[CR] รีวิว สักคิ้ว 6 มิติ

รีวิวนี้พี่มิชออกเงินเอง รีเสิชมาเองนะคะ หากไปทำตามแล้วดีไม่ดียังไง ไม่มีส่วนรู้เห็นนะ

คืองี้ อีการสักคิ้วถาวร 3 มิติ 6 มิตินี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในวงการชะนีรักสวยรักงาม เมื่อก่อนคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่อ่ะ ที่แก่แล้วจะเห็นรอยสักเขียวๆ ที่คิ้วแล้วมันดูปลอมๆ จนกระทั่งมันใกล้ตัวมาเรื่อยๆ ทั้งเมคอัพที่รู้จักไปเรียนสักและเพื่อนร่วมงานไปสักก่อนคนแรก พี่มิชก็คิดนะ ว่ามีขนคิ้วอยู่บ้างแต่มันลำบากเวลาเขียน มันไม่ค่อยเท่ากัน แล้วไม่รู้จะเอาทรงไหน

นี่คือรูปคิ้วที่เดี๊ยนเขียนเองเวลาไปงาน แต่งหน้าไรงี้ค่ะ อยากคิ้วตรงๆ แบบชะนีเกาโนะ จะได้หน้าดูซอฟท์

แต่พอเพื่อนร่วมงานสัก จะมีช่วงแรกๆ ที่คิ้วจะเข้มม๊าก แต่พอมันจางก็เออ ดีแฮะ ที่ไม่ไปซักที เพราะค่าสักของเค้าแพงค่ะ ประมาณ 9 พันแน่ะ รูดก็ไม่ได้ เป็นการใช้เงินก้อนใหญ่สำหรับเรานิดนึงนะ

จนได้ไปเห็นรูปเพื่อนนิเทศค่ะ นางนึง เอ๊ะ ปกติคิ้วนางไม่สวยขนาดนี้ นี่ดูเข้ม เป็นรูปทรง เลยหลังไมค์ไปถามนางว่า สักคิ้วใช่ไหมแก ที่ไหน ยังไง เลยได้ร้านมาค่ะ ชื่อร้าน barehare  มีสองสาขาคือเอกมัยกับเซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะนางบอกว่านางสักกับอาจารย์ เราเลยขอเข้าไปดูไอจีร้าน มีดาราไปทำหลายคน เออ ก็ทรงสวยดี แต่ออกแนวโค้งๆ แบบไทยอ่ะ

มีโปรโมชั่นตอนนั้นคือ 6 มิติ ราคา 5,900 บาท ผ่อนได้ 3 เดือนกับบัตรเครดิตกสิกรด้วย (มารู้ตอนจะจ่ายเงิน) ราคานี้รวมสัก 1 ครั้ง เติม 1 ครั้ง และแว็กซ์คิ้ว 1 ครั้ง ปกติถ้าแว็กซ์คิ้วเฉยๆ ครั้งละ 500 ค่ะ *มีโปรใหม่ๆ อัพเดทในไอจีร้านเค้าเด้อ

ตอนก่อนไปสักคิ้ว ควรเอาคิ้วแบบที่ขอบไปด้วยนะคะ แล้วส่วนใหญ่สีที่สักจะไม่ได้อ่อนมาก ถ้าทำสีผมมาอ่อน เวลาสักคิ้วจะทำให้สีมันตัดกับผม ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปสักค่ะ เขียนไล้เอาตามสีผมสวยกว่า

ตอนจะสัก อยากได้แบบคิ้วซูยอง วง Girl’s generation ค่ะ สวยดี แต่ช่างบอกว่าโหนกคิ้วเราทำไม่ได้ เอาจริงๆ ตอนนั้นก็แอบเฟลนิดนึง เพราะอยากคิ้วเกาหลีไง แต่ร้านเค้ามาสไตล์นี้ ก็ลองดูค่ะ

ขั้นตอนหลังจากโทรนัดคิว ก็จะเข้าไปให้ช่างแว็กซ์คิ้วแล้วก็วาดคิ้วแบบที่ต้องการ ตอนนี้ถ้าจะเปลี่ยนทรงก็ยังทันอยู่ค่ะ แต่ถ้าลงเข็มแล้วเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ถูกใจก็ลองทำจนกว่าจะถูกใจ ซึ่งการเขียนคิ้วนี่ สีจะเข้มมากนะคะ อาจจะดูแล้วหลอก หรือดูน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะจางไปเองค่ะ ดูที่ทรงก่อนดีกว่าว่ารับกับหน้าไหม แนะนำให้ส่งไปให้เพื่อนช่วยดู หรือพาเพื่อนไปช่วยตัดสินใจก็ดี

IMG_7482

วันที่ไปสักคิ้วแบบนี้ค่ะ

พอได้ทรงแล้วก็จะทายาชาค่ะ แล้วแปะแวร็ปไว้ประมาณ 30 นาที ตอนที่ไป มีลูกค้ามาแทรกคิว ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ รอนานมาก แถมยังมีข่าวระเบิดตรงพระพรหมด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าบอกข่าวช่างเลย กลัวมือสั่น หรือรีบทำเพราะรีบกลับบ้านงี้

ตอนช่างลงเข็มบอกเลยว่าไม่เจ็บ หลายคนบอก กลัวเจ็บ เอิ่ม เค้ามียาชาค่ะลูก แล้วถ้ายาชาออกฤทธิ์ไม่ต้องกลัว ทีไปผ่าหน้าอย่างอื่นล่ะทำมาหมดแล้วไม่เห็นกลัวเลยลูก

เวลาช่างจะเริ่มสัก ควรดูว่าเป็นเข็มใหม่ เพื่อกันการติดเชื้อและความคมในการสักจะได้ไม่ช้ำค่ะ

ตอนสักจะได้ยินเสียงดัง “กึด กึด กึด” เหมือนเวลาวาดรูปเลยค่ะ ช่างสักจริงๆ 10 นาทีเองค่ะ แต่วันนั้นที่นานเพราะมีคิวแก้มาแทรกแล้วใช้เวลานานมาก ซึ่งราคาแก้สักคิ้วจะแพงกว่าสักใหม่นะคะ

พอสักเสร็จเค้าจะให้เจลอะโลมาทาค่ะ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน แล้วทาเจลให้ชุ่มชึ้นเสมอ ให้แผลหายข้าที่สุด

ก่อนไปสักแนะนำให้บอกเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และแฟนไว้ก่อนนะคะ เนื่องจากช่วงสักสองวีคแรก คิ้วจะเข้มมาก เหมือน Frida ถ้าคนไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าอีนี่คิ้วปลิง และทำให้เราเสียเซ้ว เราต้องมั่นค่ะ เพราะพอมันตกสะเก็ดจะจางกำลังดี

