั่งตวงอาหารมาเนอะ เราซื้อของ IKEA ค่ะ ราคา 990 บาท เวลาชั่งก็แค่กดเปิด 1 ครั้ง ให้ขึ้นเลข 0 เอาจานที่เราใส่ข้าววาง แล้วกดอีกครั้งให้ตาชั่ง tare หรือเซ็ตศูนย์ จากนั้นก็ตักข้าวลง มื้อเช้าเรากิน 80 กรัม กลางวัน 100-120 กรัม มื้อเย็นประมาณ 50 ค่ะ ทุกมื้อควรมีแป้งนะคะ ไม่ควรงดแป้งไปเลย วิธีของเราคือ ลดแป้งไม่ใช่งดค่ะ ไม่งั้นร่างกายจะโยโย่ แป้งมาได้หลายรูปแบบค่ะ ไม่ได้จำกัดจากข้าวอย่างเดียว อาหารบางชนิดก็มีศักดิ์เป็นแป้งค่ะ เช่น ข้าวโพด มัน เผือก แครอต พวกพืชจำพวกหัวทั้งหลาย

ส่วนอาหารเส้น มันคือสิ่งที่แปรรูปมาจากข้าวและแป้งนะคะ เป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี เออ อันนี้เอาเป็นว่าพยายามเลี่ยงอาหารประเภทเส้นค่ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พาสต้า อา….ของโปรดทั้งนั้น ยากจุง ก็ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงค่ะ เพื่อตัวเรานะคะ อดทนอีกนิด ให้วีคละ 1 ครั้งละกัน อิอิ

4. เลิกซะนิสัยกินแบบบุฟเฟ่ต์
สั่งแค่ตัวเองพอ แล้วกินแค่ครึ่งเดียว คือ เข้าใจทุกร้านอาหารที่จะมีสัดส่วนปริมาณ (portion) ในแต่ละจานตามมาตรฐาน ดังนั้นการจะมาบอกว่า เอาข้าวครึ่งเดียว ไม่เอาข้าว นางไม่ทำให้ค่ะ ชีวิตยากเนอะ ก็ชั้นมีแต่ข้าวไป ไม่อยากกินข้าวเธอนี่นา แค่ทำปริมาณเหมือนราดข้าวแหละ แต่ไม่เอาข้าว ไม่เข้าใจหรา? บางร้านนางบอกเป็น KPI ขายเป็นเซ็ตค่ะ อ่ะ ก็ได้ ชั้นอารยะขัดขืนด้วยการไม่กินข้าวของเธอเองละกัน บางร้านมาถึง บ่นเสียดาย อ้าว ก็พี่ทำให้หนูไม่ได้นี่นา ยินดีจ่ายราคาเต็มนะคะ แต่กินครึ่งเดียว หรือบางทีก็ต้องทนอาย พกข้าว (มีแต่ข้าวนะคะ) ไปนั่งกินร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ในร้านอาหารบ้าง ก็ต้องทนค่ะ ถ้าร้านเค้าอนุญาต เพราะเราเองก็สั่งอาหารเค้านะ แต่ไม่เอาข้าวเท่านั้นเอง เวลาไปร้านข้าวมันไก่ ก็สั่งแต่ไก่นะคะ เนื้ออกดีที่สุด แต่เนื้อน่องมันอร่อยน้า

