[CR] รีวิว สักคิ้ว 6 มิติ

รีวิวนี้พี่มิชออกเงินเอง รีเสิชมาเองนะคะ หากไปทำตามแล้วดีไม่ดียังไง ไม่มีส่วนรู้เห็นนะ

คืองี้ อีการสักคิ้วถาวร 3 มิติ 6 มิตินี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในวงการชะนีรักสวยรักงาม เมื่อก่อนคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่อ่ะ ที่แก่แล้วจะเห็นรอยสักเขียวๆ ที่คิ้วแล้วมันดูปลอมๆ จนกระทั่งมันใกล้ตัวมาเรื่อยๆ ทั้งเมคอัพที่รู้จักไปเรียนสักและเพื่อนร่วมงานไปสักก่อนคนแรก พี่มิชก็คิดนะ ว่ามีขนคิ้วอยู่บ้างแต่มันลำบากเวลาเขียน มันไม่ค่อยเท่ากัน แล้วไม่รู้จะเอาทรงไหน

นี่คือรูปคิ้วที่เดี๊ยนเขียนเองเวลาไปงาน แต่งหน้าไรงี้ค่ะ อยากคิ้วตรงๆ แบบชะนีเกาโนะ จะได้หน้าดูซอฟท์

แต่พอเพื่อนร่วมงานสัก จะมีช่วงแรกๆ ที่คิ้วจะเข้มม๊าก แต่พอมันจางก็เออ ดีแฮะ ที่ไม่ไปซักที เพราะค่าสักของเค้าแพงค่ะ ประมาณ 9 พันแน่ะ รูดก็ไม่ได้ เป็นการใช้เงินก้อนใหญ่สำหรับเรานิดนึงนะ

จนได้ไปเห็นรูปเพื่อนนิเทศค่ะ นางนึง เอ๊ะ ปกติคิ้วนางไม่สวยขนาดนี้ นี่ดูเข้ม เป็นรูปทรง เลยหลังไมค์ไปถามนางว่า สักคิ้วใช่ไหมแก ที่ไหน ยังไง เลยได้ร้านมาค่ะ ชื่อร้าน barehare  มีสองสาขาคือเอกมัยกับเซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะนางบอกว่านางสักกับอาจารย์ เราเลยขอเข้าไปดูไอจีร้าน มีดาราไปทำหลายคน เออ ก็ทรงสวยดี แต่ออกแนวโค้งๆ แบบไทยอ่ะ

มีโปรโมชั่นตอนนั้นคือ 6 มิติ ราคา 5,900 บาท ผ่อนได้ 3 เดือนกับบัตรเครดิตกสิกรด้วย (มารู้ตอนจะจ่ายเงิน) ราคานี้รวมสัก 1 ครั้ง เติม 1 ครั้ง และแว็กซ์คิ้ว 1 ครั้ง ปกติถ้าแว็กซ์คิ้วเฉยๆ ครั้งละ 500 ค่ะ *มีโปรใหม่ๆ อัพเดทในไอจีร้านเค้าเด้อ

ตอนก่อนไปสักคิ้ว ควรเอาคิ้วแบบที่ขอบไปด้วยนะคะ แล้วส่วนใหญ่สีที่สักจะไม่ได้อ่อนมาก ถ้าทำสีผมมาอ่อน เวลาสักคิ้วจะทำให้สีมันตัดกับผม ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปสักค่ะ เขียนไล้เอาตามสีผมสวยกว่า

ตอนจะสัก อยากได้แบบคิ้วซูยอง วง Girl’s generation ค่ะ สวยดี แต่ช่างบอกว่าโหนกคิ้วเราทำไม่ได้ เอาจริงๆ ตอนนั้นก็แอบเฟลนิดนึง เพราะอยากคิ้วเกาหลีไง แต่ร้านเค้ามาสไตล์นี้ ก็ลองดูค่ะ

ขั้นตอนหลังจากโทรนัดคิว ก็จะเข้าไปให้ช่างแว็กซ์คิ้วแล้วก็วาดคิ้วแบบที่ต้องการ ตอนนี้ถ้าจะเปลี่ยนทรงก็ยังทันอยู่ค่ะ แต่ถ้าลงเข็มแล้วเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ถูกใจก็ลองทำจนกว่าจะถูกใจ ซึ่งการเขียนคิ้วนี่ สีจะเข้มมากนะคะ อาจจะดูแล้วหลอก หรือดูน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะจางไปเองค่ะ ดูที่ทรงก่อนดีกว่าว่ารับกับหน้าไหม แนะนำให้ส่งไปให้เพื่อนช่วยดู หรือพาเพื่อนไปช่วยตัดสินใจก็ดี

IMG_7482

วันที่ไปสักคิ้วแบบนี้ค่ะ

พอได้ทรงแล้วก็จะทายาชาค่ะ แล้วแปะแวร็ปไว้ประมาณ 30 นาที ตอนที่ไป มีลูกค้ามาแทรกคิว ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ รอนานมาก แถมยังมีข่าวระเบิดตรงพระพรหมด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าบอกข่าวช่างเลย กลัวมือสั่น หรือรีบทำเพราะรีบกลับบ้านงี้

ตอนช่างลงเข็มบอกเลยว่าไม่เจ็บ หลายคนบอก กลัวเจ็บ เอิ่ม เค้ามียาชาค่ะลูก แล้วถ้ายาชาออกฤทธิ์ไม่ต้องกลัว ทีไปผ่าหน้าอย่างอื่นล่ะทำมาหมดแล้วไม่เห็นกลัวเลยลูก

เวลาช่างจะเริ่มสัก ควรดูว่าเป็นเข็มใหม่ เพื่อกันการติดเชื้อและความคมในการสักจะได้ไม่ช้ำค่ะ

ตอนสักจะได้ยินเสียงดัง “กึด กึด กึด” เหมือนเวลาวาดรูปเลยค่ะ ช่างสักจริงๆ 10 นาทีเองค่ะ แต่วันนั้นที่นานเพราะมีคิวแก้มาแทรกแล้วใช้เวลานานมาก ซึ่งราคาแก้สักคิ้วจะแพงกว่าสักใหม่นะคะ

พอสักเสร็จเค้าจะให้เจลอะโลมาทาค่ะ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน แล้วทาเจลให้ชุ่มชึ้นเสมอ ให้แผลหายข้าที่สุด

ก่อนไปสักแนะนำให้บอกเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และแฟนไว้ก่อนนะคะ เนื่องจากช่วงสักสองวีคแรก คิ้วจะเข้มมาก เหมือน Frida ถ้าคนไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าอีนี่คิ้วปลิง และทำให้เราเสียเซ้ว เราต้องมั่นค่ะ เพราะพอมันตกสะเก็ดจะจางกำลังดี

 

คลิกดูรูปแต่ละวันได้นะคะ

ส่วนใหญ่จะให้เข้ามาสักซ้ำพอผ่านไปซัก 1 เดือนค่ะ เพื่อเติมส่วนที่ขาดไป ซึ่งรอบนี้บอกเลยว่าเจ็บ แหะๆๆ ถึงจะมียาชาก็เหอะ เพราะเหมือนเอามีดกรีดลงไปบนแผลอ่ะค่ะ วิธีดูแลก็เหมือนเดิม คือ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน และทาเจลอะโล จนกว่าจะหมด

 

ก่อนไปสักซ้ำรอบแรกนะคะ

ทีนี้พอแผลสมาน เราก็เหมือนเกิดมามีคิ้วแต่กำเนิดทีเดียว ธรรมชาติมาก ไม่ค่อยจางมาก แต่ก็ไม่เข้ม ทุกวันนี้แต่งหน้าไม่ค่อยเขียนคิ้วเลยค่ะ เพราะมันครบแล้ว

IMG_7507

หลังไปซ้ำรอบแรกมาค่ะ

ข้อแนะนำ

  • ศึกษาสไตล์คิ้วของแต่ละร้าน หรือดูรีวิวของคนที่เราชอบ แล้วเซฟรูปต้นแบบไป
  • บอกคนรอบข้างให้เข้าใจชีวิตหลังการสัก
  • การสักเป็นการเสริมสวยกึ่งถาวร ถ้าสักแล้วจะถอนตัวไม่ได้ ต้องรอจางประมาณ 2-3 ปี
  • ราคาสักคิ้วในปัจจุบันลดหลั่นกันตามฝีมือ ประสบการณ์ ชื่อเสียง เลือกที่ถูกก็อาจจะดีก็ได้ เลือกที่แพงก็อาจไม่ดี อยู่ที่ความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ
  • ตรวจดูให้แน่ใจว่าร้านสะอาด มีสุขอนามัย และใช้ใบมีดใหม่ทุกครั้ง
  • เมื่อมีขนคิ้วงอกมานอกรอยสัก แนะนำให้ถอน หรือแว็กซ์

 

IMG_7509IMG_7511

คิ้วเหมือนธรรมชาติเค้าให้มาเนาะ เปล่าค่ะ เงินล้วนๆ

เอาจริงๆ สมัยก่อนที่แต่งหน้าไปสมัครงาน ไม่เคยเขียนคิ้วเลย ไม่รู้ว่ามันสำคัญ จนกระทั่งเวลาเราหน้าโล้น หรือไปเจอเพื่อนมีคิ้ว เราถึงเข้าใจแล้วว่า คิ้วมีความสำคัญ สร้างกรอบให้หน้าทีเดียว พอมีแล้วพบว่า แค่ทาตา หรือทาปากก็จบแล้วอ่ะ แล้วหน้าดูครบขึ้นเยอะเลย ขอโทษด้วยนะ ที่ไม่เคยใส่ใจอ่ะ

ข้อคิดวันนี้ : อยากมีอะไรก็มีได้ ถ้ามีเงินนะลูก ความสวยพ่อแม่ไม่ได้ให้ แต่เงินช่วยเราได้

 

รอบหน้า จะรีวิวขนตาถาวรนะคะ

Advertisements

[รีวิว] น้ำยาล้างจานที่ไม่ระคายเคืองผิว cococlean

เคยมั้ยคะ เวลาทำกับข้าวกินกับผู้ชแล้วแบบแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนไหนทำกับข้าว อีกคนต้องล้างจาน
แล้วแบบพี่มิชไม่ชอบล้างจาน เพราะมันล้างแล้วไม่สบายมือ

ปกติเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าล้างจานอยู่แล้วค่ะ คือ พี่มิชเห็นหน้าตาแบบนี้ ก็ทำอาหารได้บ้าง แถมดูไม่น่าจะแพ้อะไรง่ายๆ แต่กลับแพ้พวกสารฟอกขาวต่างๆ หรือพวกฟองเยอะๆ เช่น แฟ้บ (ว้าย โบราณมาก เค้าเรียกผงซักฟอกไหม) หรือพวกน้ำยาล้างจานไรงี้ค่ะ พอล้างเสร็จจะต้องล้างน้ำเปล่าออกเยอะๆ ไม่งั้นมือจะแห้ง แล้วบางครั้งคือ คันยิบๆๆๆ ทั้งวัน คือ เกาจนแผลถลอกเลยอะ เหมือนคนเป็นหิด กินยาหมอมีแก้ฝีแก้หิดก็ไม่หาย ผู้ชก็เลยจำใจและเสนอตัวล้างจานให้ตลอดค่ะ ดัดจริตเนาะ (อนุญาตให้มองบนค่ะ)

พอมาที่ออฟฟิศ ถึงจะมีเครื่องล้างจานให้แล้วก็เหอะ แต่มันจะมีเวลาที่แม่บ้านเปิดเครื่องค่ะ พอเครื่องเปิดแล้วคือจบนะ ก็ต้องล้างเองอ่ะ ใครวางแก้วทิ้งไว้ให้แม่บ้านล้างจะโดนประณาม 3 ชาติ เพราะที่นี่อยากให้พนักงานช่วยเหลือตัวเองค่ะ แม่บ้านไม่ได้มีหน้าที่มาล้างให้พนักงานโนะ แล้วแบบที่ทำงานจะมีน้ำยาล้างจานยี่ห้ออื่น แล้วแต่เวรของแต่ละแผนกที่จะจัดซื้อมาแต่ละเดือน มันจะมียี่ห้อที่มิชแพ้มาก และยี่ห้อมิชแพ้น้อย และรวมทั้งประสิทธิภาพในการล้างด้วย

—- [ บริเวณแพนทรี่ของออฟฟิศค่ะ เครื่องล้างจานเราก็มีแต่เรามาไม่เคยทัน ] —

เอาตรงๆ ให้เรียงลำดับยี่ห้อน้ำยาล้างจานในตลาดตอนนี้ ที่ชอบและถูกจริตที่สุดคือ A ย่อว่า ทพ หลายคนไม่รู้จัก ขวดสีขาวน้ำเงิน เป็นน้ำยาใสๆ กลิ่นไม่ฉุนมาก ล้างแล้วกลิ่นไม่ติดที่จานและไม่คันมือ รองลงมาที่หาซื้อง่ายกว่าคือยี่ห้อ B ย่อว่า ลปอ (ย้ำว่า ต้องลปอ,นะ อีกสูตรมะนาวของเขา กลิ่นยังฉุนอยู่) อันนี้สรรพคุณคล้ายกัน แต่กลิ่นแรงกว่ายี่ห้อ Aเล็กน้อย ล้างคราบมันได้ดี รูดนิ้วแล้วดังเอี๊ยด ส่วนยี่ห้อที่ไม่ใคร่จะชอบคือ ยี่ห้อ C ค่ะ ย่อว่า ซล, แล้วเป็นไรไม่รู้นะ เวลาไปต่างที่ต่างถิ่นนะ จะต้องโดนยี่ห้อนี้ตลอด อาจเพราะราคาถูกสุดมั้งคะ แล้วข้อเสียที่ไม่ชอบคือ กลิ่นมันติดจานค่ะ กลิ่นเลมอนหอมชื่นใจ (หรา) โอเคล้างแล้วกลิ่นคาวหาย กลายเป็นกลิ่นน้ำยาล้างจานแทน เลยไม่รู้ว่าสะอาดป่าวอะ


— [ใช้ขวดแบบเติมค่ะ ด้านในไม่แน่ใจว่าของไร แม่ซื้อมา แหะๆ ]—

เวลาที่มือแห้งๆ หลังล้างจานก็ต้องทาแฮนด์ครีมทับอีก ดูซ้ำซ้อนนะคะ ทั้งต้องล้างจาน ทั้งต้องบำรุงมือ แล้วคือเป็นไรไม่รู้ ทาแฮนด์ครีมทีไร ต้องมีอันจับของกินแล้วไปล้างมือใหม่อีกละ 55555 วนลูป เพราะเดี๊ยนกินทั้งวัน

IMG_6224
— [ แฮนด์ครีมบนโต๊ะ ของฝากจากเพื่อนร่วมงานบ้าง ซื้อมาเองบ้าง เพราะล้างมือแล้วมือแห้งค่ะคุณ ]—

ทีนี้มีรุ่นน้องเอาน้ำยาล้างจานยี่ห้อ Cococlean (โคโค่คลีน) มาให้ ดูจากชื่อนี่คือต้องมีแรงบันดาลใจจากมะพร้าวแน่ๆ แต่ไม่ได้ทำมาจากน้ำมันมะพร้าวนะคะ เป็นสารทำความสะอาดจากมะพร้าว เพราะถ้าเป็นน้ำมันมะพร้าวอันนั้นคือจะมันแทน ตอนที่เอามานี่คือบับ มิชไม่ค่อยล้างจานเยอะๆ นะ แต่ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อจะดี เค้าบอกว่าไม่มีสารพวก LAS  ที่ทำให้มือแห้ง ในน้ำยาล้างมือทั่วไป แล้วก็สาร SLS ที่ทำให้รู้สึกระคายเคือง** ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นแม่ผีเรือน เอ๊ย แม่ศรีเรือน เลยมาลองวางไว้ที่ออฟฟิศดูละกัน อย่างน้อยเอาไว้ล้างแก้วหลังเลิกงาน