 

คลิกดูรูปแต่ละวันได้นะคะ

ส่วนใหญ่จะให้เข้ามาสักซ้ำพอผ่านไปซัก 1 เดือนค่ะ เพื่อเติมส่วนที่ขาดไป ซึ่งรอบนี้บอกเลยว่าเจ็บ แหะๆๆ ถึงจะมียาชาก็เหอะ เพราะเหมือนเอามีดกรีดลงไปบนแผลอ่ะค่ะ วิธีดูแลก็เหมือนเดิม คือ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน และทาเจลอะโล จนกว่าจะหมด

 

ก่อนไปสักซ้ำรอบแรกนะคะ

ทีนี้พอแผลสมาน เราก็เหมือนเกิดมามีคิ้วแต่กำเนิดทีเดียว ธรรมชาติมาก ไม่ค่อยจางมาก แต่ก็ไม่เข้ม ทุกวันนี้แต่งหน้าไม่ค่อยเขียนคิ้วเลยค่ะ เพราะมันครบแล้ว

IMG_7507

หลังไปซ้ำรอบแรกมาค่ะ

ข้อแนะนำ

  • ศึกษาสไตล์คิ้วของแต่ละร้าน หรือดูรีวิวของคนที่เราชอบ แล้วเซฟรูปต้นแบบไป
  • บอกคนรอบข้างให้เข้าใจชีวิตหลังการสัก
  • การสักเป็นการเสริมสวยกึ่งถาวร ถ้าสักแล้วจะถอนตัวไม่ได้ ต้องรอจางประมาณ 2-3 ปี
  • ราคาสักคิ้วในปัจจุบันลดหลั่นกันตามฝีมือ ประสบการณ์ ชื่อเสียง เลือกที่ถูกก็อาจจะดีก็ได้ เลือกที่แพงก็อาจไม่ดี อยู่ที่ความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ
  • ตรวจดูให้แน่ใจว่าร้านสะอาด มีสุขอนามัย และใช้ใบมีดใหม่ทุกครั้ง
  • เมื่อมีขนคิ้วงอกมานอกรอยสัก แนะนำให้ถอน หรือแว็กซ์

 

IMG_7509IMG_7511

คิ้วเหมือนธรรมชาติเค้าให้มาเนาะ เปล่าค่ะ เงินล้วนๆ

เอาจริงๆ สมัยก่อนที่แต่งหน้าไปสมัครงาน ไม่เคยเขียนคิ้วเลย ไม่รู้ว่ามันสำคัญ จนกระทั่งเวลาเราหน้าโล้น หรือไปเจอเพื่อนมีคิ้ว เราถึงเข้าใจแล้วว่า คิ้วมีความสำคัญ สร้างกรอบให้หน้าทีเดียว พอมีแล้วพบว่า แค่ทาตา หรือทาปากก็จบแล้วอ่ะ แล้วหน้าดูครบขึ้นเยอะเลย ขอโทษด้วยนะ ที่ไม่เคยใส่ใจอ่ะ

ข้อคิดวันนี้ : อยากมีอะไรก็มีได้ ถ้ามีเงินนะลูก ความสวยพ่อแม่ไม่ได้ให้ แต่เงินช่วยเราได้

 

รอบหน้า จะรีวิวขนตาถาวรนะคะ

[รีวิว] น้ำยาล้างจานที่ไม่ระคายเคืองผิว cococlean

เคยมั้ยคะ เวลาทำกับข้าวกินกับผู้ชแล้วแบบแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนไหนทำกับข้าว อีกคนต้องล้างจาน
แล้วแบบพี่มิชไม่ชอบล้างจาน เพราะมันล้างแล้วไม่สบายมือ

ปกติเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าล้างจานอยู่แล้วค่ะ คือ พี่มิชเห็นหน้าตาแบบนี้ ก็ทำอาหารได้บ้าง แถมดูไม่น่าจะแพ้อะไรง่ายๆ แต่กลับแพ้พวกสารฟอกขาวต่างๆ หรือพวกฟองเยอะๆ เช่น แฟ้บ (ว้าย โบราณมาก เค้าเรียกผงซักฟอกไหม) หรือพวกน้ำยาล้างจานไรงี้ค่ะ พอล้างเสร็จจะต้องล้างน้ำเปล่าออกเยอะๆ ไม่งั้นมือจะแห้ง แล้วบางครั้งคือ คันยิบๆๆๆ ทั้งวัน คือ เกาจนแผลถลอกเลยอะ เหมือนคนเป็นหิด กินยาหมอมีแก้ฝีแก้หิดก็ไม่หาย ผู้ชก็เลยจำใจและเสนอตัวล้างจานให้ตลอดค่ะ ดัดจริตเนาะ (อนุญาตให้มองบนค่ะ)

พอมาที่ออฟฟิศ ถึงจะมีเครื่องล้างจานให้แล้วก็เหอะ แต่มันจะมีเวลาที่แม่บ้านเปิดเครื่องค่ะ พอเครื่องเปิดแล้วคือจบนะ ก็ต้องล้างเองอ่ะ ใครวางแก้วทิ้งไว้ให้แม่บ้านล้างจะโดนประณาม 3 ชาติ เพราะที่นี่อยากให้พนักงานช่วยเหลือตัวเองค่ะ แม่บ้านไม่ได้มีหน้าที่มาล้างให้พนักงานโนะ แล้วแบบที่ทำงานจะมีน้ำยาล้างจานยี่ห้ออื่น แล้วแต่เวรของแต่ละแผนกที่จะจัดซื้อมาแต่ละเดือน มันจะมียี่ห้อที่มิชแพ้มาก และยี่ห้อมิชแพ้น้อย และรวมทั้งประสิทธิภาพในการล้างด้วย

—- [ บริเวณแพนทรี่ของออฟฟิศค่ะ เครื่องล้างจานเราก็มีแต่เรามาไม่เคยทัน ] —

เอาตรงๆ ให้เรียงลำดับยี่ห้อน้ำยาล้างจานในตลาดตอนนี้ ที่ชอบและถูกจริตที่สุดคือ A ย่อว่า ทพ หลายคนไม่รู้จัก ขวดสีขาวน้ำเงิน เป็นน้ำยาใสๆ กลิ่นไม่ฉุนมาก ล้างแล้วกลิ่นไม่ติดที่จานและไม่คันมือ รองลงมาที่หาซื้อง่ายกว่าคือยี่ห้อ B ย่อว่า ลปอ (ย้ำว่า ต้องลปอ,นะ อีกสูตรมะนาวของเขา กลิ่นยังฉุนอยู่) อันนี้สรรพคุณคล้ายกัน แต่กลิ่นแรงกว่ายี่ห้อ Aเล็กน้อย ล้างคราบมันได้ดี รูดนิ้วแล้วดังเอี๊ยด ส่วนยี่ห้อที่ไม่ใคร่จะชอบคือ ยี่ห้อ C ค่ะ ย่อว่า ซล, แล้วเป็นไรไม่รู้นะ เวลาไปต่างที่ต่างถิ่นนะ จะต้องโดนยี่ห้อนี้ตลอด อาจเพราะราคาถูกสุดมั้งคะ แล้วข้อเสียที่ไม่ชอบคือ กลิ่นมันติดจานค่ะ กลิ่นเลมอนหอมชื่นใจ (หรา) โอเคล้างแล้วกลิ่นคาวหาย กลายเป็นกลิ่นน้ำยาล้างจานแทน เลยไม่รู้ว่าสะอาดป่าวอะ