Image
Image

5. หาของว่างที่มีประโยชน์กิน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็ต้องมีการหิวระหว่างมื้อ คุณหมอผิงเลยบอกว่า อาจจะลองแบ่งเป็น 5 มื้อย่อย จะได้ไม่หิวจนตาลาย และควรกินให้ตรงเวลาทุกมื้อนะคะ ตอนนี้เราฝึกร่างกายจนถึงลมปราณขั้นสุด เอ๊ย ไม่ใช่ คือ 5 โมงเย็นปุ๊ป ความหิวมาเลยค่ะ ต้องกินข้าวเย็นประมาณนี้ แล้วพัก 2 ชั่วโมง ไปออกกำลังพอดี ส่วนของว่างนั้น เราก็ได้อ่านมาหลายที่ บางคนแนะนำ กรีกโยเกิร์ตค่ะ ที่เราชอบคือยี่ห้อนี้ค่ะ TamarValley (ตามรูป) สนนราคาก็ ถ้วยละ 100 กว่าบาทเอง อุ๊ต่ะ จะผอมได้ต้องรวยนะคะ แต่ต้องแบ่งกินนะคะ ถ้วยนึงแคลอรี่ก็หนักอยู่ แล้วเนื้อโยเกิร์ตก็เปรี้ยวมาก ดีที่มีรสผลไม้มาดับความกรีกในตัวมัน ไม่งั้นก็กินไม่ได้ แนะนำรสราสเบอรี่หรือเบอรี่รวมค่ะ รสมะม่วงมันประหลาดมาก 555 หาซื้อได้ที่วิลล่ามาร์เก็ตบางสาขานะคะ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีขายเยอะละนะ โยเกิร์ตตามท้องตลาดก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ แต่นอกจากเรื่องแคลอรี่หรือไขมันต่ำแล้ว ให้ดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมค่ะ เพราะที่มันอร่อยก็เพราะมีโซเดียมเยอะ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี  อีกอย่างก็คือพวกถั่วค่ะ หมอผิงแนะนำอัลมอนด์ แต่เราชอบถั่วปากอ้าค่ะ อร่อยมากกกก แบบที่ขายถุงละ 10 บาทตามเซเว่นน่ะค่ะ แก้เหงาปากได้ดี และถูกกว่าอัลมอนด์เยอะ อีกอย่างคือซีเรียลบาร์ค่ะ มีช่วงนึงเราซื้อตุนเลยอ่ะค่ะ ยังกะนักเพาะกาย 555 ก็มันอร่อยดีนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินขนมกรอบๆ มันฝรั่งทอดงี้ แหม…รักสุขภาพเว่อร์จริงกู ปกตินี่กรอกมโนราห์ เลย์ ก๊อบกอบ พริงเกิลเข้าปากตลอด 555 ก่อนนี้ก็ชอบกินกัมมี่ค่ะ ของ Haribo แหม่…หวานๆ หนึบๆ เนียนเลย เลิกกินหมากฝรั่งค่ะ เพราะนอกจากกรามจะใหญ่แล้ว ยังมีน้ำตาลอีก ลูกอมนี่ก็ตัวดี หวานๆ น้ำตาลทั้งนั้นเลิกค่ะ ถ้าง่วงให้กินถั่วแทน

ImageImage

Image

Image

แอปเปิ้ลแดงยี่ห้อนี้ อร่อยดีนะคะ แนะนำ

เอาล่ะ บล็อกนี้เอาแค่นี้ก่อนค่ะ ตอนช่วงที่ 2 เราน้ำหนักเหลือประมาณ 56-55 แล้วนะคะ นับถึงเดือนพ.ค. นะคะ คราวหน้าจะเป็นตอนที่จบคอร์สพีที และมีท่าในการเล่นยิมมาฝากค่ะ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องใดๆ แล้วเราเขียนผิดไป มาทักท้วงได้นะคะ ยินดีค่ะ เราไม่ได้เล่าละเอียดในทุกเรื่องค่ะ เพราะความรู้มีกระท่อนกระแท่นแล้ว ตอนที่เริ่มลดน้ำหนัก เนื้อหาปึ้กกว่านี้เยอะ หากอยากทราบอะไรเพิ่มลองกูเกิ้ลหาเพิ่มได้เลยค่ะ มีเว็บดีๆ สอนเยอะเลยค่ะ เราแค่เล่าวิธีที่เราทำแล้วเวิร์คเนาะ มาแชร์ๆ

ป.ล. ตอนนี้ (มี.ค. 57) น้ำหนักเราค่อนข้างคงที่แล้วนะคะ หลังจากหยุดพีทีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 56 แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่เช่นเดิมค่ะ อะไรที่ดีแล้วก็ดีไป แต่ตอนเครียดทีไร ขอ junk food มาหน่อยเด๊ะ!