IMG_5964

—[มีแต่คนถามว่า Cococlean นี่กลิ่นมะพร้าวหรอ?]—

เอาจริงๆ เห็นขวดทีแรกนึกว่าน้ำผลไม้ แหม่…. สีน้ำเงินเขียวอ่อน ดู tropical มาก อยากจะกินค็อกเทล พอเปิดขวดออกมากดใช้ รู้สึกว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายมะนาว (ก็เค้าบอกว่ากลิ่น Lime french เนาะ) ไม่มีสี ไม่มีพาราเบน* พอล้างเสร็จเช็ดมือด้วยทิชชู ก็ไม่รู้สึกแห้งที่ปลายนิ้วนะ ไม่ต้องทาแฮนด์ครีมซ้ำ หรือไม่ต้องล้างมือด้วยโฟมล้างมือตามปกติเลย ถือว่าแง่การแพ้และไม่แห้งตึงนั้นผ่าน สำหรับกลิ่นที่ติดจานนั้นก็ไม่มี เพราะนั้นชนะยี่ห้อ C ไปได้ทุกข้อราบคาบ สามารถล้างขวดนมได้เลย แสดงว่าอ่อนโยนมาก ไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างขวดนมแยกไปอีกสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก

*พาราเบน คือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ (credit: http://www.sirichiva.com)
เนื่องจากพาราเบนส์ถือเป็นสารรบกวนฮอร์โมน แม้จะเป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่จะผสมในผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางทุกชนิด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าหากใช้ไปนานในระยะเวลาต่อเนื่อง จะ ส่งผลเสียต่อร่างกายคนเราหรือไม่ (credit: http://www.consumerthai.org/)
สารกลุ่มพาราเบน (อังกฤษ: paraben) เป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แม้จะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่ได้แต่ในปริมาณที่กำหนด นิยมใช้กับเครื่องสำอางประเภท แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด ครีมสำหรับเล็บ น้ำยาดัดผมถาวร และ ยาสีฟัน Paraben ชนิดที่นิยมใช้ สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม เพราะร่างกายของเราสามาตรดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล (credit: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99)

** อ่านจากในเว็บไซต์ของ Cococlean (Cococleanthailand.com) เกี่ยวกับ SLS ได้มาว่า SLS หรือ Sodium lauryl sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้มีฟองดีมากตัวหนึ่ง แต่ในทางการทดสอบของแพทย์ผิวหนังจะใช้สารตัวนี้ในการกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เพราะมีการวิจัยกันค่อนข้างแพร่หลาย ว่า SLS ทำให้เกิดการแดงและระคายเคืองของผิวได้ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคส์ต่างตื่นตัวในการ ตัดสาร SLS ออก บางคนอาจสับสนสาร SLS กับ Sodium laureth sulfate (SLES) ซึ่งเปรียบเสมือนญาติกับ SLS แต่ลบการระคายเคืองออกไป SLES จึงใช้กันอย่างแพร่หลายในทั้งแชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

เอาล่ะข่า (ทำเสียงเอ็มซีมอเตอร์โชว์) เรามาล้างแก้วกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชมคะ

IMG_5965

— [เรียกว่าวางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันเดิม]—

—[เมื่อก่อนมีแก้วประจำตัวค่ะ พอหายเข้าซัก 3 ใบ พี่มิชก็คิดว่าใช้แก้วออฟฟิศไปละกัน]—

แต่แค่ล้างถ้วยกาแฟยังไม่สาแก่ใจอีช้อย เดี๋ยวขอทำกับข้าวในกระทะแล้วล้างหน่อยซิ เอาแบบคราบน้ำมันสุดๆ  ผลคือ ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ แต่สามารถขจัดคราบมันของกระทะได้หมดเลย เออ เก๋อ่ะ ผ.แซวว่าเทฟล่อนนี่ ก็ไม่มีไรติดกระทะอยู่แล้วจะพิสูจน์อะไรได้ แต่บางครั้งคนก็ล้างกระทะเทฟล่อนแล้วทิ้งความมันไว้นะคะ พอเราวางไว้ที่ซิ้งค์ล้างจานที่บ้าน พ่อชั้นคิดว่ามันคือน้ำยาล้างมือตัวใหม่แหงเลย ก็มันไม่คุ้นตา ไม่คุ้นยี่ห้อนี่นา แต่มั่นใจว่านางจะต้องชอบ เลยเอาไปให้นางลอง

IMG_6190

IMG_6192

IMG_6191

IMG_6195สรุปคือ ผลการทดลองทั้งประสิทธิภาพของการล้างจาน ขจัดความมันได้ดี โดยไม่เปลืองน้ำยา และที่สำคัญมือไม่แห้ง ไม่คันยิบๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ควรค่าแก่การลงทุนซื้อมาให้แม่และผ.ใช้ในอนาคต แล้วเดี๊ยน”อาจจะ”ช่วยล้างจานมากขึ้นก็ได้ เพราะไม่มีข้ออ้างว่าล้างแล้วคันยิบๆ หรือแพ้น้ำยาล้างจานอีกต่อไป อาจใช้แทนน้ำยาล้างมือด้วยนะ เอ่า…งานเข้าล่ะสิชั้น ต่อไปสงสัยต้องเป็นคนล้างจานแทนซะแล้ว 555

ป.ล. หลังจากวางไว้ที่ออฟฟิศสองวัน มีคนมาถามว่า ซื้อน้ำยาล้างจานโคโค่คลีนที่ไหน เราก็บอกว่ากูร์เมต์ เดอะมอลล์ พารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ แล้วก็โฮมเฟรชมาร์ช ในเดอะมอล์ทุกสาขาไรงี้​หรือจะซื้อผ่านเว็บก็ได้ (โห ไฮเทคแม่ก เหมาะกับแม่บ้านไม่มีเวลาแบบฉัน) ที่นี่ http://cococleanthailand.com/

IMG_6187

IMG_5663—[แถมท้ายด้วยเมนูวิจิตรมากค่ะ มาม่าเกาหลีโปะไข่ (ไม่ค่อยเยิ้มแฮะ)]—

 

รีวิว Sunshine Paradise รีสอร์ทที่ประจวบฯ (From Feb 2015)

ถ้าเที่ยวแล้วรีวิวเลย จะไม่ใช่ pompoko.me ตัวจริงค่ะ อันนั้นรับจ้างเขียนบอกเลย 555555555
จริงๆ อยากเขียนตั้งแต่กลับมาเลยทีเดียว แต่พอดี….. (อ้างอะไรก็ได้แล้วแหละ)
เอาล่ะ จะมารีวิวสั้นๆ พร้อมภาพเยอะๆ ค่ะ ไม่อยากให้อ่านแล้วเบื่อก่อน

ชื่อ
Sunshine Paradise ตอนแรกได้ยินชื่อนี่แบบคนคิดเค้าทำไมตั้งชื่อแบบนี้วะ ชื่อโคตร general

ภาพ
ภาพของรีวิวเหล่านี้ และรูปจากเพื่อนของน้องที่ทำงาน ทำให้เราอยากไป (จริงๆ ไปฟรีค่ะ ไปเอ้าติ้งกับทีม) จำนวน 10 กว่าคน
http://pantip.com/topic/32321300
http://familytripbykoy.blogspot.com/2014/10/sunshine-paradise-resort.html

เดินทาง 
ย้ำอีกครั้ง นี่ไม่ใช่หัวหิน ไม่ใช่ปราณ มันคือ ทับสะแก ถ้าอ่านแบบต่างชาติ ต้องอ่านว่า Tub-Scared อ่านปากนะคะ ทับ สแกร์ด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ข่า… นึกภาพตามนะคะ ภาคตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัด ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คือ อีกนิดนึงก็ชุมพรละค่ะคุณ
เราเดินทางด้วยรถตู้ค่ะ ล้อหมุน 8 โมงมั้ง แวะปั๊มสองปั๊ม แต่ก็ยังไม่ถึงค่ะ นั่งอ่านป้ายฝังลูกนิมิตรไปตามทางก็แล้ว ทำไมยังไม่ถึง มันไกลกว่าหัวหินและปราณเยอะค่ะ ขอให้อดทนแล้วจะพบความฟิน
ส่วนฝรั่งนั้น พนักงานบอกว่าฝรั่งชอบนั่งรถไฟจากหัวลำโพงมาลงสถานีบ้านกรูดค่ะ แล้วนั่งรถต่อมา (มีวิธีเดินทางในเว็บนะคะ เลือกวิธีตามสะดวก)

ที่พัก
บ้านหลังใหญ่เกือบสุด ที่มีห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง มีโถงกลาง มีครัว มีพูลวิลล่าในตัว ติดชายหาดเลยค่ะ คือห้อง 2 Bedroom Beachfront Pool Villa มีเบาะให้พักผ่อนตากแดดให้เป็นหมูแดดเดียวกันไป

รีวิวห้อง คือ น้ำไหลเบานิดนึง แต่ห้องใหญ่มาก แอร์หนาวมาก นอนได้มากกว่า 10 คนแน่ๆ ทั้งหลัง
มีตู้เย็น ทีวี ไมโครเวฟ แต่ห้ามทำอาหารนะเธอว์ ส่วนอีกห้องนอน คือ หน้าต่างเหมือนล็อคเสีย เลยให้ช่างมาซ่อมค่ะ

น้องๆ คนอื่นจับฉลากได้บ้านหลังเล็ก ก็เลยอยู่ห่างจากทะเลนิดนึง เรียกว่าห้องแบบ Garden cottage (ดูรูปได้ในเว็บนางค่ะ)

อาหาร
ในราคานี้ รวมอาหารเช้าแล้วค่ะ มีอาหารเช้าให้เลือกระหว่าง ABF กับข้าวต้มทะเล เติมขนมปังได้เรื่อยๆ ดี๊ดี ขนมปังอร่อยมาก (เอ๊ะ นี่ต้องรีวิว?)
ส่วนอาหารเย็น ด้วยความที่ที่พักค่อนข้างไกล จึงอาศัยสั่งจากครัวของรีสอร์ทเอาค่ะ ราคาไม่น่าตกใจ รสชาติโอเคเลย เพื่อนสั่งผัดไทย เราสั่งข้าวผัดมั้ง

กิจกรรม
ทางรีสอร์ทมีเรือคายัคให้เล่นค่ะ เราเล่นครั้งแรก สนุกดี แล้วก็พูลวิลล่าก็ว่ายน้ำไปมา แล้วก็มีตึกกลางที่ด้านบนมีลานเล็กๆ ให้ทำกิจกรรมได้ตอนเย็น จริงๆ ควรอยู่เยอะกว่านี้นะ แต่เวลาไม่อำนวย

ข้อดี
ของจริงสวยเหมือนในรูป เป็นที่ๆ ลงรูปทีไร คนก็อยากไปตามทุกครั้ง มันดีจริงๆ พระอาทิตย์สาดแสงมาตลอดเว สมชื่อ Sunshine จีๆ
ออกแบบดีมาก
อาหารโอเค
พนักงานดี มีจิตใจใฝ่บริการ

ข้อเสีย
ไกลมาก เหนื่อยมากกว่าจะถึง ควรพักอย่างน้อย 2 คืน จะคุ้มเหนื่อยกว่านี้ แต่ก็เปลืองมากเช่นกัน
ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับทำเล แต่เมื่อเทียบกับดีไซน์และบริการ ก็โอเคนะคะ

Website: http://www.sunshineparadise-resort.com/ (ตอนนี้มีโปร early bird ด้วยนะคะ ถ้าจองล่วงหน้าอย่างต่ำ 2 เดือน จะได้ลด 10% แล้วถ้าอยู่นานก็จะลดอีก)

 

[CR] รีวิวเจลล้างหน้า COS Coseutics Cleanser ค่ะ

ปกติ เราไม่ค่อยเปลี่ยนของที่ใช้ง่ายๆ ถ้ายังไม่เคยลอง จะไม่ซื้อมาใช้เองเด็ดขาด ทั้งอาหาร ของใช้ และเครื่องสำอางค่ะ เป็นพวกกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกว่างกค่ะ กลัวซื้อมาแล้วไม่ชอบ เสียดายเงิน ชอบใช้ของทดลองก่อนมากกว่า บางอย่างดูท่าไม่ดี ไม่มี อย. เราก็ไม่ลองอีก เยอะเนาะ แต่จุดเปลี่ยนแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบเค้าบอกว่าใช้ดี, แอบใช้ของเพื่อน, เพื่อนแบ่งมาให้ลอง, หรือไปนอนบ้านเพื่อนแล้วลองของใหม่

ปกติไม่แต่งหน้าไปทำงานค่ะ เรียกว่าหน้าโล้น เพราะช่วงนึงแต่งไปทำงานทุกวัน รู้สึกหน้าเหี่ยวและแก่ลงไปมาก เลยกลับมาเป็นคนหน้าโล้นไปทำงานเหมือนตอนสมัยทำที่ทำงานเก่าค่ะ อีกอย่างไม่ค่อยได้เจอใคร เลย”อ้าง”ว่าไม่อยากแต่งหน้า เสียดายของ
ที่ได้ฤกษ์มาเขียนเพราะได้ลองอะไรใหม่ๆ มาสองอัน เลยจะขอรีวิวบ้างไรบ้าง ตามประสาบิวตี้บล็อกเกอร์เนาะ (สถาปนาตัวเองจากบล็อกเกอร์ติ่ง)

ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เจลล้างหน้าของราชเทวีคลีนิกค่ะ แต่ตอนนั้นกระแดะบวกกับซื้อ Creme de La mer มาลองใช้ค่ะ (สามล้อถูกหวยเนาะ) ปรากฎผื่นขึ้นค่ะ ร้อนถึงไปหาหมอผิวหนังที่รพ. เวชธานีเพราะรุ่นพี่แนะนำมาว่าดี คุณหมอเลยให้เปลี่ยนเจลล้างหน้ามาเป็น Acne-aid สำหรับผิวอ่อนแอค่ะ ใช้ไปได้ซักพัก ก็ไม่มีปัญหาใดๆ นะคะ หาซื้อง่ายด้วย ตามวัตสัน แต่จุดเปลี่ยนก็มาอีก ตอนลืมเอาแอคเน่เอดไปตอนค้างบ้านเพื่อนค่ะ เลยยืมฟิสิโอเจลมาลองใช้ดู เห็นว่าเอาเจลมาเช็ดเครื่องสำอางได้ด้วยตอนหน้าแห้ง และล้างหน้าได้ด้วย พอล้างเสร็จรอบแรกๆ เหมือนหน้าไม่ชินอ่ะค่ะ ยังรู้สึกไม่สะอาด ลื่นๆ แฮะ แต่ก็ลองซื้อมาใช้ดูนะ
photo 1

จุดนี้ เพิ่งซื้อเจลล้างหน้าฟิสิโอเจล (Physio gel) มาจากร้านขายยาที่เพื่อนมาขายต่อค่ะ แต่เพื่อนก็บอกว่า มียี่ห้อนึงเป็นเวชสำอางค์ยี่ห้อใหม่ ชื่อ COS Coseutics (อ่านว่า ซีโอเอส คอสซูติกส์) มีสูตรเหมือนฟิสิโอเจลกับแอคเน่เอดเลย อยากลองใช้ดูมั้ย จริงๆ ค่อนข้างนอยด์ แต่ลองกดๆ ดูค่ะ เนื้อเจลมันดูเป็นเนื้อเดียวกันกว่าของฟิสิโอเจลอีก

วันนั้นเลยลองใช้รอบนึงค่ะ  ใช้ครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่าหลังล้างหน้า”รู้สึก”สะอาดกว่าใช้ฟิสิโอเจล เพราะเวลาล้างด้วยฟิสิโอเจลครั้งแรก ไม่รู้หลายคนรู้สึกมั้ย คือ เหมือนมันไม่สะอาดอ่ะค่ะ เหมือนยังทิ้งคราบความมันอยู่ แต่สิวก็ไม่ขึ้นนะคะ คงขึ้นลำบากหน่อย เพราะหน้าหนา เอิ่ม 55

แต่ถ้าเทียบความรู้สึกเวลาใช้ฟิสิโอเจล แอคเน่เอดสูตร sensitive และ COS (ขอเรียกสั้นๆนะ) เราว่าความรู้สึกสะอาดนี่ให้ Acne-aid สูสีกับ COS ค่ะ ส่วนฟิสิโอเจลยังรู้สึกเหนอะๆ อยู่
ถ้าเทียบความสะอาดของหน้าหลังล้าง โดยเอาสำลีเช็ด เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็สะอาดพอกันค่ะ ทั้งฟิสิโอเจลกับ COS เวลาล้างจะไม่มีฟองค่ะ ไม่มีส่วนผสมของสารเกิดฟองนะ เท่าที่อ่านรีวิวมาอีกที (จำชื่อสารไม่ได้ ไม่อยากมั่ว แหะๆ)

ในแง่สรรพคุณ ฟิสิโอเจลนางเคลมว่าเอาไว้เช็คคสอ.ตอนหน้าแห้งได้ เคยลองแล้ว รู้สึกไม่ค่อยออกแฮะ ฮ่าๆๆๆ แต่ COS ไม่ได้บอกว่าเช็คคสอ.ได้นะคะ