— [ใช้ขวดแบบเติมค่ะ ด้านในไม่แน่ใจว่าของไร แม่ซื้อมา แหะๆ ]—

เวลาที่มือแห้งๆ หลังล้างจานก็ต้องทาแฮนด์ครีมทับอีก ดูซ้ำซ้อนนะคะ ทั้งต้องล้างจาน ทั้งต้องบำรุงมือ แล้วคือเป็นไรไม่รู้ ทาแฮนด์ครีมทีไร ต้องมีอันจับของกินแล้วไปล้างมือใหม่อีกละ 55555 วนลูป เพราะเดี๊ยนกินทั้งวัน

IMG_6224
— [ แฮนด์ครีมบนโต๊ะ ของฝากจากเพื่อนร่วมงานบ้าง ซื้อมาเองบ้าง เพราะล้างมือแล้วมือแห้งค่ะคุณ ]—

ทีนี้มีรุ่นน้องเอาน้ำยาล้างจานยี่ห้อ Cococlean (โคโค่คลีน) มาให้ ดูจากชื่อนี่คือต้องมีแรงบันดาลใจจากมะพร้าวแน่ๆ แต่ไม่ได้ทำมาจากน้ำมันมะพร้าวนะคะ เป็นสารทำความสะอาดจากมะพร้าว เพราะถ้าเป็นน้ำมันมะพร้าวอันนั้นคือจะมันแทน ตอนที่เอามานี่คือบับ มิชไม่ค่อยล้างจานเยอะๆ นะ แต่ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อจะดี เค้าบอกว่าไม่มีสารพวก LAS  ที่ทำให้มือแห้ง ในน้ำยาล้างมือทั่วไป แล้วก็สาร SLS ที่ทำให้รู้สึกระคายเคือง** ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นแม่ผีเรือน เอ๊ย แม่ศรีเรือน เลยมาลองวางไว้ที่ออฟฟิศดูละกัน อย่างน้อยเอาไว้ล้างแก้วหลังเลิกงาน

IMG_5964

—[มีแต่คนถามว่า Cococlean นี่กลิ่นมะพร้าวหรอ?]—

เอาจริงๆ เห็นขวดทีแรกนึกว่าน้ำผลไม้ แหม่…. สีน้ำเงินเขียวอ่อน ดู tropical มาก อยากจะกินค็อกเทล พอเปิดขวดออกมากดใช้ รู้สึกว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายมะนาว (ก็เค้าบอกว่ากลิ่น Lime french เนาะ) ไม่มีสี ไม่มีพาราเบน* พอล้างเสร็จเช็ดมือด้วยทิชชู ก็ไม่รู้สึกแห้งที่ปลายนิ้วนะ ไม่ต้องทาแฮนด์ครีมซ้ำ หรือไม่ต้องล้างมือด้วยโฟมล้างมือตามปกติเลย ถือว่าแง่การแพ้และไม่แห้งตึงนั้นผ่าน สำหรับกลิ่นที่ติดจานนั้นก็ไม่มี เพราะนั้นชนะยี่ห้อ C ไปได้ทุกข้อราบคาบ สามารถล้างขวดนมได้เลย แสดงว่าอ่อนโยนมาก ไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างขวดนมแยกไปอีกสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก

*พาราเบน คือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ (credit: http://www.sirichiva.com)
เนื่องจากพาราเบนส์ถือเป็นสารรบกวนฮอร์โมน แม้จะเป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่จะผสมในผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางทุกชนิด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าหากใช้ไปนานในระยะเวลาต่อเนื่อง จะ ส่งผลเสียต่อร่างกายคนเราหรือไม่ (credit: http://www.consumerthai.org/)
สารกลุ่มพาราเบน (อังกฤษ: paraben) เป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แม้จะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่ได้แต่ในปริมาณที่กำหนด นิยมใช้กับเครื่องสำอางประเภท แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด ครีมสำหรับเล็บ น้ำยาดัดผมถาวร และ ยาสีฟัน Paraben ชนิดที่นิยมใช้ สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม เพราะร่างกายของเราสามาตรดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล (credit: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99)

** อ่านจากในเว็บไซต์ของ Cococlean (Cococleanthailand.com) เกี่ยวกับ SLS ได้มาว่า SLS หรือ Sodium lauryl sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้มีฟองดีมากตัวหนึ่ง แต่ในทางการทดสอบของแพทย์ผิวหนังจะใช้สารตัวนี้ในการกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เพราะมีการวิจัยกันค่อนข้างแพร่หลาย ว่า SLS ทำให้เกิดการแดงและระคายเคืองของผิวได้ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคส์ต่างตื่นตัวในการ ตัดสาร SLS ออก บางคนอาจสับสนสาร SLS กับ Sodium laureth sulfate (SLES) ซึ่งเปรียบเสมือนญาติกับ SLS แต่ลบการระคายเคืองออกไป SLES จึงใช้กันอย่างแพร่หลายในทั้งแชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

เอาล่ะข่า (ทำเสียงเอ็มซีมอเตอร์โชว์) เรามาล้างแก้วกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชมคะ

IMG_5965

— [เรียกว่าวางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันเดิม]—

—[เมื่อก่อนมีแก้วประจำตัวค่ะ พอหายเข้าซัก 3 ใบ พี่มิชก็คิดว่าใช้แก้วออฟฟิศไปละกัน]—

แต่แค่ล้างถ้วยกาแฟยังไม่สาแก่ใจอีช้อย เดี๋ยวขอทำกับข้าวในกระทะแล้วล้างหน่อยซิ เอาแบบคราบน้ำมันสุดๆ  ผลคือ ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ แต่สามารถขจัดคราบมันของกระทะได้หมดเลย เออ เก๋อ่ะ ผ.แซวว่าเทฟล่อนนี่ ก็ไม่มีไรติดกระทะอยู่แล้วจะพิสูจน์อะไรได้ แต่บางครั้งคนก็ล้างกระทะเทฟล่อนแล้วทิ้งความมันไว้นะคะ พอเราวางไว้ที่ซิ้งค์ล้างจานที่บ้าน พ่อชั้นคิดว่ามันคือน้ำยาล้างมือตัวใหม่แหงเลย ก็มันไม่คุ้นตา ไม่คุ้นยี่ห้อนี่นา แต่มั่นใจว่านางจะต้องชอบ เลยเอาไปให้นางลอง

IMG_6190

IMG_6192

IMG_6191

IMG_6195สรุปคือ ผลการทดลองทั้งประสิทธิภาพของการล้างจาน ขจัดความมันได้ดี โดยไม่เปลืองน้ำยา และที่สำคัญมือไม่แห้ง ไม่คันยิบๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ควรค่าแก่การลงทุนซื้อมาให้แม่และผ.ใช้ในอนาคต แล้วเดี๊ยน”อาจจะ”ช่วยล้างจานมากขึ้นก็ได้ เพราะไม่มีข้ออ้างว่าล้างแล้วคันยิบๆ หรือแพ้น้ำยาล้างจานอีกต่อไป อาจใช้แทนน้ำยาล้างมือด้วยนะ เอ่า…งานเข้าล่ะสิชั้น ต่อไปสงสัยต้องเป็นคนล้างจานแทนซะแล้ว 555

ป.ล. หลังจากวางไว้ที่ออฟฟิศสองวัน มีคนมาถามว่า ซื้อน้ำยาล้างจานโคโค่คลีนที่ไหน เราก็บอกว่ากูร์เมต์ เดอะมอลล์ พารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ แล้วก็โฮมเฟรชมาร์ช ในเดอะมอล์ทุกสาขาไรงี้​หรือจะซื้อผ่านเว็บก็ได้ (โห ไฮเทคแม่ก เหมาะกับแม่บ้านไม่มีเวลาแบบฉัน) ที่นี่ http://cococleanthailand.com/

IMG_6187

IMG_5663—[แถมท้ายด้วยเมนูวิจิตรมากค่ะ มาม่าเกาหลีโปะไข่ (ไม่ค่อยเยิ้มแฮะ)]—

 

รีวิว Sunshine Paradise รีสอร์ทที่ประจวบฯ (From Feb 2015)

ถ้าเที่ยวแล้วรีวิวเลย จะไม่ใช่ pompoko.me ตัวจริงค่ะ อันนั้นรับจ้างเขียนบอกเลย 555555555
จริงๆ อยากเขียนตั้งแต่กลับมาเลยทีเดียว แต่พอดี….. (อ้างอะไรก็ได้แล้วแหละ)
เอาล่ะ จะมารีวิวสั้นๆ พร้อมภาพเยอะๆ ค่ะ ไม่อยากให้อ่านแล้วเบื่อก่อน

ชื่อ
Sunshine Paradise ตอนแรกได้ยินชื่อนี่แบบคนคิดเค้าทำไมตั้งชื่อแบบนี้วะ ชื่อโคตร general

ภาพ
ภาพของรีวิวเหล่านี้ และรูปจากเพื่อนของน้องที่ทำงาน ทำให้เราอยากไป (จริงๆ ไปฟรีค่ะ ไปเอ้าติ้งกับทีม) จำนวน 10 กว่าคน
http://pantip.com/topic/32321300
http://familytripbykoy.blogspot.com/2014/10/sunshine-paradise-resort.html

เดินทาง 
ย้ำอีกครั้ง นี่ไม่ใช่หัวหิน ไม่ใช่ปราณ มันคือ ทับสะแก ถ้าอ่านแบบต่างชาติ ต้องอ่านว่า Tub-Scared อ่านปากนะคะ ทับ สแกร์ด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ข่า… นึกภาพตามนะคะ ภาคตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัด ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คือ อีกนิดนึงก็ชุมพรละค่ะคุณ
เราเดินทางด้วยรถตู้ค่ะ ล้อหมุน 8 โมงมั้ง แวะปั๊มสองปั๊ม แต่ก็ยังไม่ถึงค่ะ นั่งอ่านป้ายฝังลูกนิมิตรไปตามทางก็แล้ว ทำไมยังไม่ถึง มันไกลกว่าหัวหินและปราณเยอะค่ะ ขอให้อดทนแล้วจะพบความฟิน
ส่วนฝรั่งนั้น พนักงานบอกว่าฝรั่งชอบนั่งรถไฟจากหัวลำโพงมาลงสถานีบ้านกรูดค่ะ แล้วนั่งรถต่อมา (มีวิธีเดินทางในเว็บนะคะ เลือกวิธีตามสะดวก)

ที่พัก
บ้านหลังใหญ่เกือบสุด ที่มีห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง มีโถงกลาง มีครัว มีพูลวิลล่าในตัว ติดชายหาดเลยค่ะ คือห้อง 2 Bedroom Beachfront Pool Villa มีเบาะให้พักผ่อนตากแดดให้เป็นหมูแดดเดียวกันไป

รีวิวห้อง คือ น้ำไหลเบานิดนึง แต่ห้องใหญ่มาก แอร์หนาวมาก นอนได้มากกว่า 10 คนแน่ๆ ทั้งหลัง
มีตู้เย็น ทีวี ไมโครเวฟ แต่ห้ามทำอาหารนะเธอว์ ส่วนอีกห้องนอน คือ หน้าต่างเหมือนล็อคเสีย เลยให้ช่างมาซ่อมค่ะ

น้องๆ คนอื่นจับฉลากได้บ้านหลังเล็ก ก็เลยอยู่ห่างจากทะเลนิดนึง เรียกว่าห้องแบบ Garden cottage (ดูรูปได้ในเว็บนางค่ะ)

อาหาร
ในราคานี้ รวมอาหารเช้าแล้วค่ะ มีอาหารเช้าให้เลือกระหว่าง ABF กับข้าวต้มทะเล เติมขนมปังได้เรื่อยๆ ดี๊ดี ขนมปังอร่อยมาก (เอ๊ะ นี่ต้องรีวิว?)
ส่วนอาหารเย็น ด้วยความที่ที่พักค่อนข้างไกล จึงอาศัยสั่งจากครัวของรีสอร์ทเอาค่ะ ราคาไม่น่าตกใจ รสชาติโอเคเลย เพื่อนสั่งผัดไทย เราสั่งข้าวผัดมั้ง