ถ้าลองแต่งหน้าแล้วเช็คคสอ.ออกด้วยไบโอเดอร์มา แล้วล้างหน้า เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็พบว่าสะอาดพอกัน ยังไงเวลาเช็ดคสอ. ต้องมั่นใจว่าออกชัวร์ๆ เราเลยใช้พวก Bioderma เช็ดพวกรองพื้น และใช้ CLIO Eye&Lip เช็ดค่ะ (แบรนด์ CLIO ของเกาหลีนะ)

ตอนก่อนซื้อก็ต้องหารีวิวมาประกอบความมั่นใจนิดนึง เลยไปดูเพจของ COS มา (https://www.facebook.com/coseutics?fref=ts) ถึงเห็นว่ามีจุดขายที่ Boots กับพวกร้านขายยาค่ะ เลยลองไปหาดู พบว่าไปร้านขายยาใน Big C เมกาบางนาไม่เจอแฮะ แต่ไป Boots เจอค่ะ ราคา 155 กับปริมาณ 110 มล. ส่วน Physiogel ราคาพิเศษ 169 บาทกับปริมาณ 100 มล. จากราคาเต็ม 205 บาท (บูทส์กับวัตสันชอบจัดโปรค่ะ)

photo 1 photo 2

photo 5photo 3

photo 4photo 5

ไปเจอบล็อกคุณคุณปูเป้ ก็รีวิวไว้ ละเอียดเฟ่อ (ลิงค์นี้) แต่ลองสีชมพูนะคะ
แล้วก็อ่านทู้ เจอทู้นี้ ถามว่าทั้งสองแบรนด์ต่างกันตรงไหน มีคนบอก COS ของคนไทย พลิกดู เออ จริงด้วย ของ Acne-aid กับ ฟิสิโอเจลจัดจำหน่ายโดย Stiffel เหมือนกัน
อีกทู้ เราก็นึกว่า อีแบรนด์นี้เพิ่งมี มีคนรีวิวไว้ตั้งแต่ปี 2010 แล้ว

สำหรับความเห็นเรา เราว่าเจลล้างหน้าสีเขียวของ COS Coseutics ล้างแล้วให้”ความรู้สึก”สะอาดกว่าฟิสิโอเจลค่ะ แต่กลิ่นอาจจะไม่น่ารักเท่าฟิสิโอเจล ใช้แล้วไม่แพ้ค่ะ

เวลาล้างไม่มีฟอง ล้างเสร็จรู้สึกหน้าไม่แห้งตึงเท่า Acne-aid สีน้ำเงินและแดงค่ะ
แต่เจลล้างหน้าอีกสูตรของ COS ยังไม่ได้ลองนะคะ

photo 2photo 3
เนื้อเจลอันซ้ายของ COS ขวาของ Physiogel ค่ะ มีฟองอากาศเหมือนกัน แต่เห็นว่าความเนียนของเนื้อเจล COS ละมุนกว่าฟิสิโอเจล

จริงๆ มีรูปหน้าตัวเองตอนล้างเสร็จนะคะ แต่ดูสยองๆ เลยขอไม่เอาลง ฮ่าๆๆๆ

รีวิวเปรียบเทียบระหว่าง Physiogel กับ COS Coseutics ก็สรุปดังนี้ค่ะ
ราคา : COS ถูกกว่า Physiogel และได้ปริมาณเยอะกว่าเล็กน้อย
แพคเกจ: กระดาษอาร์ตมัน แกะกล่องยากมาก (กูจะรีวิวทำไม ก็มันยากจริงนี่นา…)
จุดจำหน่าย : Physiogel หาซื้อง่ายกว่า เพราะ COS มีขายแค่ใน Boots, Watson และร้านขายยาบางร้านเท่านั้น แบบ Big C Megabangna ก็ไม่มีวางขาย
ความสะอาด : พอกัน
กลิ่น : Physiogel สบายจมูกกว่า COS แต่ COS ก็ไม่ได้เหม็นนะคะ แค่ไม่ชินกลิ่น เพราะไม่ได้ใส่กลิ่นลงไป
สี : ขาวขุ่นเหมือนกัน
ความเป็นเนื้อเดียวกัน : COS ผสมกลมกลืนมากกว่า Physiogel
ความแห้งตึงหลังล้าง : ไม่มีทั้งคู่
อาการแพ้ : ไม่มีทั้งคู่
ลองเข้าไปดูเว็บดูค่ะ http://www.cos-coseutics.com/

ต่อกันอีกนิด เราไม่เคยเขียนบล็อกสั้นนะ บอกก่อน ฮ่าๆๆๆ
ตอนเราไป Outing กับน้องที่บริษัท นางใช้ Sulwhasoo (ซอลฮวาซู) จ้าาาาาา แบบว่าไฮโซโบว์แดง เดี๊ยนเลยขอลองเซรั่มที่นางใช้ค่ะ เป็น Sulwhasoo First Activation serum ค่ะ ใช้หลังล้างหน้า กลิ่นโสมค่อนข้างแรง สรรพคุณคือเอาไว้ปรับสภาพผิวหน้ามั้งคะ คือ ใช้ตัวนี้แล้วต้องใช้ Moisture อีกตัวอยู่ดี เลยเนียนลองใช้ซักสองวัน รู้สึกหน้านุ่มประดุจได้รับการดูแลขั้นสูง (นี่ก็เว่อร์ แต่รู้สึกดีจริงๆ)

photo 1

ต่อมาไปเกาหลีเลยไปสอยมาใช้เองค่ะ ตอนนี้ก็ใช้มาครบเดือนแล้ว รีวิวได้…เย่
คือไม่แพ้ ไม่มีสิวไม่มีหัว มีแต่สิวตามฮอร์โมนซึ่งเป็นทุกเดือนอยู่แล้ว และสิวอุดตันน้อยลง
ใช้แล้วให้ความรู้สึกหน้านุ่มขึ้น เนียนขึ้นค่ะ ใช้วันแรกคนก็ทักว่าหน้าดูเนียน อุ๊ต่ะ ยิ่งปลื้มใหญ่ ใช้ทั้งกลางวันกลางคืนเลยค่ะ ตามด้วย Moisture ของ Laneige แบรนด์วัยรุ่นของบริษัทนี้แหละค่ะ ตัวกลางวันใช้ Gel ค่ะ เพราะผิวมัน ส่วนตัวกลางคืนใช้ Sleep pack ตัวดังของ Laneige เค้าเลย เค้าบอกว่าช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ดูสดชื่นถึงแม้นอนน้อย เหมาะกับชะนีที่ตรากตรำทำงานดึกดื่น หรือแฮงค์เอาท์แบบโต้รุ่ง

photo 2
ตอนเช้า ล้างหน้าเสร็จ>  Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Mask Gel > Keihl’s UV creme > Laneige BB cushion ค่ะ
ตัวกันแดด Keihl’s นี่ได้มาฟรี (อีกละ) แหะๆ ใช้แล้วดีกว่าตัวกันแดดของ Anessa ของญี่ปุ่น เพราะไม่อุดตันค่ะ เจลไม่เหนียวเหนอะ ซึมเร็ว
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรองพื้นหนาแล้วค่ะ เปลี่ยนใช้ BB cushion ของ Laneige แทน เจ้านี้มีมานานตั้งแต่ปีที่ 2014 ละค่ะ แต่ปีนี้เพิ่งมาฮิตอีก ในตลับมีรีฟิลมาให้อีก 1 อันนะคะ ชุ่มฉ่ำดีค่ะ โปะแล้วเนื้อบางกว่ารองพื้นแต่ปกปิด เหมาะกับคนไม่ชอบแต่งหน้าหนา อยากโชว์ผิว บางยี่ห้อจะมีสองแบบ คือแบบธรรมชาติ (รหัส N) กับแบบปกปิด (รหัส C)ถามว่าปกติใช้มั้ย ใช้เฉพาะวันที่ต้องถ่ายรูปค่ะ เพราะขี้เกียจล้างคสอ.ทุกวัน ไม่อยากถูหน้าด้วย (อ้าง)

photo 4
อันนี้เซ็ตล้างคสอ. ก่อนนอนค่ะ (ขวดกลางคือไบโอเดอร์มาสีชมพู มาแบ่งใส่แพคเวลาเดินทาง

photo 3
ตอนกลางคืน ล้างหน้าเสร็จ > Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Sleeping pack > ถ้ามีสิวก็โปะ Clinda – M จบพิธี

อะไรใช้ดี เจ้ก็บอกต่อ ใช้ลาแมร์แล้วไม่เวิร์คก็แล้วแต่คนค่ะ  ลองใช้แล้วชอบก็มาบอกเจ้นะ ….. เผื่อจะได้อัพเกรดจากบล็อกเกอร์ธรรมดา เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์บ้างไรบ้าง (เอิ่ม อีนี่ยังหวัง)
เราเคยถ่ายรูปกะจะรีวิว BB Cushion ด้วยนะ แต่พอดีไม่ได้ลง 555 เดี๋ยวมาลงให้อีกบล็อกค่ะ

รีวิวคอนเสิร์ต EXO’luXion คอนเสิร์ต EXO PLANET#2 และแพคเกจ SM GLOBAL tour ค่ะ

สัสดีโซเชี่ยวแคม กลับมาจากเกาหลีบ้านเกิดอีกแล้วค่ะ รอบนี้ไปเพื่อดูคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ เดี๊ยนเป็นคนไม่ชอบเที่ยวป่าเขา ไม่เที่ยวกลางคืนค่ะ เงินจะหมดกับการเที่ยวต่างประเทศและไปดูคอนเสิร์ตเท่านั้น ดังนั้นเราจึงมุ่งหน้าไปเที่ยวตากอากาศกันที่โซล จังหวัดที่ 78 ของติ่งกัน เพื่อสนองนี๊ดในจุดนี้กับคอนเสิร์ต EXO’luXion ของวง EXO ค่ะ
รอบนี้คือยังไม่ทันออกเพลงใหม่ และยังไม่ถึงปีเลยที่เดี๊ยนและเพื่อนชะนีได้ไปฝ่าฟันต่อคิวตั๋วหน้าคอนกันเมื่อ พ.ค. ปีที่แล้ว (2014) มันก็กลับมาทำให้เราต้องเสียตัว เอ๊ย เสียตังค์อีกแล้ว กับคอนเสิร์ตที่จัดทั้งหมด 5 รอบ วันที่ 7-8 และ 13-15 มีนาคม 2015 (ตอนแรกมี 4 รอบค่ะ สัปดาห์ละ 2 รอบ แต่ตอนหลังเพิ่มอีกรอบ) ที่ไม่รู้ว่าจะร้องเพลงไร หากินกับเพลงเก่าหรือเพลงรีมิกซ์หรือไม่ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคลับนะคะ EXO-L ก็ต้องเสียตังค์ไปดูค่ะ

รอบนี้เราวางแผนกันแล้วว่าจะใช้เงินอย่างฉลาดขึ้น (หรา) ด้วยการจองแพคเกจของ SM TOWN TRAVEL ค่ะ อุ๊ยยยย คุณคะ SM TOWN นางเป็นค่ายเพลงที่เก่งเรื่องธุรกิจจริงๆ ค่ะ นางทำทัวร์ติ่งขึ้นมาสำหรับแฟนคลับเงินหนาจากทั่วโลกค่ะ เน้นญี่ปุ่นกับจีนเป็นพิเศษ ในแพคเกจพื้นฐานเลย จะมีที่พักให้ 2 คืน ข้าวกลางวัน 1 มื้อ ขนม 2 มื้อ ของพรีเมียมตามศักดินา และบัตรคอนเสิร์ต 1 ใบ

การจองคือ พอเราสมัคร log in ของเว็บ http://www.smtravel.com ไว้แล้ว นางจะเมลมาบอกก่อนล่วงหน้าว่าจะเปิดจองแพคเกจนี้ๆ นะ พอถึงเวลาก็เข้าไปจองค่ะ มีที่พักแบ่งตามราคาและเกรดที่จะได้ของพรีเมียมค่ะ ต่ำสุดเรียกว่า Youth Hostel (เราไปแพคเกจนี้) ต่อมาก็จะเลื่อนเป็นโรงแรมไอบิส แอมบาสซาเดอร์ คังนัม, เรเนอซองส์ คังนัม, แกรนด์ไฮแอต คังนัม แล้วก็จะมีให้เลือกว่าไปร่วมทริปกับเรากี่คน ต่ำสุด 1 มากสุดคือ 3 คนค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าได้นอนด้วยกันด้วยนะ นางบอกเงื่อนไขแล้ว ทีนี้ก็มาที่การจองบัตรคอนเสิร์ตค่ะ เค้าจะเลือกให้เราแค่นั่งหรือยืน เราเลือกนั่งไปเพราะดูจากสังขารแล้ว ป้าๆ คงไม่น่ายืนในหลุมมหาโหดได้ จากนั้นก็จ่ายเงินผ่าน Paypal ค่ะ ภายใน 24 ชั่วโมง พอใกล้วัน นางก็จะส่งเมลรายละเอียดที่พักมาให้แล้วมีให้อัพเกรดแพคเกจด้วยนะ จากอยู่โฮสเตล ก็เพิ่มเงินเบาๆ อีก 20,000 บาทไปอยู่ไฮแอตคังนัมได้เลยจ้ะ สวยและรวยมาก แต่แพคเกจเราราคา 13,500 ต่อคน สามารถแบ่งได้เป็น ค่าบัตรคอน 3,500 บาท ค่าอาหาร 500 บาท ค่าขนม 200 บาท ค่าที่พัก 2 คืน 2,400 บาท เอ่อ ที่เหลือคือ ค่ารถบัส ค่าการจัดการของ SM ประมาณ 6900 บาท (ค่ะ) เอาล่ะ เราจะไม่พูดถึงเรื่องจุดคุ้มทุนค่ะ เรามารีวิวกันต่อดีกว่า

ก่อนหน้าคอนเสิร์ต 2 วีค จะมีอีเมลมาให้เราสั่งของหน้าคอน (Merchandise) ได้ล่วงหน้าแบบเบลอๆ (ก็ภาพมันเบลอๆ เพราะยังทำไม่เสร็จ 5555) มีการจำกัดด้วยว่าแท่งไฟไม่เกิน 2 หรือสินค้าที่ระบุเมนได้แค่ 1 เมนนะ จากประสบการณ์ปีที่แล้วต่อแถวซื้อของหน้าคอน พบว่าใช้เงินเท่านั้นที่ทำให้เราชนะ เราก็เลือกๆ ไป จ่ายเงินทาง Paypal แล้วรับของวันไปดูคอนค่ะ ใช้เงินซื้อความสบาย 555
IMG_817011
ของหน้าคอนที่เราซื้อไปค่ะ

จากนั้นก็มาถึงวันเดินทางไปคอนค่ะ ตั๋วเครื่องบินเราหาเองกันนะคะ บินทีจีไป ถึงเช้ามาก ประมาณ 7 โมง คือโรงแรมเนี่ยให้เช็คอินบ่าย 2 แต่เราร่างพังจากการนอนน้อยบนเครื่องมาแล้วค่ะ เลยต้องหาที่ไป โรงแรมที่เราได้พักชื่อ Seoul Olympic Youth Parktel ค่ะ คือใกล้สถานที่จัดคอนม๊าก (คงรู้แล้วสินะว่าไกลเมืองแค่ไหน) สถานีรถใต้ดินที่ใกล้สุดก็ยังต้องเดินถึง 7 นาที คนไทยหอบค่ะ ชื่อสถานี MonCheonTosong (มนชนโทซอง) โอ๊ย อ่านยากมาก กันดารมาก เซเว่นก็ยังไม่มี ฮือออออออ นี่กะจะให้กูติ่งอย่างเดียวเลยเหรอไง? เข้าเมียงดงที 54 นาทีค่ะ น้ำตาจิไหล ร่างก็พังเพราะไม่ได้นอน วันศุกร์ไปถึงปุ๊ปเดี๊ยนก็ไปคอนเลย (เพราะซื้อตั๋วมาจากในทวิตเตอร์-เพื่อนเดี๊ยนเก่งมาก ปรบมือ) เดี๋ยวรีวิวคอน 3 วัน ตอนท้ายนะ สภาพห้องคือห้องโรงแรมนะคะ แต่มี Bunk Bed ค่ะ ห้องน้ำแยกกันระหว่างห้องอาบน้ำกับห้องส้วม ก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้แยกกิจกรรมกันไป ไม่ต้องรอ ผ้าเช็ดตัวมีให้ผืนใหญ่ 1 ผืน ผืนเล็ก 1 ผ้าปูที่นอนต้องปูเองนะ เรานอนเตียงบนไม่ชินเพดานต่ำค่ะ แอร์ไม่ค่อยถึงด้วย วันแรกเลยนอนไม่ค่อยหลับ พวกเรามีกัน 3 คนและได้รูมเมทเป็นแพคเกจแบบเดี่ยวอีกคนค่ะ เป็นน้องคนไทย เมนไค กรี๊ดแตกมาก นางไปคอน 3 วันเหมือนเราเลยค่ะ เม้าท์กันมันส์ดี