กิจกรรม
ทางรีสอร์ทมีเรือคายัคให้เล่นค่ะ เราเล่นครั้งแรก สนุกดี แล้วก็พูลวิลล่าก็ว่ายน้ำไปมา แล้วก็มีตึกกลางที่ด้านบนมีลานเล็กๆ ให้ทำกิจกรรมได้ตอนเย็น จริงๆ ควรอยู่เยอะกว่านี้นะ แต่เวลาไม่อำนวย

ข้อดี
ของจริงสวยเหมือนในรูป เป็นที่ๆ ลงรูปทีไร คนก็อยากไปตามทุกครั้ง มันดีจริงๆ พระอาทิตย์สาดแสงมาตลอดเว สมชื่อ Sunshine จีๆ
ออกแบบดีมาก
อาหารโอเค
พนักงานดี มีจิตใจใฝ่บริการ

ข้อเสีย
ไกลมาก เหนื่อยมากกว่าจะถึง ควรพักอย่างน้อย 2 คืน จะคุ้มเหนื่อยกว่านี้ แต่ก็เปลืองมากเช่นกัน
ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับทำเล แต่เมื่อเทียบกับดีไซน์และบริการ ก็โอเคนะคะ

Website: http://www.sunshineparadise-resort.com/ (ตอนนี้มีโปร early bird ด้วยนะคะ ถ้าจองล่วงหน้าอย่างต่ำ 2 เดือน จะได้ลด 10% แล้วถ้าอยู่นานก็จะลดอีก)

 

[CR] รีวิวเจลล้างหน้า COS Coseutics Cleanser ค่ะ

ปกติ เราไม่ค่อยเปลี่ยนของที่ใช้ง่ายๆ ถ้ายังไม่เคยลอง จะไม่ซื้อมาใช้เองเด็ดขาด ทั้งอาหาร ของใช้ และเครื่องสำอางค่ะ เป็นพวกกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกว่างกค่ะ กลัวซื้อมาแล้วไม่ชอบ เสียดายเงิน ชอบใช้ของทดลองก่อนมากกว่า บางอย่างดูท่าไม่ดี ไม่มี อย. เราก็ไม่ลองอีก เยอะเนาะ แต่จุดเปลี่ยนแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบเค้าบอกว่าใช้ดี, แอบใช้ของเพื่อน, เพื่อนแบ่งมาให้ลอง, หรือไปนอนบ้านเพื่อนแล้วลองของใหม่

ปกติไม่แต่งหน้าไปทำงานค่ะ เรียกว่าหน้าโล้น เพราะช่วงนึงแต่งไปทำงานทุกวัน รู้สึกหน้าเหี่ยวและแก่ลงไปมาก เลยกลับมาเป็นคนหน้าโล้นไปทำงานเหมือนตอนสมัยทำที่ทำงานเก่าค่ะ อีกอย่างไม่ค่อยได้เจอใคร เลย”อ้าง”ว่าไม่อยากแต่งหน้า เสียดายของ
ที่ได้ฤกษ์มาเขียนเพราะได้ลองอะไรใหม่ๆ มาสองอัน เลยจะขอรีวิวบ้างไรบ้าง ตามประสาบิวตี้บล็อกเกอร์เนาะ (สถาปนาตัวเองจากบล็อกเกอร์ติ่ง)

ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เจลล้างหน้าของราชเทวีคลีนิกค่ะ แต่ตอนนั้นกระแดะบวกกับซื้อ Creme de La mer มาลองใช้ค่ะ (สามล้อถูกหวยเนาะ) ปรากฎผื่นขึ้นค่ะ ร้อนถึงไปหาหมอผิวหนังที่รพ. เวชธานีเพราะรุ่นพี่แนะนำมาว่าดี คุณหมอเลยให้เปลี่ยนเจลล้างหน้ามาเป็น Acne-aid สำหรับผิวอ่อนแอค่ะ ใช้ไปได้ซักพัก ก็ไม่มีปัญหาใดๆ นะคะ หาซื้อง่ายด้วย ตามวัตสัน แต่จุดเปลี่ยนก็มาอีก ตอนลืมเอาแอคเน่เอดไปตอนค้างบ้านเพื่อนค่ะ เลยยืมฟิสิโอเจลมาลองใช้ดู เห็นว่าเอาเจลมาเช็ดเครื่องสำอางได้ด้วยตอนหน้าแห้ง และล้างหน้าได้ด้วย พอล้างเสร็จรอบแรกๆ เหมือนหน้าไม่ชินอ่ะค่ะ ยังรู้สึกไม่สะอาด ลื่นๆ แฮะ แต่ก็ลองซื้อมาใช้ดูนะ
photo 1

จุดนี้ เพิ่งซื้อเจลล้างหน้าฟิสิโอเจล (Physio gel) มาจากร้านขายยาที่เพื่อนมาขายต่อค่ะ แต่เพื่อนก็บอกว่า มียี่ห้อนึงเป็นเวชสำอางค์ยี่ห้อใหม่ ชื่อ COS Coseutics (อ่านว่า ซีโอเอส คอสซูติกส์) มีสูตรเหมือนฟิสิโอเจลกับแอคเน่เอดเลย อยากลองใช้ดูมั้ย จริงๆ ค่อนข้างนอยด์ แต่ลองกดๆ ดูค่ะ เนื้อเจลมันดูเป็นเนื้อเดียวกันกว่าของฟิสิโอเจลอีก

วันนั้นเลยลองใช้รอบนึงค่ะ  ใช้ครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่าหลังล้างหน้า”รู้สึก”สะอาดกว่าใช้ฟิสิโอเจล เพราะเวลาล้างด้วยฟิสิโอเจลครั้งแรก ไม่รู้หลายคนรู้สึกมั้ย คือ เหมือนมันไม่สะอาดอ่ะค่ะ เหมือนยังทิ้งคราบความมันอยู่ แต่สิวก็ไม่ขึ้นนะคะ คงขึ้นลำบากหน่อย เพราะหน้าหนา เอิ่ม 55

แต่ถ้าเทียบความรู้สึกเวลาใช้ฟิสิโอเจล แอคเน่เอดสูตร sensitive และ COS (ขอเรียกสั้นๆนะ) เราว่าความรู้สึกสะอาดนี่ให้ Acne-aid สูสีกับ COS ค่ะ ส่วนฟิสิโอเจลยังรู้สึกเหนอะๆ อยู่
ถ้าเทียบความสะอาดของหน้าหลังล้าง โดยเอาสำลีเช็ด เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็สะอาดพอกันค่ะ ทั้งฟิสิโอเจลกับ COS เวลาล้างจะไม่มีฟองค่ะ ไม่มีส่วนผสมของสารเกิดฟองนะ เท่าที่อ่านรีวิวมาอีกที (จำชื่อสารไม่ได้ ไม่อยากมั่ว แหะๆ)

ในแง่สรรพคุณ ฟิสิโอเจลนางเคลมว่าเอาไว้เช็คคสอ.ตอนหน้าแห้งได้ เคยลองแล้ว รู้สึกไม่ค่อยออกแฮะ ฮ่าๆๆๆ แต่ COS ไม่ได้บอกว่าเช็คคสอ.ได้นะคะ

ถ้าลองแต่งหน้าแล้วเช็คคสอ.ออกด้วยไบโอเดอร์มา แล้วล้างหน้า เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็พบว่าสะอาดพอกัน ยังไงเวลาเช็ดคสอ. ต้องมั่นใจว่าออกชัวร์ๆ เราเลยใช้พวก Bioderma เช็ดพวกรองพื้น และใช้ CLIO Eye&Lip เช็ดค่ะ (แบรนด์ CLIO ของเกาหลีนะ)

ตอนก่อนซื้อก็ต้องหารีวิวมาประกอบความมั่นใจนิดนึง เลยไปดูเพจของ COS มา (https://www.facebook.com/coseutics?fref=ts) ถึงเห็นว่ามีจุดขายที่ Boots กับพวกร้านขายยาค่ะ เลยลองไปหาดู พบว่าไปร้านขายยาใน Big C เมกาบางนาไม่เจอแฮะ แต่ไป Boots เจอค่ะ ราคา 155 กับปริมาณ 110 มล. ส่วน Physiogel ราคาพิเศษ 169 บาทกับปริมาณ 100 มล. จากราคาเต็ม 205 บาท (บูทส์กับวัตสันชอบจัดโปรค่ะ)

photo 1 photo 2

photo 5photo 3

photo 4photo 5

ไปเจอบล็อกคุณคุณปูเป้ ก็รีวิวไว้ ละเอียดเฟ่อ (ลิงค์นี้) แต่ลองสีชมพูนะคะ
แล้วก็อ่านทู้ เจอทู้นี้ ถามว่าทั้งสองแบรนด์ต่างกันตรงไหน มีคนบอก COS ของคนไทย พลิกดู เออ จริงด้วย ของ Acne-aid กับ ฟิสิโอเจลจัดจำหน่ายโดย Stiffel เหมือนกัน
อีกทู้ เราก็นึกว่า อีแบรนด์นี้เพิ่งมี มีคนรีวิวไว้ตั้งแต่ปี 2010 แล้ว

สำหรับความเห็นเรา เราว่าเจลล้างหน้าสีเขียวของ COS Coseutics ล้างแล้วให้”ความรู้สึก”สะอาดกว่าฟิสิโอเจลค่ะ แต่กลิ่นอาจจะไม่น่ารักเท่าฟิสิโอเจล ใช้แล้วไม่แพ้ค่ะ

เวลาล้างไม่มีฟอง ล้างเสร็จรู้สึกหน้าไม่แห้งตึงเท่า Acne-aid สีน้ำเงินและแดงค่ะ
แต่เจลล้างหน้าอีกสูตรของ COS ยังไม่ได้ลองนะคะ

photo 2photo 3
เนื้อเจลอันซ้ายของ COS ขวาของ Physiogel ค่ะ มีฟองอากาศเหมือนกัน แต่เห็นว่าความเนียนของเนื้อเจล COS ละมุนกว่าฟิสิโอเจล

จริงๆ มีรูปหน้าตัวเองตอนล้างเสร็จนะคะ แต่ดูสยองๆ เลยขอไม่เอาลง ฮ่าๆๆๆ

รีวิวเปรียบเทียบระหว่าง Physiogel กับ COS Coseutics ก็สรุปดังนี้ค่ะ
ราคา : COS ถูกกว่า Physiogel และได้ปริมาณเยอะกว่าเล็กน้อย
แพคเกจ: กระดาษอาร์ตมัน แกะกล่องยากมาก (กูจะรีวิวทำไม ก็มันยากจริงนี่นา…)
จุดจำหน่าย : Physiogel หาซื้อง่ายกว่า เพราะ COS มีขายแค่ใน Boots, Watson และร้านขายยาบางร้านเท่านั้น แบบ Big C Megabangna ก็ไม่มีวางขาย
ความสะอาด : พอกัน
กลิ่น : Physiogel สบายจมูกกว่า COS แต่ COS ก็ไม่ได้เหม็นนะคะ แค่ไม่ชินกลิ่น เพราะไม่ได้ใส่กลิ่นลงไป
สี : ขาวขุ่นเหมือนกัน
ความเป็นเนื้อเดียวกัน : COS ผสมกลมกลืนมากกว่า Physiogel
ความแห้งตึงหลังล้าง : ไม่มีทั้งคู่
อาการแพ้ : ไม่มีทั้งคู่
ลองเข้าไปดูเว็บดูค่ะ http://www.cos-coseutics.com/

ต่อกันอีกนิด เราไม่เคยเขียนบล็อกสั้นนะ บอกก่อน ฮ่าๆๆๆ
ตอนเราไป Outing กับน้องที่บริษัท นางใช้ Sulwhasoo (ซอลฮวาซู) จ้าาาาาา แบบว่าไฮโซโบว์แดง เดี๊ยนเลยขอลองเซรั่มที่นางใช้ค่ะ เป็น Sulwhasoo First Activation serum ค่ะ ใช้หลังล้างหน้า กลิ่นโสมค่อนข้างแรง สรรพคุณคือเอาไว้ปรับสภาพผิวหน้ามั้งคะ คือ ใช้ตัวนี้แล้วต้องใช้ Moisture อีกตัวอยู่ดี เลยเนียนลองใช้ซักสองวัน รู้สึกหน้านุ่มประดุจได้รับการดูแลขั้นสูง (นี่ก็เว่อร์ แต่รู้สึกดีจริงๆ)

photo 1

ต่อมาไปเกาหลีเลยไปสอยมาใช้เองค่ะ ตอนนี้ก็ใช้มาครบเดือนแล้ว รีวิวได้…เย่
คือไม่แพ้ ไม่มีสิวไม่มีหัว มีแต่สิวตามฮอร์โมนซึ่งเป็นทุกเดือนอยู่แล้ว และสิวอุดตันน้อยลง
ใช้แล้วให้ความรู้สึกหน้านุ่มขึ้น เนียนขึ้นค่ะ ใช้วันแรกคนก็ทักว่าหน้าดูเนียน อุ๊ต่ะ ยิ่งปลื้มใหญ่ ใช้ทั้งกลางวันกลางคืนเลยค่ะ ตามด้วย Moisture ของ Laneige แบรนด์วัยรุ่นของบริษัทนี้แหละค่ะ ตัวกลางวันใช้ Gel ค่ะ เพราะผิวมัน ส่วนตัวกลางคืนใช้ Sleep pack ตัวดังของ Laneige เค้าเลย เค้าบอกว่าช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ดูสดชื่นถึงแม้นอนน้อย เหมาะกับชะนีที่ตรากตรำทำงานดึกดื่น หรือแฮงค์เอาท์แบบโต้รุ่ง