IMG_803511 IMG_803611
มีของที่ระลึกในแพคเกจด้วยนะคะ

พอเช้าวันที่ 2 ซึ่งเป็นวันคอนเสิร์ตในแพคเกจ เริ่มวันตอน 8 โมงเช้าค่ะ รถบัสจะมารับหน้าโรงแรม มีคุกกี้เสี่ยงทาย (มีชื่อศิลปินข้างใน) ให้กิน 2 อัน แล้วพาเราไป SM Artium COEX ก่อนเข้าก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โอ๊ย ทัวร์จีนสัด เค้าแจกรูปปรินท์ให้ตอนจบทริปค่ะ (ไม่เอามาโชว์นะ เขิน)

IMG_803711
คุกกี้เสี่ยงทาย อาหารเช้าค่ะ

IMG_804011

IMG_804511
นางเปิดช็อปให้ช้อปก่อนเวลาเปิดจริงค่ะ

IMG_804411
ของส่วนใหญ่หมดแล้วค่ะ ฮือออออออออออ

คนในรถส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นค่ะ ไกด์พูดญี่ปุ่นคล่องมาก รองมาก็อังกฤษ พอไปถึงตอน 8.30 ได้ ก็ปล่อยให้เราไปซื้อของที่ร้านนาง มีกระดาษให้เขียนจดหมายถึงศิลปินว่ะ ไม่ค่อยติ่งเนาะ แต่กูไม่ได้เตรียมมา เซ็งมาก นางให้หย่อนกล่อง ไม่รู้จะถึงมือศิลปินมั้ย แล้วพาไปดูโฮโลแกรมค่ะ (ที่ปกติถ้าไปก็ต้องซื้อบัตรเพิ่ม) อันนี้รวมในแพคเกจ เป็นเรื่อง Girl’s story ที่นางเอกคือยุนอา พระเอกคือมินโฮชายนี่ค่ะ เรื่องไม่มีไรมาก เป็นโฮโลแกรมคอนเสิร์ตมากกว่า แต่ชอบที่ตอนศิลปินออกมาเต้นมันดูสมจริงมาก ชัดกว่าเต้นในคอนให้เราดูอีกค่ะ 555 มีตัวอย่างเรื่อง SchoolOz ด้วย บอกเลยว่ากูขำพี่จุนกับคีย์มาก ลูน่าเล่นดีมากจริงๆ แต่มีเด็กใหม่คนนึงเล่นด้วย เล่นไม่ค่อยเก่งเลยค่ะ ไม่ใช่ Redvelvet ที่เล่นเป็นโดโรธีนะ

IMG_804711
IMG_805211IMG_805411
ชั้นไม่ใช่ติ่งนะ บอกเลย

พอออกมาก็มีตู้สติกเกอร์ให้ถ่ายคู่ค่ะ แต่งรูปได้นิดหน่อย แต่มันน่าร้ากก เสียเงินไปอีก มาที่ชั้นคาเฟ่ คัพเค้กกับกาแฟที่นี่อร่อยนะคะ คัดมาแล้วสินะ ปกติคัพเค้กเกาหลีสวยแต่รูปจูบไม่หอมค่ะ แต่คัพเค้ก EXO อร่อยนะ ถึงหมวกน้ำตาลจะใหญ่มากจนกินหมดต้องเป็นเบาหวานก็ตาม คาปูร้อนก็อร่อยค่ะ เสียดายที่คัพเค้กไม่มีแบบ Take away เลยต้องแอบเอาออกมา แหะๆ

IMG_807211IMG_806911

พอออกมาแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า SM นี่มันฉลาดจริงๆ สร้างทัวร์ติ่งมาคอน แล้วยังสร้างสถานที่ให้ติ่งมาเสียเงินอีก จากนั้นเราก็ไปกินข้าวกลางวันที่ Lotte World Jamsil ค่ะ เป็นอาหารเซ็ตสเต็กเนื้อ(มั้ง)กับข้าวและสลัด พร้อมเป๊ปซี่ แล้วก็พาเราไปปล่อยที่ดิวตี้ฟรีด้านบนค่ะ

IMG_808611

IMG_808811

IMG_809811

เราเลยพาเพื่อนเดินไปห้างใหม่ข้างๆ คือ Lotte World ที่ตอนเดือนตุลามีเป็ดอยู่ที่ทะเลสาปซอกโชด้านหน้าไงคะ พอกินเสร็จก็พาเราไปคอนเลย ประมาณบ่าย 2 (คอนเสิร์ตเริ่ม 6 โมงเย็น) แต่ถ้าเป็นบัตรยืนต้องไปต่อแถวก่อนเวลาคอน 2 ชั่วโมงค่ะ

ตอนซื้อแพคเกจเราเลือกบัตรนั่งไปค่ะ ทีนี้ก็เสี่ยงดวงอีกว่าจะได้บัตรโซนไหน อยู่ที่แพคเกจด้วยว่าไฮโซกว่าจะได้บัตรใกล้กว่า ที่ดีกว่าค่ะ เราได้บัตรชั้น 1 Zone 3 ค่ะ

IMG_804211 IMG_811811

IMG_811511
โปรเจคท์วันที่ 14 มีนาค่ะ

IMG_815611
ของแจกหลังจากคอนเสิร์ตจบค่ะ แจกให้บนรถบัสกลับโรงแรม เป็นดังกิ้นโดนัท 3 ชิ้นค่ะ ตอนนั้นไม่มีแรงกินละ มัวแต่ฟิน เม้าท์แตกค่ะ เช้าวันต่อมาก็แยกย้ายกันตามสะดวกค่ะ แต่เข้าเมืองด้วยแท็กซี่สะดวกกว่าลากกระเป๋าไปนั่งรถเมล์นะคะ น้องคนนึงรอแอร์พอร์ตบัสตอนกลางคืน นางน้ำตาจิไหล เกือบไม่ทันรถไฟรอบสุดท้าย มันนอกเมืองจริงๆ ค่ะ

IMG_8112

IMG_811411
มารับของแจกบ้านโด้ยูเนียนค่ะ ได้พัดกับผ้าเชียร์ ปีนี้ไม่ถงไม่ถาม ไม่ตรวจบัตรซ้ากคำ ทำมาเยอะ

อันนี้ไม่เกี่ยวกับแพคเกจค่ะ ไปดูคอนเองอีก 2 รอบ
คอนวันที่ 13 มีนา 
IMG_802111
คอนวันแรกค่ะ เพื่อนช่วยหาตั๋วในทวิตเตอร์มา

IMG_802611
Project วันที่ 13 ค่ะ แปลว่า EXO ที่เปล่งประกายกว่าเดิม

IMG_802711IMG_803011
อยู่หลุม C ค่ะ คิวไม่ถึง 300 เกาะมุมเวทีย่อย ที่มีชานยอลกับจงแดเต้น Playboy หลุมนี้เจอชานยอล ไค เยอะมากกกกกกกกกกกกก คยองไม่ค่อยมาค่ะ เศร้า แต่มีฮุนเล่นน้ำนะคะ คนเมนชานยอลควรนะคะ หลุม C แต่เรานี่เมนคยอง เล็งหลุม A กับ B แน่นอนค่ะ วันนั้นคยองทำผมเสยด้วย หล่อมากกกกกกกกกกกกกกก อีกสองวันเอาผมลงเป็นหน้าม้า ว้า…..เซ็ง แต่วันนี้สมาชิกทุกคนอยู่ครบนะคะ มีแถมธันเดอร์ให้ตอนท้ายด้วย ไคนี่ธันเดอร์ตรงหน้าเลย เต็มๆ

คอนวันที่ 15 มีนา นั่งดอย ชั้น 3
IMG_802311IMG_820911
IMG_821011
คอนวันที่ 3 ค่ะ ได้แถวยอดดอย แต่ตรงเวทีย่อยไคเล่นน้ำพอดี คิคิ เรื่องมันยาวมากค่ะ สำหรับบัตรคอนใบนี้ เราได้มาจากน้องที่เคยเจอหน้าคอนเมื่อปีที่แล้ว แต่ตอนแรกน้องจะไปคอนด้วย พอดีติดสอบ เลยขายบัตรต่อให้เรา ซึ่งเรื่องราวของบัตรคอนนี้ก็ยาวอีกเช่นกัน คือนอยด์กันไปมาข้ามประเทศ เพราะเจ้าของบัตรก็ซื้อต่อมา เจ้าของบัตรอยู่ญี่ปุ่น แต่กลับเกาหลีอีกวัน ต้องให้เพื่อนอีกคนเอาเงินไปรับ โอนเงินจากไทย แล้วมานัดรับ บลาๆๆๆ นี่เล่าเรื่องย่อแล้วนะ
สรุปคือ ได้บัตรชั้น 3 สูงม๊ากกกก ฝั่งขวาของเวที ไค มาเล่นน้ำค่ะ มีแบคฮยอน คยองซู เซฮุนมานิดหน่อยค่ะ คอนวันนี้ ไค ไม่ค่อยปกติค่ะ เหมือนเหนื่อยหอบ แอบหายไปบางเพลง ค่อนข้างตกใจนะ
เราเองก็ขาดช่วงไปสองเพลง เพราะโดนสตาฟจับกล้องค่ะ ก็เอากล้องคอมแพคมาลบรูปเฉยๆ นางคิดว่าเราถ่าย ฮืออออออออ พอออกไป นางก็หาไม่เจอ แต่เราก็ต้องเอากล้องไปฝากค่ะ ดังนั้นบอกไว้เลย ขนาดแค่เอากล้องออกมาส่องดูรูปเก่าๆ นางก็จับว่ะ

IMG_832411
สรุปรวมบัตรคอนทั้ง 3 รอบ
วันที่ 13 – ทุกคนอยู่ครบจนจบ ไม่มีคนบาดเจ็บ คยองผมเสย อารมณ์ดีมาก
วันที่ 14 – เซฮุนหัวชนกล้อง เลยไม่ได้ขึ้นหลังจากนั้น น้องดูเสียใจมาก คยองผมลง พี่หมินโชว์ซิกแพคทั้งเพลง
วันที่ 15 – ตอนกลาง ค่อนข้างท้าย ไคเหมือนจะหอบ เลยไม่ขึ้นมา และขึ้นมาเต้นก็ไม่เปิดฮู้ดเลยเหมือนเหนื่อยจนหน้าไม่ไหว คยองผมลง และเกือบต่อยอี้ชิงที่จะเปิดเสื้อดูซิกแพค 55555

IMG_824311
อันนี้เพิ่งรับของที่เราโดเนตไปกับ DO Fan Union ไปค่ะ จ่ายไป 750 บาท ได้ของกลับมาคือแก้วน้ำสองใบ การ์ด โปสการ์ด Hand-warmer ผ้าห่มหมอน ลายเพนกวินนกฮูก น่ารักสุดๆ ค่ะ คุ้มมาก ฮี่ๆๆ

จบคอนเราก็ย้ายที่นอนไปพัก airbnb ที่คังนัมอีกหนึ่งคืนค่ะ เดี๋ยวมารีวิวอีกบล็อกน้า

สรุปรีวิวแพคเกจ SM GLOBAL PACKAGE
ที่พัก
ความสะดวกในการเดินทางเข้าเมือง 2/5
ความสะดวกในการไปชมคอนเสิร์ตเอง 3/5
ความสะอาดและสาธารณูปโภค 3/5
บัตรคอนเสิร์ต 4/5
อาหารในทริป 3/5
กิจกรรมในทริป 3.5/5
ความคุ้มค่า 3.5/5
ราคา 2/5
ถ้าแนะนำเพื่อน จะแนะนำมั้ย? >>> ถ้าเพื่อนมีเงิน และไม่อยากลำบากก็ควรไป ชีวิตจะสบายขึ้นอีก 40%
ถ้ามีรอบหน้าจะซื้อแพคเกจอีกมั้ย? >>> ถ้าเงินเหลือและขี้เกียจนอยด์ ก็คงซื้อ แต่คงซื้อแบบไฮโซไปเลย แต่เพื่อนรีวิวแบบไฮโซกว่าเราที่ไปนอนโรงแรมก็พบว่า รร.นั้นไกลจากสถานีใต้ดินอยู่เช่นกัน เดินทางไปติ่งส่วนตัวไม่สะดวก แต่ทริปนี้เค้ามีรถรับส่งเราจากคอนเสิร์ตและโรงแรมไง เลยโอเค
ถ้าตั๋วคอนเสิร์ตมีแนวโน้มหายาก >>> ควรซื้อแพคเกจค่ะ เพื่อความสบายใจและตั๋วคอนแบบที่ดีๆ จัดให้

อ่อ มีนักข่าวมาทำข่าวตอนทัวร์เอสเอ็มลงพอดี ดูความหรูหราของแพคเกจอีกระดับได้เลยค่ะ แม่ยุ่น แม่จีน ร๊วยรวยยยยย ลองดูนะคะ ว่าแพคเกจไฮโซได้ไรเพิ่มมาบ้าง และได้สิทธิ์อะไรเพิ่มมาบ้าง //เบะปาก จากคนชนชั้นโฮสเตล
https://www.youtube.com/watch?v=-_vBZeVRnOk
https://www.youtube.com/watch?v=A_yZGJ6xJuA

รีวิว สอบ TOPIK แบบใหม่

อันยอง…. เอิ่ม กระแดะมาก คือแบบ เล่าก่อนว่าเรียนภาษาเกาหลีมาได้ระยะนึงแล้ว ทุกวันอาทิตย์ วีคละ 3 ชั่วโมงค่ะ เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยเก่ง ตอนสอบเลื่อนชั้นก็งูๆ ปลาๆ แต่ว่าอาจารย์ใจดี อีนี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก็ผ่านมาได้จนถึงหนังสือเล่ม 4 แล้วค่ะ สิริรวมเวลาเรียนก็เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวนะคะ
เกริ่นมาก็คือ มันจะมีสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาเกาหลี หรือเรียกว่า TOPIK (Test of proficiency in Korean) น่ะค่ะ จริงๆ จุดประสงค์ที่สำคัญของการสอบก็คล้ายกับ TOEFL,IELTS,TOEIC นะคะ คือเอาไว้วัดระดับความรู้ของภาษาเพื่อใช้ในการสมัครเรียน หรือทำงานค่ะ (แต่ของเกาหลีมีสอบสำหรับทำงานโดยเฉพาะชื่อ EPS อีกนะคะ) ทีนี้เราก็พวกร้อนวิชาน่ะค่ะ อยากลองของ ก็เลยสมัครไปดู ตอนแรกก็ว่าจะเล่นๆ แต่รุ่นพี่ที่จะสอบด้วยไม่ค่อยเล่น ก็เลยเริ่มฟิตบ้าง

วิธีการสมัคร จะสมัครช่วงกลางเดือนสิงหาคมนะคะ ส่งเป็นไปรษณีย์หรือสมัครด้วยตัวเองที่รร.นานาชาติเกาหลี แถวหนองจอกค่ะ เราเองส่งใบสมัครไปกับรร.โคซันค่ะ ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เสียค่าสมัคร ระดับต้น (TOPIK 1) 700 ระดับสูง (TOPIK 2) 700 บาทค่ะ ต้องมีรูปถ่ายติดบัตรด้วยนะคะ ระดับละ 2 ใบแล้วก็สำเนาบัตรประชาชน
การกรอกใบสมัครก็มีจุดต้องระวังเช่นกันค่ะ เพราะต้องเขียนนามสกุลก่อน แล้วสะกดเป็นภาษาเกาหลีด้วย