photo 2
ตอนเช้า ล้างหน้าเสร็จ>  Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Mask Gel > Keihl’s UV creme > Laneige BB cushion ค่ะ
ตัวกันแดด Keihl’s นี่ได้มาฟรี (อีกละ) แหะๆ ใช้แล้วดีกว่าตัวกันแดดของ Anessa ของญี่ปุ่น เพราะไม่อุดตันค่ะ เจลไม่เหนียวเหนอะ ซึมเร็ว
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรองพื้นหนาแล้วค่ะ เปลี่ยนใช้ BB cushion ของ Laneige แทน เจ้านี้มีมานานตั้งแต่ปีที่ 2014 ละค่ะ แต่ปีนี้เพิ่งมาฮิตอีก ในตลับมีรีฟิลมาให้อีก 1 อันนะคะ ชุ่มฉ่ำดีค่ะ โปะแล้วเนื้อบางกว่ารองพื้นแต่ปกปิด เหมาะกับคนไม่ชอบแต่งหน้าหนา อยากโชว์ผิว บางยี่ห้อจะมีสองแบบ คือแบบธรรมชาติ (รหัส N) กับแบบปกปิด (รหัส C)ถามว่าปกติใช้มั้ย ใช้เฉพาะวันที่ต้องถ่ายรูปค่ะ เพราะขี้เกียจล้างคสอ.ทุกวัน ไม่อยากถูหน้าด้วย (อ้าง)

photo 4
อันนี้เซ็ตล้างคสอ. ก่อนนอนค่ะ (ขวดกลางคือไบโอเดอร์มาสีชมพู มาแบ่งใส่แพคเวลาเดินทาง

photo 3
ตอนกลางคืน ล้างหน้าเสร็จ > Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Sleeping pack > ถ้ามีสิวก็โปะ Clinda – M จบพิธี

อะไรใช้ดี เจ้ก็บอกต่อ ใช้ลาแมร์แล้วไม่เวิร์คก็แล้วแต่คนค่ะ  ลองใช้แล้วชอบก็มาบอกเจ้นะ ….. เผื่อจะได้อัพเกรดจากบล็อกเกอร์ธรรมดา เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์บ้างไรบ้าง (เอิ่ม อีนี่ยังหวัง)
เราเคยถ่ายรูปกะจะรีวิว BB Cushion ด้วยนะ แต่พอดีไม่ได้ลง 555 เดี๋ยวมาลงให้อีกบล็อกค่ะ

Review Trip คอนเสิร์ต EXO PLANET#1 แบบรวบตึง

หลังจากทริป Spring in my heart เอิ่ม In Korea ไปแล้ว เราก็กลับประเทศมาพร้อมกับข่าวคัมแบ็คของ EXO พอดีจ้า ช่วงนั้นที่เด็กๆ เข้าตึกแล้วเราเห็น ก็คงซ้อมก่อนขึ้นโชว์เคสคัมแบ็คแหละ ตอนแรกก็ว่าจะไม่อยากดูนะ แต่พอมีโชว์เคสเท่านั้นแหละ ติ่งแตกตอนสงกรานต์เลย แล้วการแยกโปรโมทเป็น K กับ M ไม่เหมือนตอนเพลงอือรือรอง (Growl) พอ EXO มีโชว์เคสได้วันเดียว วันต่อมาก็เกิดเหตุเรือ Sewol ล่ม แล้วทั้งวงการบันเทิงประเทศเกาหลีก็หยุดชะงักไปเลย แบบไม่มีรายการตลก รายการสดก็งด กลายเป็นว่างดออกงานในประเทศ เลยทำให้ EXO-M ได้ไปโปรโมทในจีน แล้วพี่คริสก็ไปแล้วไม่กลับ เอิ่ม
แต่ช่วงนั้นคือ K ก็ไม่มีงานนะเงียบมาก แบบพักผ่อนกับครอบครัวไปเลย กำหนดการที่จะมีคอนเสิร์ตที่ประกาศตอนโชว์เคสก็เงียบไปด้วย ไม่รู้ว่าเกาหลีจะหายโศกเศร้าทันคอนมั้ย เพราะคอนอีกหลายที่ เช่น คอนลอตเต้ หรือโชว์ตัวของดาราคนอื่นๆ ก็เลื่อนไปหมดในช่วงนั้น แต่สุดท้ายความหวังของเราก็กลับมา คอนเสิร์ตมีทั้งหมด 3 วันคือ ตอนแรกเปิดแค่ 24-25 พ.ค. แต่เปิดเพิ่มรอบ 23 พ.ค. อีกวันค่ะ เมื่อเปิดจองบัตรคอนแล้วขายหมดใน 0.01 นาที พูดง่ายๆ ว่าเปิดขายปุ๊ปคอมแฮงค์ ระบบล่ม เปิดมาอีกทีบัตรเต็มค่ะ เพลีย (แต่ชะนีติ่งที่รู้จักกันหน้าคอน นางบอกรีเฟรชอีกที นางเลยจอง Happy FAMILY Seat ได้หลังจากนั้น) แต่คนจะไปมันก็ต้องไปค่ะ งานนี้มีสปอนเซอร์คือติ่งเพื่อนวัยมัธยมต้น ที่อยู่ๆ ก็เพิ่งรู้ว่านางติ่งว่ะ 55555 เออ ไม่ขอเอ่ยนาม เพราะนางก็เป็นถึงผู้บริหารแล้ว เราจะเอ่ยถึงนางแค่นี้ สรุปคือ พอคอนเสิร์ตไม่ยกเลิกและเพิ่มรอบวันศุกร์ เราก็เลยคิดว่าจะไปซื้อเอาดาบหน้าวะ หาเอาหน้าคอนน่ะแหละ จากนั้นก็จองตั๋วเครื่องบิน ลางาน แล้วบินไปฟิ้ววววว เร็วมาก ตัดภาพมาคืนแรก (23 พ.ค. 2014) ที่เราเล็งไว้ว่าควรมาก่อน เพื่อดูลาดเลา และอาจจะได้ตั๋วก่อนงาน มีเพื่อนติ่งในอีกกรุ๊ปช่วยหาให้ โอปป้าคนนี้ก็แอดคาเคา (Kakao) กันเรียบร้อย นัดรับบัตรยืน วันเสาร์ค่ะ บล็อก BL ไม่บอกราคาเนอะ แต่ราคาปกติ ประมาณ 99,000 วอนทุกที่นั่ง ไม่ว่านั่งหรือยืน เอาล่ะ ได้บัตรสมใจ เตรียมตัวไปนอนให้เต็มอิ่ม เพื่อประคองชีวิตคอนวันแรกกันค่ะ