วันสอบ จะเป็นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีค่ะ สำหรับสนามสอบต่างประเทศ จะมีรอบเดียว แต่ถ้าสอบที่เกาหลี จะมี 4 รอบต่อปี ปีนี้ของไทย มีวันที่ 12 ตุลาคมค่ะ
กึบ = Level (มี 6 กึบค่ะ ต่ำสุดคือ กึบ 1 สูงสุดคือ กึบ 6)
TOPIK 1 คือ กึบ 1-2 (สอบได้สูงสุดคือ กึบ 2) มีสอบฟังกับอ่าน
TOPIK 2 คือ กึบ 3-6 (คือรวบตึง กึบ 3-4 กับ 5-6 มาเลยทีเดียว) มีฟัง อ่าน เขียน
TOPIK-Kosan
เตรียมตัวก่อนสอบ
สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาซ้อมทำได้จากเว็บนี้ ทั้งเทปเสียงด้วยค่ะ http://www.topikguide.com (ข้อสอบย้อนหลังอยู่ที่ http://www.topikguide.com/previous-papers)
หรือจะดาวน์โหลดแอพมาไว้เล่นในมือถือก็ได้ จะได้ไม่ต้องปรินท์ลงกระดาษให้เปลือง แถมยังอยากหาคำแปลคำไหนก็แค่จิ้มค้างไว้เท่านั้นเอง ชื่อแอพ TOPIK ONE (beginner) กับ TOPIK ONE (intermediate) และ TOPIK ONE (advance) หน้าตาแบบนี้

IMG_2304.PNG

วันสอบ ต้องไปรับบัตรประจำตัวก่อนเวลาสอบจริงนะคะ เพราะนั้นเราเลยไปถึงแต่ไก่โห่ เพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและไกลมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดบ้านเราอยู่บางกะปินะ
แล้วโรงเรียนคือ อยู่ในทุ่งนาซับซ้อนมาก อีกนิดนึงคือฉะเชิงเทราละ คุณพระ ดังนั้นหลายๆ คนจึงมักรวมตัวกันมาสอบ เช่ารถตู้มาค่ะ แต่ทางโรงเรียนมีรถตู้รับส่งจากตลาดมีนบุรีให้ตอน 8.00 น. นะคะ
ตอนเข้าห้องสอบก็ต้องเข้าก่อนเวลา เพื่ออธิบายวิธีการสอบ ซองที่แจกให้คือเอาไว้ใส่มือถือนะคะ ต้องเขียนเลขที่สอบไว้หน้าซอง คือ จริงๆ ตอนแรกไม่รู้ 5555 เห็นคนอื่นทำเลยทำตาม ส่วนกระเป๋าเอาไว้หน้าห้อง
การกาข้อสอบจะต้องใช้ปากกาที่แจกให้เท่านั้น มีสองด้าน หัวเล็กไว้เขียนชื่อ หัวใหญ่ไว้ระบายช้อยส์ (ใช้ดี๊ดี เลยเอามาใช้งานต่อ)

Monami pen
สำหรับ TOPIK II มีส่วนของการเขียนด้วย แนะนำให้พกดินสอและยางลบไปด้วยค่ะ
วิธีการลบหากกาผิด สามารถยกมือให้ผู้คุมสอบมาลบให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ให้เอาที่ลบคำผิดแบบเทปไปค่ะ ห้ามใช้แบบลิควิดเด็ดขาด

TOPIK I มีการสอบแค่ 2 ส่วนค่ะ คือฟังและอ่าน ช่วงแรกจะฟังก่อน ซึ่งจะพูดค่อนข้างช้าและย้ำสองรอบ ก็เหมาะสำหรับขั้นต้นดีค่ะ ส่วนอ่านพูดเลยว่านี่ชะล่าใจ คิดว่าอีกชั่วโมงนึง ชิวๆ ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ ทำแทบไม่ทันค่ะ กามั่ว (เพราะจริงๆ ก็ไม่รู้ตอบไรดีอ่ะนะ)
พอสอบเสร็จก็จะพักกลางวันค่ะ ถ้าใครอยากแอดแวนซ์ก็รอสอบ TOPIK IIได้เลย แนะนำว่าควรเตรียมเสบียงอาหารมาจากบ้านนะคะ เพราะหน้าโรงเรียน มีแค่ซุ้มของชาวบ้านแถวนั้นมาขายค่ะ อาจจะคนเยอะ บางกลุ่มคือมาเป็นหมู่คณะ เช่น จากมหาลัยหรือบริษัท ก็ชิวดีค่ะ มีฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
เริ่มสอบ TOPIK II กันค่ะ พูดเลยว่าหนังท้องตึง(ไม่มาก) แต่หนังตาและสมองหย่อนไปแล้ว พูดเลยว่าช็อค เพราะคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้ แต่มันยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรวมเลเวลทั้ง 4 เข้าด้วยกัน ไม่มีความง่ายตรงกลางค่ะ ข้อสอบฟังคือพูดเร็ว เสียงอู้อี้แก่ๆ เหมือนอาจอชี่เจ้านายแก่ๆ พูดในลำคอน่ะค่ะ แล้วแบบพูดเร็วมาก รอบเดียว ช็อค! ตั้งตัวไม่ทัน คือ ต้องรู้ศัพท์เยอะมากนะคะ ก่อนจะมาสอบเลเวลนี้ได้ แล้วคือข้อสอบอ่านคือ บทความยาวเกือบเต็มหน้า ถามมา 2 ข้อ แล้วช้อยส์คือ ยาวอีก จะซับซ้อนไปไหน คือง่อยแดกค่ะ นั่งกาให้หมดทุกข้อ แล้วเขียนคือเป็นหัวข้อนะคะ แล้วมีสองข้อ ข้อนึง 200-300 ตัวอักษร อีกหัวข้อคือ 600 ตัวอัพ คือ จะเอาไรไปเขียนคะ ไหนจะเวลาอันน้อยนิด เพลียจ์ค่ะ บวกกับอาหารกลางวันน้อยเกินไป ทำให้หิวจนตาลาย มือสั่นตอนออกจากห้องสอบเลยค่ะ โกรธก็โกรธ ทำไมกูต้องมาทำตัวเองให้ลำบากด้วยวะ ทำก็ไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์นะคะ สำหรับการสอบวัดระดับทางภาษาที่จะได้ทดสอบความรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราขยันท่องศัพท์มากขึ้น
ตอนไปสอบ เราดูข้อมูลจากบล็อกนี้นะคะ ค่อนข้างละเอียดทีเดียวค่ะ คุณคุกกี้รูปปลา คนนี้ได้ทุนเรียนต่อเกาหลีด้วยค่ะ เก่งมากๆ

ส่วนบล็อกเรา เป็นแนวเล่าประสบการณ์เนาะ ไร้สาระ มีไร ถามได้ในเพจนะคะ Facebook.com/POMPOKOBLOG ค่ะ

บล็อกหน้า ยังมีทริปติ่งเกาหลี (คอนเสิร์ต 6 รอบของเรา), ทริปเนเธอร์แลนด์, ทริปเกาหลีหน้าร้อนจั๊กเปียกเที่ยวแต่ทงแดมุน และทริปเกาหลีตอนใบไม้เปลี่ยนสี และอยากมีบล็อกประสบการณ์ติ่งระดับ intermediate ของเรา โอ๊ย เยอะมาก เอาเวลาไหนเขียน ประเด็นคือมึงดองบล็อกได้เปรี้ยวมากละนะ เสียดาย อยากแชร์นะคะ แต่เวลาทำบล็อกมันต้องใช้เวลา

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day4: ช้อปปิ้งคังนัม แวะดู DDP

กว่าจะกลับมาเขียนต่อจาก Day3 ก็เกือบลืมไปแล้ว ต้องระลึกชาติอีก เพลียจ์ เวลากลับมาเขียนทีหลัง มันชอบลืมรายละเอียดไปนะคะ บางทีต้องอาศัยดูจากรูปเอา แล้วเรียงตามลำดับเวลา ไม่ดีเลย นิสัยดองบล็อกมาอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันสบายๆ ค่ะ เพราะร่างพังจากเมื่อวานที่วิ่งรอกไปจินเฮและปูซานแล้ว เลยพักผ่อนด้วยการไปช้อปปิ้งที่สถานีใต้ดินคังนัม Gangnam station
ถ้าใครเคยไปทงแดมุน หรือเมียงดง ก็จะพบว่ามันคือเสื้อผ้าแบบเดียวกันแหละ แต่ขายปลีกและราคาย่อมเยา เช่น ตัวละ 5,000 วอน 10,000 วอน (ประมาณ 300 บาท) แต่บางร้านก็แปะไว้ทั้งราว 10,000 วอน จริงๆ ตอนจ่ายมันสับขาหลอกเป็น 20,000 วอนก็ต้องระวังกลโกงนะคะ

Shopping

ที่นี่เหมาะสำหรับชะนีชอบซื้อของถูกค่ะ ไม่เหมาะกับผู้ชายเท่าไหร่ ถึงจะมีส่วนของตึกที่อยู่ต่อไปอีกเยอะก็ตาม รองเท้า เสื้อน่ารักๆ เพียบ
มีร้านเครื่องสำอางด้วย พอดีวันนั้นไป ETUDE ลด 30% ทั้งร้านพอดี ก็เลยจัดเต็มค่ะ มี Nature’s republic ที่บีเอน่ารักสุดๆ บอกว่าอยากได้ปฏิทิน EXO นางก็จัดให้ค่ะ 55555 ถามว่าชอบใคร เสียดายลิปมันดีโอเหลืออันเดียว ที่นี่ตอนนั้นยังขายปลีกนะคะ พออีกเดือนนึงไป นางขายเป็นแพคค่า….กลัวบางคนขายไม่หมดสินะ หึหึ

shopping-1

DDP

ddp3

ก่อนหน้านั้นเราไปที่ DDP มาค่ะ หรือที่เรียกว่า Dongdaemun Design Plaza (ลงสถานี Dongdaemun Design and Cultural park) เป็นคล้ายๆ มิวเซียมที่รวมเอางานออกแบบเก๋ๆ ของดีไซเนอร์เกาหลีเอามาออกนิทรรศการกันค่ะ บางโซนต้องเสียค่าเข้านะคะ เลยไม่เข้า แต่ที่เราไป เพราะมันคือภารกิจติ่งค่ะ ไปซื้อ merchandise ของศิลปินที่ Stardium นั่นเอง เราซื้อเสื้อยืดโง่ๆ ที่มีเลขวันเกิดศิลปินมาค่ะ เพราะคิดว่าอย่างน้อย เค้าก็มีเงินจ้างศิลปินเรานะเว้ย ถ้าสินค้าขายดี เค้าจะได้จ้างลูกเราอีก ตอนหลังเลยรู้ว่า มันคือกิจการของ SM entertainment นี่แหละ ที่เอาสินค้ามาใส่ Value ของศิลปินลงไปแล้วขายแพงๆ หึ แต่กูก็ซื้อ….

DDP

stardium
ที่ DDP มีที่นั่งพักสำหรับผู้เข้าชม มีเก้าอี้ และเปียโนกลางห้องด้วยนะคะ มีปลั๊กให้เสียบชาร์จแบต มีตู้น้ำ (อันนี้มีทุกที่นะ) ห้องน้ำก็ดีค่ะ
เอิ่ม นี่คือ รีวิวห้องน้ำ ขอเชิญเพจรีวิวห้องน้ำสาธารณะค่ะ
DDP2
วันนี้ค่อนข้างยาวนานนะคะ แต่เราเขียนไม่ยาว เพราะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ เขียนเป็นไดอารี่ประจำวันบันทึกเหตุการณ์แทน
เพราะหลังจากช้อปที่คังนัมแล้ว เราก็ไปกินข้าวกับพี่เปรียวและเพื่อนพี่เปรียวค่ะ เป็นร้านเหล้าน่ะแหละ มีขาย”ชอน” (ของทอด) หอมมากๆๆๆๆ อร่อยด้วย กินซะหมดเกลี้ยงเลย เวลาฝนตก คนเกาหลีชอบกินเหล้ามอกกอลี (Moggoli) กันค่ะ เค้าว่ากัน แล้วกินคู่กับของทอดไรงี้ เหล้านี่เหมือนจะหวานๆ แต่เมาเร็วอยู่นะคะ ยังค่ะ กินข้าวเสร็จแล้วยังไม่จบ จริงๆ คนเกาหลีเค้าชอบต่อกันอีกหลายร้านก่อนจะจบการพบปะกัน แต่เราร่างพังแล้ว ต้องไปทงแดมุนด้วยสิ เลยกลับหอก่อน

Food-1

ภารกิจยามค่ำคืนเริ่มแล้วค่ะ ที่ทงแดมุนขายส่ง 5555 ก็แยกกันช้อปตามสไตล์แต่ละคนนะคะ แต่บางร้านชอบขายส่งอ่ะค่ะ เลยซื้อยากหน่อย ไปกินร้านเพิงข้างๆ ทงแดมุนด้วย ได้อารมณ์มาก…. กินโอเด้ง ของทอดกับโซจูค่ะ แก้หนาว เอิ่ม ไม่ได้กินนะ แต่พี่ที่กินคือร้อนไปหมด แหะๆ

food-2

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day3: ไปปูซานและจินเฮ ดูดอกไม้บาน

IMG_0955

เรียกว่าเป็นทริปที่ทำอะไรแปลกใหม่กว่าที่เคยเยอะนะคะ หลายครั้งที่ผ่านมา ไม่นับครั้งแรกที่มากับทัวร์ ปกติเรามักใช้เวลากลางวันเดินมยองดง อัปกูจอง กาโรซู แล้วใช้ชีวิตค่ำคืนที่ทงแดมุน ฮงอิก เท่านั้น ครั้งนี้เพิ่งเคยมาตอนที่ดอกไม้บานค่ะ ปกติดอกบ๊วยจะบานช่วงต้นเมษาเป็นต้นไป จะบานไล่จากทางใต้ของเกาหลีขึ้นมาโซลค่ะ และที่จินเฮ (Jinhae) เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ก็มีงานเทศกาลนี้โดยเฉพาะ โปรโมทกระหน่ำทาง KBS World ทีเดียว แล้วเมืองนี้สามารถนั่งรถต่อจากปูซานได้ค่ะ เราเลยกะจะแวะไปปูซานดูซักครั้ง ตอนแรกกะจะไปวันที่ 4 ของทริปค่ะ แต่เกิดเปลี่ยนแผน เพราะกลัวจะไปชนกับงานเทศกาลไรด้วย แล้วก็มีนัดด้วย เลยเลื่อนมาเร็วขึ้น (ข้อมูลของงานที่จินเฮ http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_2_1.jsp?cid=700520)

*** คำเตือน รูปกระหน่ำมาก เน็ตสามจีใครไม่พอ ขอให้โทรไปซื้อเพิ่ม หรือใช้ไวไฟจะเริ่ดมาก ***

ดอก cherry Blossom หรือดอกบ๊วย หรือดอกซากุระ ชาวเกาหลีเค้าเรียกว่า พอต-กต (벚꽃) นะคะ อย่าไปเรียกซากุระแบบญี่ปุ่นนะ อย่างน้อยเรียกว่า Cherry blossom ก็ยังดี ให้เกียรติเค้าหน่อย เค้ามีพยากรณ์เลยว่าจะบานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไหนยังไง ที่จินเฮ เริ่ม 1-10 เมษาค่ะ ส่วนที่ยออิโดของโซล จะบานช่วง 12-20 เมษาที่ผ่านมาค่ะ ใครไปเที่ยวเกาหลีปีหน้าก็อย่าลืมแวะไปนะ (ข้อมูลเพิ่มเติม http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_6.jsp?cid=957144) ** แต่ปีนี้บานเร็วกว่าเดิมอีก แถมพายุเข้า เพื่อนที่ไปยออิโดบอกว่า ร่วงหมดแล้ว ตอนสงกรานต์ค่ะ

แต่หนทางใช่ว่าจะง่ายค่ะ ถึงเราจะศึกษามาอย่างดีแล้วว่า มีรถไฟ KTX กี่รอบที่ไปปูซาน หรือไปจินเฮ แต่เราก็ชะล่าใจ คิดว่ามาซื้อได้เลยที่ Seoul station ปรากฎมาถึง ที่นั่งเต็มค่ะ ถอดใจละ กะจะไปวันอื่น แต่ก็เอาวะ ไหนๆ ก็แต่งมาเต็มละ ไปวันนี้แหละ แต่เราต้องจองตั๋ว KTX ทางออนไลน์แล้วปรินท์มาซื้อที่ Seoul station เท่านั้นค่ะ (จองตั๋วที่เว็บนี้ http://www.korail.com/en/) ถ้าจองมากกว่า 2 คนจะถูกลง ให้เลือกแบบ Saver ตกคนละ 60,400 วอนค่ะ เราไปเช้าเย็นกลับก็ซื้อวันเดียว เปรี้ยวได้หมด ยกเว้นรถใต้ดินกับบัสค่ะ พอจองเสร็จ อย่าคิดว่าทุกอย่างมันดิจิตอลนะคะ ที่นี่ยังต้องการกระดาษค่ะ ต้องไปปรินท์แล้วเซ็นค่ะ ถ้าจองตั้งแต่อยู่ไทยจะดีมาก ปรินท์ไปเลยค่ะ ตอนนั้นเราก็ใช้เน็ตในมือถือจองแม่งเลยตรงนั้น แล้วลงไปปรินท์ชั้น B2 ค่ะ แผ่นละ 1000 วอน แต่พนักงานนางเบลอ บอกชั้น 10,000 วอน เวนกำ (เทนเต๊าซั่น) คุยไปคุยมา ป้ายบอก 1,000 เอ่า นางพูดอังกิดผิดค่ะ เพลีย แล้วจากนั้นก็มาเซ็นและจ่ายบัตรเครดิตต่อหน้าพนักงานซื้อตั๋ว และสามารถออกตั๋วไปและกลับได้เลยค่ะ โดยเป็นตั๋วแบบ one day ค่ะ เราเลือกลง Busan และกลับจาก Masan ที่ใกล้จินเฮที่สุดค่ะ

IMG_2706

จองในมือถือก็ได้นะ

IMG_2763
นีด์ ยังมาเถียงชั้นอีกว่า 1 หมื่น ในรูป 1 พันนะยะ

Seoul station
มีร้านอาหารขายเอาไว้ซื้อกินบนรถได้นะคะ มีคิมบับ ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว (ห๊ะ) ขนมปัง ราเมน ค่ะ หรือจะซื้อเครื่องดื่มกินบนรถไฟก็ได้

เราใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงจาก Seoul station ถึงสถานี Busan (ปูซาน) นะคะ พอออกมาก็จะไปหาดแฮอุนแด (Haeundae Beach 해운대해수욕장) กัน ซึ่งดูจากรูปแล้วก็เฉยๆ นะ แต่ไหนๆ มาละก็ไปซะหน่อย นั่งรถบัสไปค่ะ หน้าสถานีรถไฟเลย หรือจะนั่งซับเวย์ก็ได้ ลงสถานีชื่อ HAEUNDAE แต่เดินไกลกว่า รสบัสคือ ถึงเลย นี่หัวเมืองใหญ่นะ มีรถใต้ดินเยอะเหอะ อิจฉาจุง อยากมีรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ ภูเก็ต และเที่ยวในเมืองได้แบบนี้ นั่งมาประมาณ 30 นาทีก็ถึงหาดค่ะ เอ๊ะ นี่หาดทุ่งวัวแล่นป่ะเนี่ย ชุมพรยังสวยกว่า ฮ่าๆ แต่ก็ถ่ายรูปเก็บแล้วไปกินอาหารในย่านตลาดค่ะ

Busan
ถึง KTX สถานี Busan แล้ว….มีรถ City Tour Bus 2 สายนะคะ วนสองทาง มีรายละเอียดในเว็บ Busan ค่ะ

haeundae
ใช้รถบัสสะดวกกว่า ไม่ต้องเดินไกลค่ะ ลงปุ๊ป หาดปั๊ป ถามว่าสวยกว่าทุ่งวัวแล่นมะ

IMG_0900

เลือกร้านที่ดูมีแฟรนไชส์ แล้วสั่งเมนูที่เรากินเรียกว่า นักกึมแช 낙금새 เป็นหม้อไฟต้มยำปลาหมึก มีกุ้งจิ๋วนิดหน่อย กิมจิเครื่องเคียงกับสาหร่ายอร่อยเฟ่อ ข้าวในบาตรค่ะ ถูกละค่ะ เรียกว่าบาตรน่าจะเหมาะ หมดไปคนละ 10000 มั้ง จริงๆ ไม่รู้หรอกอะไร ชี้ๆ ตามคนอื่นไป 55

IMG_0890
ก่อนปลาหมึกจะสุก

IMG_0897
สุกแล้วไปไหน?

IMG_0898
อยากให้รู้ว่าอร่อยแม่ก

จากนั้นก็นั่งรถใต้ดินกลับมาท่ารถบัสระหว่างเมืองค่ะ อันนี้ใช้เวลาเยอะเหมือนกันนะคะ เกือบชั่วโมงแน่ะ
ไปที่ท่ารถตามรูปค่ะ แล้วก็…วิ่งดิเอ๋วิ่ง ซื้อตั๋วจินเฮ ราคา 5100 วอนค่ะ รอรถเหมือนเอกมัยงี้ พอรถออก ระหว่างทางดันเห็นดอกซากุระสวย ตอนนั้นก็เกือบ 4 โมงละ กลัวไปถึงค่ำ เลยคิดว่าจะลงกลางทางแล้วถ่ายรูปที่ปูซานนี่แหละ เดินไปคุยกับคนขับไม่เข้าใจ อยู่ๆ ก็มีนางฟ้าเกาหลีหน้าสวยที่พูดไทยได้ค่ะ (ฟลุคไปมั้ย?) มาช่วยคุย เลยถามนาง นางบอกอดทนเถอะ จินเฮสวยกว่าปูซานนะ เราเลยจ๋อย กลับไปนั่งที่ค่ะ สภาพคือ หลับเป็นตาย

jinhae

ประมาณ 1.30 ชม ก็ถึงจินเฮค่ะ จะเดินไปงานเทศกาลดอกไม้ก็ได้ หรือจะนั่งแท็กซี่ก็ได้ แต่ด้วยความมีงานไง รถเลยติดมากกกกกกกก สต็อปแรกของเราคือ สถานีรถไฟค่ะ เป็น landmark หนึ่งจุดที่ควรไปนะคะ สวยดีค่ะ แต่แนะนำว่าชะนีควรใส่รองเท้าพื้นเรียบมานะคะ เพราะทางรถไฟโรยด้วยหินหยาบใหญ่ เดินลำบากม๊าก ต้องเดินตามหมอนรองรถไฟแทน มีชะนีบางคนใช้ส้นสูงมาเลยจ้า กะมาสวยเต็มที่ บางคนก็มากับคู่รัก (กลอกตา//เบะปาก) มาถ่ายพรีเวดดิ้งหรอมึง? อิจฉาน่ะนะ คนเกาหลีมันชอบแสดงความรักแบบเปิดเผย เพลีย ได้รูปมาไม่เยอะมาก เพราะอยากไปอีกที่นึง คือ คลองค่ะ ทีนี้ก็ไปไม่ถูก เลยถามคนแถวนั้น เค้าก็ใจดีมากๆ (คนต่างจังหวัด เป็นมิตรมากๆ ค่ะ) ลุงแกเดินมาส่งที่ป้ายรถเมล์พร้อมบอกสายรถเมล์ด้วย แต่รถมันติดมาก รถเมล์ไม่ยอมมาซักที เลยโบกแท็กซี่ ปรากฎ รถวิ่งตรงๆ มาอีก 2-3 ป้ายก็ถึงงานค่ะ เป็นงานโชว์ไฟกับดอกบ๊วยตอนกลางคืน

Jinhae-pom  jinhae-pom2        IMG_0913-edit IMG_0914-edit
ควรมาถ่ายตอนรถไฟมานะคะ เป็นเรื่องท้าทายมาก พอดีรถไฟหมดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายค่ะ ถ่ายมาแต่รางและคน เอิ่ม
IMG_0915-edit IMG_0954-edit IMG_0956-edit IMG_0989 IMG_0992-edit IMG_0996-edit IMG_1000-edit IMG_1003-edit IMG_1004-edit IMG_1005-edit

แต่เราถ่ายรูปได้นิดหน่อยก็เริ่มพลบค่ำละค่ะ เราต้องเผื่อเวลาเดินทางไปสถานี Masan อีก 1ชั่วโมง ให้ทันรถค่ะ ไม่งั้นก็ต้องเปลี่ยนเที่ยวรถ ซึ่งยากละ เพราะเราไม่มีโทรศัพท์โทรไปเปลี่ยนหรือสอบถามคนแถวนั้นก็ไม่รู้เรื่องค่ะ แถมยังจะเนียนบอกว่าไปไม่ทันหรอก ค้างที่จินเฮมั้ยอีก (โอปป้า…ไม่เอาน่ะ) พอเรียกแท็กซี่ได้ก็ภาวนาว่าให้ทันรถไฟค่ะ ลงรถปุ๊ป ม้าเร็วขาสั้น วิ่งก่อนเลยจ้า ไปถึงเจอนกแก้ว (เอ่อ พนักงานต้อนรับ ยืนรอรับเราขึ้นรถไฟจ้า) พี่ๆ ขายาววิ่งตามมาทีหลัง ปล่อยคนขาสั้นสองคนวิ่งนำเลอ! ชอบตรงที่อ่านตั๋วก่อนว่า ชานชาลาอะไร รถเบอร์อะไร จะได้ไม่วิ่งผิดทาง (เหมือนตอนเราตกเครื่องคราวนั้น)

IMG_2857

พอกลับมาถึงโซล น้ำตาจิไหล อากาศก็หนาวมากๆ แล้วค่ะ เกือบเที่ยงคืน หากินหมูเกาหลีแถวบ้าน ที่เลือกหมู หรือเนื้อแล้วย่างเลย! อร่อยมาก (หรือกูหิว?) แล้วแยกย้ายกลับไปนอน ไม่ได้ไปขายส่งทงแดมุนอีกละ พักร่างก่อนละกันนะ หน้าโทรมฝุดๆ

IMG_2865

พรุ่งนี้ไปช้อปกัน!

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Take off : ออกเดินทาง

ตอนแรกที่จองตั๋วไป 3 วีคก่อนบิน ก็ประมาทนะ คิดว่าอะไรๆ ก็เตรียมทัน ปรากฎงานเข้าวีคสุดท้าย หอบขึ้นเลยค่ะ ดีที่เตรียมห่อของขวัญติ่งไปแล้วนะเนี่ย แล้วก็กระเป๋าเดินทางได้มาก่อนวันไป 2 วัน เพลีย… เสื้อผ้าก็ไม่ได้แมทช์ (คือแมทช์ไม่เป็นดีกว่า 5555) เลยยัดๆ เอาไปเผื่อ ซึ่งแม่งเป็นวิธีที่ผิดนะคะ ควรแมทช์ไปเลยว่าวันนี้จะสไตล์ไหน เพราะรู้แผนการเที่ยวล่วงหน้าแล้วนี่นา ดีที่ไม่เอาเสื้อโค้ทหนาออก เพราะคิดว่าไม่หนาวแล้ว เลยพกไปแล้วจะส่งไปรษณีย์กลับไทยเอาค่ะ เพื่อประหยัดน้ำหนัก

IMG_2491
พร้อมกัน ณ เคาน์เตอร์สายการบินเจจูแอร์ Row S เข้าประตู 8 เวลา 22.00-23.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน เช็คอินเที่ยวบิน 7C2206 กรุณานำสัมภาระจัดการให้เข้าที่และเช็คอินให้เรียบร้อย กระเป๋าโหลดได้ 20 กก. แครี่ขึ้นเครื่องได้ 10 กก. ขอให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไว้ในกระเป๋าขึ้นเครื่องค่ะ

อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกท่านแต่งกายพร้อมนอน หลังจากผ่านขั้นตอน ต.ม. ไทย ขอให้ท่านเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีให้เรียบร้อย หากเหนื่อยหรือหิวให้ไปแวะพักทานของว่างฟรีได้ที่ คิงพาวเวอร์เล้านจ์ หากท่านมีบัตรคิงพาวเวอร์อยู่แล้ว สามารถพาผู้ติดตามได้อีก 1 ท่าน เบอร์เกอร์คิงก็อร่อยไม่เบา สำหรับเกตฝั่งขวาค่ะ

เครื่องออก 01.40 น. ก็ว่าแย่ละ มาดีเลย์เป็น 02.05 อีก ถึงเกาหลีก็เกือบ 10 โมงละค่ะ ซึ่งมาถึงตอนเช้าไปเลยก็ดีนะคะ เพราะว่ากว่าโรงแรมจะให้เช็คอินก็บ่ายสองนะ ต้องหาที่ไปเพื่อรอเก็บของที่ห้องอีก หรือส่วนใหญ่กรุ๊ปทัวร์จะพาออกนอกเมืองไปซอรักซานงี้ เกาะนามิงี้ เพื่อใช้เวลาช่วงเช้าให้หมดค่ะ

พอลงเครื่องก็ต้องเช่าไข่ (ไข่คือ Wifi router) ปกติเราเช่ามือถือไอโฟนนะ เพราะว่าจะได้โทรหากันได้ยามฉุกเฉิน แต่ทริปนี้ดูแล้วเช่าไข่จะถูกกว่าเลยอยากลองด้วยค่ะ ไปเช่าที่บูท LG U+ ถ้าเช่าเกิน 7 วันจะตกวันละ 5000 วอน บวก vat เป็น 5500 วอน หลายรอบที่ผ่านมา เราจองเครื่องไอโฟนของ Olleh ค่ะ เวลาใช้ก็ปล่อย Hot spot เอา แล้วถ้าอยากค้น Google หรือรถไฟฟ้า ก็ใช้เครื่องที่เช่ามาได้เลย แถมโทรหาเพื่อนได้ด้วยเผื่อหลง แต่ถ้าเปิด unlimited data ต่อวันคือ 5,000 วอน บวกค่าเช่าวันละ 1,350 วอนก็ดูแพงกว่าการเช่าไข่นะคะ คราวนี้เราเลยอยากลองของใหม่บ้าง ข้อเสียของของเครื่อง wifi router นี่มีอายุแบตแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นนะคะ ต้องพกที่ชาร์จไป ถ้าจะใช้ทั้งวันทั้งคืน หรือปิดๆ เปิดๆ แต่เราไม่ชอบ ปิดๆ เปิดๆ เพราะบางทีเราพลาดอะไรไปตอนปิดอ่ะ เช่น เมลสำคัญไรงี้ แต่ถ้าไปกันหลายคน ผลัดกันเปิดก็ดีค่ะ จะได้ยืดอายุหน่อย สำหรับเราคราวหน้าไปไม่ถึง 7 วัน คงเช่าโทรศัพท์เอาดีกว่าค่ะ น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า
(ข้อมูลเพิ่มเติมของ
SK http://www.skroaming.com/main.asp
Olleh จองได้ แต่เรตแพงกว่านิดหน่อยค่ะ แต่เราเคยใช้บริการแล้วจะได้เรต 1,350 วอนนะ http://roaming.kt.com/renewal/eng/main.asp?channel=#none
LG U+ อันนี้ไม่ต้องจองค่ะ เราใช้อันนี้แหละ ดูรายละเอียดที่ http://www.uplus.co.kr/cmg/engl/ouse/peos/RetrievePeOsRooming.hpi?mid=4338)
แผนที่ แต่มันอยู่ใกล้ๆ กัน
roaming-SK
SK telecom
LGU LGU-Rental
LG U+
layerPop_20140403
บริการใหม่ของทาง Olleh ค่ะ

จากนั้นเราไปรับเวลคัมดริ้งค์ เป็นนมกล้วยหรือลิโพเกาหลีที่ร้านมินิมาร์ท พร้อมเติมตังค์ T-money ค่ะ ถ้าใครยังไม่มีก็ซื้อเลย เพราะสะดวกมาก จ่ายได้เกือบทุกอย่าง เหมาะกับเวลาเมาๆ นั่งแท็กซี่แล้วแท็กซี่จะเนียนโกงเงิน ก็จ่ายแม่งด้วย t-money ค่ะ ไม่มีตัดเกินเงินแน่นอน 5555
IMG_2494 IMG_2495 IMG_2496
เลือกค่ะ ละลานตา

IMG_0684
ใช้บัตรทีมันนี่จ่ายได้นะคะ ไม่ต้องซื้อตั๋วตามตู้ด้านนอก แล้วเราชอบขึ้น airport bus มากกว่า เพราะมีอาจอชี่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงให้
พร้อมติดแท็กให้ด้วยนะ เหมือนตอนขึ้นเครื่อง

IMG_0685
รถบัสของเกาหลี จะมีเสียงบอกชื่อป้ายก่อนลง แล้วถ้าใครจะลงก็กดออดนะคะ
IMG_0686
รถแอร์พอร์ตบัส ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะ มีนิตยสาร

เรานั่งรถบัส 6011 ถึงป้าย hyehwa (มหาลัย Sungkyunkwan) ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แดดดีมากๆ อากาศเหมือนติดแอร์ ฟิน…. อาบน้ำเปลี่ยนชุด

IMG_2515 IMG_2526
บรรยากาศแถวบ้าน (หอ) ค่ะ หนึ่งในภารกิจคือ ชิมกาแฟทุกเจ้าในเกาหลี

มากินข้าวที่ห้างชินเซเก ใกล้นัมแดมุนค่ะ เป็นห้างเก่าแก่นะ ในฟู้ดคอร์ทก็มีแต่ป้าๆ แม่ๆ พาลูกมาเดินเล่น คนเกาหลีรวยๆ นี่แม่งว่างจริงๆ ว่ะ แม่ๆ เอาลูกมาคุยกันงี้ อาจุมม่าที่ดูดีหน่อยมานั่งเมาท์งี้ เออ อย่าให้กูรวยบ้างนะ ….(ใช้หนี้ก่อนป่ะ) บนฟู้ดคอร์ท ชั้น 11 ก็มีต้นบ๊วยค่ะ ให้ซ้อมถ่ายรูปได้ บรรยากาศก็ดีค่ะ ลมตีเบาๆ จากนั้นเ  ราก็นั่งรถบัสไปนัมซาน หรือ N SEOUL Tower เพื่อให้พี่ในทริปอีกคนได้สัมผัสจุดท่องเที่ยวหลักๆ ในโซลก่อนค่ะ สำหรับวันแรก ส่วนน้องอีกคนฟิตค่ะ นางวิ่งขึ้นนัมซาน ทางลาดเอียงเหี้ยๆ ใจว่ะ

IMG_0689 IMG_2529
ข้าวห่อไข่

IMG_0691

IMG_0703 IMG_2555
บรรยากาศและหน้ากู

IMG_0705  IMG_0708 IMG_0710 IMG_0712 IMG_0717  IMG_2566
บรรยากาศที่ N Seoul Tower นัมซานค่ะ

IMG_0718
พ่อค้าแซ่บนะ

ทีนี้ตอนกลับคือจุดพีคค่ะ เพื่อนแชทมาบอกจากไทยว่าเด็กๆ ของดิชั้นเข้าตึกค่ะ (การเข้าตึกของศิลปินคือโอกาสที่ติ่งจะได้เห็นระยะประชิดนะคะ) ทีนี้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่ะ ลงจากเขา พี่ในทริปก็บอกว่าวิ่งสิวิ่ง ไปเลยแกไม่ต้องมาเมียงดงละ เราก็ดันชะล่าใจ (เพลียตัวเอง) กลับไปเก็บของที่หอก่อนค่ะ ต๊ายตาย กลัวหนาว กลับไปเอาโค้ทห่อร่างดีกว่า อากาศตอนกลางวันมันดีจริงนะคะ แต่พอแดดร่มลมตกเท่านั้นแหละ หนาวเลย กลัวจะแข็งตาย รอนานไม่ไหว เฮ้ย เด็กเพิ่งเข้าตอน 6 โมง อาจจะซ้อมหลายชั่วโมงก็ได้ ปรากฎกว่าจะหลงทาง กว่าจะได้แผนที่ติ่ง ซี่งพูดเลยว่าหลงชิบหาย แล้วมันมืดค่ะ ถนนหลังอัปกูจองตรงนั้นค่อนข้างเปลี่ยว เราเลยเดินอ้อมริมถนนใหญ่ (อัปกูจอง ต่อเนื่องชองดัม) แล้วเลี้ยวตรงสี่แยกค่ะ เข้าซอย doosandaero ค่ะ google map ไม่ช่วยอะไรค่ะ แค่ข่าวร้ายตอนขึ้นมาจากสถานีก็แค่เด็กๆ ออกไปแล้ว เราเลยเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย เอิ่ม ก็คิดซะว่ามาศึกษาเส้นทางละกัน กว่าจะถึง คุณเอ๊ย….ลึกสัดหมาเห่า เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว โค้ตคือไม่ช่วยอะไร ไวไฟก็แบตหมด พาวเวอร์แบงค์ก็หมด ดีที่เจอเน็ตฟรี ชื่อ iptime ต่ออายุเป็นระยะ ส่วนใหญ่สัญญาณจะแรงแถวบ้านคนค่ะ ระหว่างทางเพื่อนคนเดิม (บอกชื่อเลยดีมะ?) ก็ส่งแผนที่ติ่งมาให้ เอาล่ะค่ะ กูจะเดินวนแม่งทุกบริษัทเลยค่ะ ตั้งแต่ JYP CUBE FNC SM TOWN เจอติ่งหลายสิบคนยังรออยู่หน้าตึก ไม่รู้ว่ารอใครนะคะ แต่เมนเรากลับบ้านแว้ว แง….วืดๆๆ เอาวะ ไม่ได้เจอไม่เป็นไร นี่แค่วันแรก เราเอาท้องอิ่มก่อนดีกว่า

ติ่งคะ นี่คือแผนที่ของเราทำเองนะ เซฟไปเดินตามได้เลย แต่ตอนกลางคืนมันน่ากลัวนะคะ เดินระวังๆ ด้วยค่ะ

SM TOWN MAP-final
IMG_2598  IMG_2600

ดังนั้น ที่หมายต่อไปก็คือ กินหมูย่างเกาหลี ผัก 30 ชนิดค่ะ แถวอัปกูจองแหละ จุดนี้มิสชัตดาวน์ กวนมึนเบลอ ก็หลงอีกแล้วค่ะ เพราะคนที่ไปก่อนบอกให้นั่งรถเมล์สาย 145 แต่เราถามคนแถวนั้นว่าสายไหนไปที่นี่บ้าง นางบอก 143 เออ… สวัสดี กูหลง สุดท้าย วิธีง่ายสุดในการไปถึงที่หมายคือ ให้เพื่อนที่ถึงแล้วถ่ายนามบัตรมาค่ะ แล้วเราก็โบกแท็กซี่ให้อาจอชี่ (คุณลุง) ซิ่งไปเล้ย ชอบที่แท็กซี่มี GPS ทุกคันนะคะ แล้วที่อยู่ของร้านค้า สถานที่ โรงแรมแม่งเป๊ะมาก ตอนแรกจะคีย์ว่า Seoul เขตอะไร ถนนอะไร บ้านเลขที่เท่าไหร่ อย่างเป๊ะอ่ะ ถึงที่หมายสบายผิดกัน ขอกินก่อนล่ะค่ะ คืนนี้ร่างพัง จัดไปคนละ 12,000 วอนเอง ถูกมาก เมื่อเทียบกับหมูสามชั้นทั้งเล้าในท้องและผักอร่อยๆ อีกมากมาย ไม่มีรูปนะ เพราะหิวจนลืมถ่าย ฮ่าๆๆๆๆๆ

ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนสอง ปรับการกิน เข้ายิมแบบมีหลักการ

หลังจากผ่านเดือน ม.ค. 56 นะคะ น้ำหนักเราลดลงไปแค่ 2 กก. ค่ะ ทั้งที่เข้ายิมไป 9 ครั้ง โดยไม่ได้จ้างเทรนเนอร์ แต่ใช้บริการ 3 ครั้งที่ลงโปรโมชั่นไว้ ครั้งแรกจะวัดไขมัน ชั่งน้ำหนักและทดสอบร่างกาย ตั้งแต่วิ่งในเวลาจำกัด Plank ได้กี่นาที กางแขนขาดูสมดุลร่างกายค่ะ บอกเลยว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เอ๊ย สมรรถภาพของร่างกายเราลดลงมากๆ นี่นักกีฬาเก่านะคะ เล่นกีฬามาแต่เด็กๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ แค่ซิตอัพ 20 ครั้งยังไม่ขึ้น เศร้าเนอะ วัดสัดส่วนเก็บไว้ เช่น รอบแขนบน รอบเอว สะโพก ต้นขา แล้วครั้งที่สองก็จะสอนว่าเล่นท่าไหน มีประโยชน์ยังไง เพื่อให้เราสามารถจำและเอาไปใช้ได้เอง และครั้งที่สามก็จะเทสต์แบบเดิมอีกค่ะ ว่าทำสถิติได้ดีขึ้นมั้ยค่ะ จากนั้น ถ้าเราสนใจจะต่อก็สามารถซื้อคอร์สต่อได้ แต่ถ้าอยากเล่นเองก็ไม่ฮาร์ดเซลล์ขายคอร์สเหมือนแคลิฟอร์เนียนะคะ เทรนเนอร์เป็นผู้หญิง จบวิทยากีฬามาด้วยค่ะ ส่วนตัว เราไม่ชอบเทรนเนอร์ผู้ชายค่ะ

ทีนี้หลังจากเราเล่นเองแบบออกกำลังเบิร์น (Cardio) บนเครื่อง elliptical แบบนี้ เป็นเวลา 30 นาทีอย่างต่ำทุกครั้งค่ะ
Image

(credit: http://scottfennfitness.com/2013/06/)

ที่ชอบเล่นเครื่องนี้เพราะไม่กระแทกเข่าดีค่ะ เราไม่ชอบวิ่งบนลู่ เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ถ้าคุณอยากเบิร์นก็ลองหาเครื่องที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วก็เล่นท่าตามที่เทรนเนอร์เคยสอนมานิดๆ หน่อยๆ แต่น้ำหนักไม่ลงตามที่ตั้งใจค่ะ เราเลยตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ที่จะลงคอร์ส personal trainer ดีหรือเปล่า โดยเราดูผลงานที่เพื่อนร่วมงานเราลงคอร์ส PT แล้ว เพื่อนร่วมงานลดน้ำหนักลงและดูดีขึ้น ถือว่าเก่งอยู่นะคะ แล้วเราไปถามคุณหมอผิงในงานบรรยายและฟังคุณบุ๊งเล่าเรื่องการออกกำลังแล้ว คุณหมอไม่ได้แนะนำว่าควรใช้หรือไม่นะคะ ขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ บางคนไม่ชอบให้คนมาสั่งน่ะค่ะ แต่เราชอบ 555 ชอบให้คนบังคับ และอยากเห็นผล สุดท้ายเราเลยลงคอร์ส PT กับเทรนเนอร์คนเดียวกับเพื่อนที่ออฟฟิศค่ะ เพื่อนลงแบบ 30 ครั้ง ส่วนเราเทรนเนอร์บอก 20 ครั้งก็พอ ก็ตามนั้นเลยค่ะ (ดีละ เบี้ยน้อยหอยน้อย) เริ่มเข้า PT ครั้งแรกวันที่ 19 ก.พ. 56 นะคะ เรานัดเล่นวันอังคารกับพฤหัสค่ะ ถ้าวันไหนไม่ว่างก็ค่อยเลื่อนเป็น เสาร์ แต่จะเล่น PT แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

ในแต่ละครั้ง PT จะมีท่าออกกำลังให้ 2 เซ็ตค่ะ เซ็ตละ 3-4 ท่า ไม่ซ้ำกันเลอ แต่เหนื่อยมาก ปกติตอนเล่นแคลิฟอร์เนียนี่วันรุ่งขึ้นไปทำงานไม่ไหวเลยนะคะ แต่นี่ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ตื่นไหวอ่ะค่ะ เล่นที หัวใจเต้นเร็ว แต่ก็ท้าทายมากๆ ต้องทำให้ได้ แต่รู้สึกดี เหมือนน้ำหนักจะลดเลยเนอะ (จริงๆ น้ำหนักไม่ค่อยลดเลยค่ะ ทำใจไว้แล้ว) คนเราพอเสียเงินลงไปก็อยากให้ได้ผลเร็วๆ กันทั้งนั้น อันนี้ต้องเตือนกันไว้เลยนะคะ จะได้ไม่เฟลไม่ท้อกลางทาง

ระหว่างนั้น ก็มีทริปไปเชียงใหม่ค่ะ อันนี้เล่น PT มาแค่ 4 ครั้งเองนะ ก็ต้องไปต่างจังหวัดละ แล้วเชียงใหม่นี่มีแต่กินกับนอนค่ะ เช่ารถขับอีก แทบไม่ได้เดินเหิน ทั้งสปาเกตตี้, ไก่ทอด, โรตี, กาแฟ ฯลฯ ผลคือ อ้วนขึ้นค่ะ มวลไขมันก็เพิ่ม เสื่อมมาก กลับมาเทรนเนอร์พูดแล้วเจ็บมากๆ คือ เค้ามีหน้าที่ motivate และดูแลเรื่องของวิธีการออกกำลังนะ แต่เรื่องของการกินนี่ เค้าคงห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักจะต้องทำเอง เสียเงินไปแล้วก็แล้วแต่นะ โห…ความงกของกูนี่ขึ้นเลยค่ะ ฮึดมากๆ ค่ะ ยังค่ะยัง ถัดจากทริปเชียงใหม่ เดี๊ยนยังมีทริปเกาหลีอีกค่ะ แต่บทเรียนทำให้เราระวังตัวมากขึ้น และเกาหลีเราเดินเยอะด้วยค่ะ ในขณะที่เชียงใหม่ เราเช่ารถขับค่ะ ตัวแทบไม่กระดิกเลย 555 แล้วตอนไปเกาหลี เราแอคทีฟมาก กินผักเยอะด้วยค่ะ ทั้งที่กินมื้อเย็นตอน 5 ทุ่ม แต่กลับมาน้ำหนักเท่าเดิม แถมเปอร์เซ็นต์ไขมันดีขึ้นอีก สุดยอดเลอ! หลายคนที่ไปเที่ยวเกาหลีก็น้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ ทั้งที่กินเยอะ แต่ก็เดินเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอากาศเย็นสบาย เราก็น่าใช้การเดินเพื่อลดน้ำหนักได้นะคะ

Image
อาหารที่เกาหลี

ช่วงนั้นเองค่ะ เราได้เข้าสู่วงจรการคำนวณแคลอรี่ค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความถนัดนะคะ วิธีการคำนวณแคลอรี่ของเราคือ เราต้องหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของตัวเองก่อนค่ะ (คือเป็นค่าของอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ขั้นพื้นฐานของแต่ละคน) คือ ถ้าเรากินเท่ากับ BMR ก็จะเท่าทุนค่ะ แต่ถ้าเรากินมากกว่า BMR แล้วไม่ได้เผาผลาญ ก็จะสะสมในร่างกาย แต่ถ้าเราเพียงลดแคลอรี่ในแต่ละวันให้น้อยกว่า BMR ก็จะลดน้ำหนักลงค่ะ อ่านรายละเอียดง่ายๆ ได้ที่นี่ http://www.never-age.com/bmr_2.php หรือhttps://jeban.com/viewtopic.php?t=119938

ทีนี้ การทานอาหาร เราก็จะใช้การประมาณเอาจากน้ำหนักและค่าพลังงานจากหลายๆ แหล่งค่ะ ก็ไม่เป๊ะนะ แต่มันก็สามารถคำนวณแคลอรี่ต่อวันได้ดีทีเดียว วิธีการเราคือ เช่น ข้าวสวยหนึ่งจาน หนัก 200 กรัม จะมีแคลอรี่ 400 กิโลแคล ทีนี้ ถ้าเรากินแค่ 80 กรัม ก็จะได้พลังงาน 160 แคล แล้วก็บวกกับข้าวไปค่ะ เช่น ไข่ต้ม 1 ฟอง 80 แคล แต่เราไม่กินไข่แดง ก็ลดไปเหลือเดาๆ เอาว่า 40 แคลไรงี้ ส่วนถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง เช่น ของ S&P หรือ ซีพี จะมีข้อมูลโภชนาการแปะอยู่หน้าซองค่ะ เช่น สปาเกตตี้คาโบนาร่า ได้แคลอรี่ 450 ประมาณนี้ อาหารแต่ละมื้อน่าจะไม่เกิน 500-600 แคลนะคะ ถ้าเรากินครบ 3 มื้อ ก็จะได้แคลอรี่ประมาณ 1500 ก็น่าจะเกินค่าการเผาผลาญมาเล็กน้อย แต่การเบิร์น มันเกิน 200 แคลอยู่แล้ว เราก็จะมีพลังงานเข้าร่างกายในวันนั้นประมาณ 1300 ค่ะ

จากนั้น เราก็ใช้แอพพลิเคชั่น Myfitnesspal ช่วยบันทึกแคลอรี่อาหารที่กินเข้าไปค่ะ เพื่อเตือนใจเราด้วยในอีกทางว่าเรากินเยอะไปหรือน้อยไป โดยมีเพื่อนร่วมงานของเราแนะนำแอพนี้มา และแอดกันเป็น social network ได้ด้วยนะ การบันทึกของเรา ก็เป็นการกะประมาณเอาน่ะค่ะ เช่น คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะมีกี่แคล เป็นต้น แล้วก็อิงจากตารางค่าแคลอรี่ของอาหาร (เว็บ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/05/L6643174/L6643174.html http://adia.exteen.com/20070512/entry ) พอเราคำนวณเสร็จ มันจะบอกว่ากินมากหรือน้อยไป แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ในอีก 7 วัน ประมาณนั้น (อ่านเต็มๆ ได้ที่บทความของอีคอมเมิร์ซนะคะ แหะๆ เขียนเอง ชงเองค่ะ http://www.ecommerce-magazine.com/issue/172/April-2013-Mkt-Fat)

ทีนี้ การกินที่สำคัญคืออะไร คุณหมอผิงเคยบอกไว้แล้วในตอนที่ 1 นะคะ ว่าการกินอาหารที่เป็นสูตรนั้นนี้ สุดท้ายถ้าคุณกินแบบนั้นแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง จริงอยู่ มันลดน้ำหนักค่ะ แต่มันไม่ยั่งยืน คุณจะกินอาหารนก กินผักได้ขนาดนั้นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า? ถ้าทำได้ตลอด เราไม่ว่ากันค่ะ แต่สำหรับเราค่านิยมของเราก็คือ กินอะไรที่มันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันมีประโยชน์ หาทานได้ง่าย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก เช่น ไข่ขาว, ผักใบเขียว, บรอคโคลี, ดอกกระหล่ำ, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, เนื้อปลา แต่คุณหมอผิงบอกว่าหมูไม่ควรกินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แหะๆ เราชอบกินหมูนี่นา พวกสัตว์เนื้อแดงน่ะค่ะ เราไม่กินเนื้อ ไม่กินปลาหมึก ไม่กินหอยอยู่แล้ว โชคดีไป

การปรับการกินนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าหักโหมจนร่างกายรับไม่ได้แล้วจะเบื่อ สำหรับเราปรับการกินจนตอนนี้นิสัยการกินเปลี่ยนไปเลยค่ะ เปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกัน

1. กินผักต้ม
ก่อนหน้านี้เรากินผักสดที่ขายเป็นแพ็คๆ หรือแบบตักตามสลัดบาร์ของซูเปอร์น่ะค่ะ แต่ต้องเลือกนะคะ ไม่ใช่ว่าตักแต่แฮม, ไข่นกกระทา, มันอบ, แครอตไรงี้ (แครอต เป็นแป้งนะคะ) แล้วพยายามไม่ใส่น้ำสลัดค่ะ เข้าใจว่าทำยาก ตอนแรกๆ ขอให้เปลี่ยนมาใช้สลัดน้ำใสก่อนค่ะ แล้วมาเป็นกินแบบวัว คือ ไม่ใส่น้ำสลัดเลย เคี้ยวกร้วมๆ เลยค่ะ ก็อร่อยดีนะคะ แต่การกินผักสด แก็สในท้องจะเยอะนิดนึงค่ะ บางทีผักก็ช้ำไรงี้ จะกินผักได้เยอะมากค่ะ เวลาช้อปปิ้งคือ ช้อปผักสดทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือกลางสัปดาห์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างฟู้ดแลนด์, เดอะมอลล์ หรือ Tops แต่ผักพวกนี้ พอเปิดถุงแล้วอยู่ได้ไม่นานค่ะ จะเน่าเร็วมาก กินไม่ทัน หรือไม่มีเวลาไปซื้อ ราคาถุงละ 50-70 บาทเป็นผักสลัดรวม แต่พอหลังจากเรากลับจากเกาหลีไม่รู้อะไรดลใจนะคะ เลยบอกแม่ให้ช่วยต้มผักแทน เอาผักง่ายๆ ที่แม่หาซื้อตามตลาดแถวบ้านได้ทุกวันน่ะค่ะ เช่น ดอกกะหล่ำ, บรอคโคลี, แครอต (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นแป้ง), เห็ดออเรนจิ ทีนี้คือ จุดเปลี่ยนเลยค่ะ พอเปลี่ยนมาต้มผักแทน มันทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น เพราะผักอุ้มน้ำค่ะ แนะนำให้ทุกมื้อมีผักต้มนะคะ กินแกล้มกับกับข้าวอื่นๆ ได้เลยค่ะ ทีนี้น้ำหนักเราก็เริ่มลดลงแบบมีนัยยะสำคัญทีเดียวค่ะ ในเดือน 4-6

Image

2. กินกาแฟร้อน ไม่ใส่น้ำตาลและสารให้ความหวาน
เรียกว่าอันนี้วัดใจนายกับเรามากนะคะ สำหรับคนชอบกินอะไรหวานๆ มาตลอดชีวิตอย่างเรา แค่เลิกกินชานมไข่มุก มิสเตอร์เชคมาปีกว่า (นับถึงตอนนั้น) ก็ถือว่าใจเด็ดมากแล้ว นี่จะมาให้กินกาแฟร้อนแบบไม่หวานอีก แต่ก็ต้องทำค่ะ เริ่มแรกก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เวลาสั่งกาแฟก็พยายามบอกให้ใช้นมโลวแฟตหรือนอนแฟต แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องซีเรียสนะคะ จากนั้นก็ขอน้ำตาลเทียม (อิควล) น่ะค่ะ มาใส่ให้พอประทังชีวิตไป รสชาติมันห่วยแตกอยู่นะคะ สำหรับคนไม่เคย พอเราเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง และที่เคยสั่งน้ำหวาน น้ำอะไรปั่นๆ เย็นๆ ก็เลิกซะ เพราะกว่าเค้าจะทำให้เครื่องดื่มมันหวานได้เนี่ย ก็ต้องใช้ทั้งน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น เราไม่ควรได้รับน้ำตาลมากกว่า 24 กรัมต่อวันนะคะ พอเราเริ่มเลิกเสพติดหวาน ต่อจากนั้นซัก 2-3 เดือน ชีวิตเราจะไม่ชินความหวาน น้ำตาลก็จะไม่แทรกซึมผ่านเราได้เยอะค่ะ หลายคนงดแป้ง งดไขมัน แต่ไม่ลดน้ำตาล กินแต่น้ำหวาน น้ำปั่น จะผอมได้ไงคะ ตัวเราเองอ่ะ บอกเลยว่าโง่เรื่องโภชนาการมาก ตอนเพื่อนบอกว่ากินน้ำหวานก็น้ำตาลเข้าเส้นเลือดเร็วเลยสิ เราก็ไม่เก็ตค่ะ ก็แบบเออ ดีออก ไม่ต้องย่อยด้วย ไม่มีแคลอรี่ … โถ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ก็เพราะมันเข้าสู่เส้นเลือดเร็วก็คือมันอ้วนเร็วกว่าแป้งอีกไงล่ะ เพราะแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแล้วเข้าสู่กระแสเลือดชิป่ะ แต่นี้ไม่ต้องใช้อะไรย่อยเลย เข้าปรี๊ดเลอ

3. กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว และลดอาหารเส้น
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ชอบกินข้าวขาว ขนมปังขาวแบบเรา หันมาเปลี่ยนชีวิตหุงข้าวกล้องมากินทุกวัน ค่ะ เริ่มจากที่บ้านปกติซื้อข้าวแบบหุงสำเร็จมา หรือข้าวก้อนๆ น่ะค่ะ เป็นข้าวขาวกับข้าวแดง ซึ่งเราอ่ะไม่ชอบรสชาติหยาบๆ ของข้าวแดงแบบนี้อยู่แล้ว เลยพยายามไปหาข้าวหอมมะลิกล้องมา ชอบของมาบุญครองค่ะ ห่อไม่ใหญ่มาก หนึ่งห่อพอดีกินคนเดียว 1 เดือน ทีนี้ จะหุงให้กินคนเดียวต่อวัน ปริมาณจะน้อยเกินไปสำหรับหม้อใหญ่ เราก็ซื้อหม้อเล็กมาเลยค่ะ หุงกินคนเดียว แม่จะช่วยหุงให้ (อีกแล้ว แหะๆ) ตอนแรกจะกะปริมาณน้ำไม่ค่อยถูกค่ะ แฉะไปบ้าง แห้งไปบ้าง แต่ก็อร่อยกว่าข้าวแดงเยอะ ทีนี้ก่อนกินทุกมื้อ เราชั่งน้ำหนักข้าวค่ะ เพื่อวัดแคลอรี่ แหะๆ ก็ต้องซื้อตาชั่งตวงอาหารมาเนอะ เราซื้อของ IKEA ค่ะ ราคา 990 บาท เวลาชั่งก็แค่กดเปิด 1 ครั้ง ให้ขึ้นเลข 0 เอาจานที่เราใส่ข้าววาง แล้วกดอีกครั้งให้ตาชั่ง tare หรือเซ็ตศูนย์ จากนั้นก็ตักข้าวลง มื้อเช้าเรากิน 80 กรัม กลางวัน 100-120 กรัม มื้อเย็นประมาณ 50 ค่ะ ทุกมื้อควรมีแป้งนะคะ ไม่ควรงดแป้งไปเลย วิธีของเราคือ ลดแป้งไม่ใช่งดค่ะ ไม่งั้นร่างกายจะโยโย่ แป้งมาได้หลายรูปแบบค่ะ ไม่ได้จำกัดจากข้าวอย่างเดียว อาหารบางชนิดก็มีศักดิ์เป็นแป้งค่ะ เช่น ข้าวโพด มัน เผือก แครอต พวกพืชจำพวกหัวทั้งหลาย

ส่วนอาหารเส้น มันคือสิ่งที่แปรรูปมาจากข้าวและแป้งนะคะ เป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี เออ อันนี้เอาเป็นว่าพยายามเลี่ยงอาหารประเภทเส้นค่ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พาสต้า อา….ของโปรดทั้งนั้น ยากจุง ก็ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงค่ะ เพื่อตัวเรานะคะ อดทนอีกนิด ให้วีคละ 1 ครั้งละกัน อิอิ

4. เลิกซะนิสัยกินแบบบุฟเฟ่ต์
สั่งแค่ตัวเองพอ แล้วกินแค่ครึ่งเดียว คือ เข้าใจทุกร้านอาหารที่จะมีสัดส่วนปริมาณ (portion) ในแต่ละจานตามมาตรฐาน ดังนั้นการจะมาบอกว่า เอาข้าวครึ่งเดียว ไม่เอาข้าว นางไม่ทำให้ค่ะ ชีวิตยากเนอะ ก็ชั้นมีแต่ข้าวไป ไม่อยากกินข้าวเธอนี่นา แค่ทำปริมาณเหมือนราดข้าวแหละ แต่ไม่เอาข้าว ไม่เข้าใจหรา? บางร้านนางบอกเป็น KPI ขายเป็นเซ็ตค่ะ อ่ะ ก็ได้ ชั้นอารยะขัดขืนด้วยการไม่กินข้าวของเธอเองละกัน บางร้านมาถึง บ่นเสียดาย อ้าว ก็พี่ทำให้หนูไม่ได้นี่นา ยินดีจ่ายราคาเต็มนะคะ แต่กินครึ่งเดียว หรือบางทีก็ต้องทนอาย พกข้าว (มีแต่ข้าวนะคะ) ไปนั่งกินร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ในร้านอาหารบ้าง ก็ต้องทนค่ะ ถ้าร้านเค้าอนุญาต เพราะเราเองก็สั่งอาหารเค้านะ แต่ไม่เอาข้าวเท่านั้นเอง เวลาไปร้านข้าวมันไก่ ก็สั่งแต่ไก่นะคะ เนื้ออกดีที่สุด แต่เนื้อน่องมันอร่อยน้า

Image
Image

5. หาของว่างที่มีประโยชน์กิน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็ต้องมีการหิวระหว่างมื้อ คุณหมอผิงเลยบอกว่า อาจจะลองแบ่งเป็น 5 มื้อย่อย จะได้ไม่หิวจนตาลาย และควรกินให้ตรงเวลาทุกมื้อนะคะ ตอนนี้เราฝึกร่างกายจนถึงลมปราณขั้นสุด เอ๊ย ไม่ใช่ คือ 5 โมงเย็นปุ๊ป ความหิวมาเลยค่ะ ต้องกินข้าวเย็นประมาณนี้ แล้วพัก 2 ชั่วโมง ไปออกกำลังพอดี ส่วนของว่างนั้น เราก็ได้อ่านมาหลายที่ บางคนแนะนำ กรีกโยเกิร์ตค่ะ ที่เราชอบคือยี่ห้อนี้ค่ะ TamarValley (ตามรูป) สนนราคาก็ ถ้วยละ 100 กว่าบาทเอง อุ๊ต่ะ จะผอมได้ต้องรวยนะคะ แต่ต้องแบ่งกินนะคะ ถ้วยนึงแคลอรี่ก็หนักอยู่ แล้วเนื้อโยเกิร์ตก็เปรี้ยวมาก ดีที่มีรสผลไม้มาดับความกรีกในตัวมัน ไม่งั้นก็กินไม่ได้ แนะนำรสราสเบอรี่หรือเบอรี่รวมค่ะ รสมะม่วงมันประหลาดมาก 555 หาซื้อได้ที่วิลล่ามาร์เก็ตบางสาขานะคะ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีขายเยอะละนะ โยเกิร์ตตามท้องตลาดก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ แต่นอกจากเรื่องแคลอรี่หรือไขมันต่ำแล้ว ให้ดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมค่ะ เพราะที่มันอร่อยก็เพราะมีโซเดียมเยอะ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี  อีกอย่างก็คือพวกถั่วค่ะ หมอผิงแนะนำอัลมอนด์ แต่เราชอบถั่วปากอ้าค่ะ อร่อยมากกกก แบบที่ขายถุงละ 10 บาทตามเซเว่นน่ะค่ะ แก้เหงาปากได้ดี และถูกกว่าอัลมอนด์เยอะ อีกอย่างคือซีเรียลบาร์ค่ะ มีช่วงนึงเราซื้อตุนเลยอ่ะค่ะ ยังกะนักเพาะกาย 555 ก็มันอร่อยดีนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินขนมกรอบๆ มันฝรั่งทอดงี้ แหม…รักสุขภาพเว่อร์จริงกู ปกตินี่กรอกมโนราห์ เลย์ ก๊อบกอบ พริงเกิลเข้าปากตลอด 555 ก่อนนี้ก็ชอบกินกัมมี่ค่ะ ของ Haribo แหม่…หวานๆ หนึบๆ เนียนเลย เลิกกินหมากฝรั่งค่ะ เพราะนอกจากกรามจะใหญ่แล้ว ยังมีน้ำตาลอีก ลูกอมนี่ก็ตัวดี หวานๆ น้ำตาลทั้งนั้นเลิกค่ะ ถ้าง่วงให้กินถั่วแทน

ImageImage

Image

Image

แอปเปิ้ลแดงยี่ห้อนี้ อร่อยดีนะคะ แนะนำ

เอาล่ะ บล็อกนี้เอาแค่นี้ก่อนค่ะ ตอนช่วงที่ 2 เราน้ำหนักเหลือประมาณ 56-55 แล้วนะคะ นับถึงเดือนพ.ค. นะคะ คราวหน้าจะเป็นตอนที่จบคอร์สพีที และมีท่าในการเล่นยิมมาฝากค่ะ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องใดๆ แล้วเราเขียนผิดไป มาทักท้วงได้นะคะ ยินดีค่ะ เราไม่ได้เล่าละเอียดในทุกเรื่องค่ะ เพราะความรู้มีกระท่อนกระแท่นแล้ว ตอนที่เริ่มลดน้ำหนัก เนื้อหาปึ้กกว่านี้เยอะ หากอยากทราบอะไรเพิ่มลองกูเกิ้ลหาเพิ่มได้เลยค่ะ มีเว็บดีๆ สอนเยอะเลยค่ะ เราแค่เล่าวิธีที่เราทำแล้วเวิร์คเนาะ มาแชร์ๆ

ป.ล. ตอนนี้ (มี.ค. 57) น้ำหนักเราค่อนข้างคงที่แล้วนะคะ หลังจากหยุดพีทีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 56 แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่เช่นเดิมค่ะ อะไรที่ดีแล้วก็ดีไป แต่ตอนเครียดทีไร ขอ junk food มาหน่อยเด๊ะ!