เอาจริงๆ สมัยชอบเซเว่น (เมื่อ 11 ปีที่แล้ว) ไม่เคยบินมาดูคอน หรือต้องไฟว้ขนาดนี้นะ แต่นี่สงสัยทำบาปกรรมไว้เยอะ อีวงนี้ก็ดันเป็นวงที่ยากไปซะทุกอย่าง ทุกอย่างก็แพงไปหมด ทั้งบัตรผี ทั้งโน่นนี่นั่น ที่เล่านี่แค่ส่วนหนึ่งนะ ถ้าเล่าทั้งหมด คนไม่ใช่ติ่งก็คงส่ายหัวแล้วบอกว่า “มึงทำไปได้เนาะ” ก็ความสุขกูเนาะ มึงไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเข้าใจหรอก คนเข้าใจกูมีก็พอแล้ว เงินก็เงินกูเนาะ

เออ เล่าต่อ พอดีมีเพื่อนมัธยมอีกคนซึ่งติ่งวายจีมานานแล้ว นางเป็นตัวกลางและคอยแนะนำติ่งป้าอย่างเราและเพื่อนอีกสองคน ในการดำรงชีวิตค่ะ จะบอกว่า ชีวิตของติ่งมือโปรของเพื่อนคนนี้ควรเอามาเขียนหนังสือหรือสร้างหนังค่ะ วีรกรรมนางแต่ละอย่าง กูนี่อึ้งไปเลย เดี๋ยวเล่าทีละสเต็ปสำหรับประสบการณ์ของเราก่อนละกันเนาะ คือ วันศุกร์เนี่ย เป็นรอบพิเศษค่ะ แก็งค์เราไม่มีบัตรกันทั้งสามคน ติ่งโปรเลยแนะนำว่า แกต้องไปรถไฟฟ้าเที่ยวแรกนะ แล้วไปต่อแถว Happy Box ซึ่งจะเปิดขายบัตรที่ยังเหลืออยู่ (เกาหลีจะไม่ขายหมดเกลี้ยงค่ะ จะเหลือไว้หน้างานส่วนหนึ่ง) แล้วก็ถ้าแกอยากได้ของหน้าคอน (Official goods/merchandise) ก็ต้องแบ่งทีมกัน ซึ่งของหน้าคอนที่น่าซื้อของ SM ก็ดูจะมีแค่แท่งไฟนะคะ
ทีนี้การต่อคิวของประเทศเกาหลี พูดเลยว่าทรหด ตอนเราไปถึง 7.30 น. เนี่ย ก็มีคนมาต่อแถวแล้วค่ะ ตั้งแต่คืนวันพุธ (เหย่ดแหม่) นางเป็นหัวคิวค่ะ เอาผ้าห่มมาปูนอน เลยทีเดียว หน้าที่ของนางคือจดชื่อและเขียนเลขให้ทุกคน ซึ่งทุกคนดูเข้าใจประเพณีนี้กัน และรักษาระเบียบดีนะคะ (ไม่เหมือนเด็กไทย โอ๊ย เด๋วเมาท์ กูอยากด่ามาก) ทีนี้ นางบอกว่า จะเช็คชื่อตอน 10.00 และ 11.00 น. นะ  (คอนเริ่ม 20.00 น. ย้ำ 2 ทุ่มน่ะค่ะ) แล้วจะมีคนจากเอสเอ็มมารันคิวซื้อบัตรอีกที (นี่แค่ซื้อบัตรนะคะ ยังไม่ถึงตอนเข้า) เราก็นั่งรอกันไปค่ะ คนจีน คนไทย เต็มไปหมด ด้วยความที่เรามี 3 คน เลยต้องผลัดกันไปซื้อข้าว และเปลี่ยนเวรกับของหน้าคอนค่ะ ซี่งแถวของของหน้าคอนมี 2 แบบ คือแบบซื้อทุกอย่างกับแบบซื้อแท่งไฟเท่านั้น เราอยู่แถวแท่งไฟเท่านั้นค่ะ ซึ่งจะสั้นกว่า ไม่อยากได้ปลอกหมอนหรือแหวนนี่นา เลยได้ผูกมิตรกับติ่งเกาหลีแถวนั้นค่ะ นางดูเด็กมากๆ แต่ปรากฎเรียนจบแล้ว อุ่ย เป็นคนเดียวที่คุยภาษาอังกฤษกับเรา เพราะสตาฟที่มาพูด พูดแต่เกาหลี เราฟังไม่ออกค่ะ แล้วนั่งกลางแดดกันตั้งแต่ 8 โมงอ่ะ เปิดจริงบ่ายโมง คิดดูละกันว่าชั้นนั่งกี่ชั่วโมง แต่ตอนนั้น ได้บัตรคอนแล้วนะคะ เป็นบัตรนั่ง เพราะติ่งป้าทั้งสาม เห็นพ้องกันแล้วว่า พวกกูสู้ด้วยกำลังรอไม่ไหว กูขอสู้ด้วยเงินค่ะ เลยเห็นคนมาเดินแถวๆ ท้ายๆ แล้วท่าทางดูมีพิรุธ เลยเข้าไป approach เลยได้บัตรนั่งมา เป็นนั่งคู่ กับนั่งเดี่ยว ชั้น 3 ครบคนพอดี จ่ายสดงดเชื่อ เบื่อจะรอ เอาวะ ได้บัตรมาตั้งแต่ 11 โมงเช้าค่ะ ตอนไปจ่ายเงิน คือ อีตาคนนี้มีบัตรเป็น 10 ค่ะ ไหนว่าขายหมดไง นี่อัลลัย!!!!
สรุปคือ ชีวิตติ่งป้าหลังจากซื้อของหน้าคอนแล้ว ก็จะมีกิจกรรมจากทางบ้านแฟนไซต์ค่ะ คือการแจกผ้าเชียร์ หรือพัด หรือการ์ด ของเมนแต่ละคน เค้าจะประกาศทางทวิตเตอร์หรือหน้าเว็บก่อนงาน วิธีการคือเอาบัตรคอนมาแลกค่ะ เพราะถ้าไม่มีบัตรคอน แจกไปก็ไม่มีประโยชน์ใช่มั้ย ศิลปินก็คงไม่เห็น แล้วคือของแจกทำดีนะคะ ผ้าเชียร์ พัด คุณภาพดีมาก แม่ๆ แฟนไซต์ เงินดีมากจริงๆ บางบ้านแจกล็อตเตอรี่จ้า คนเข้าแถวกันยาวเหยียดเลย แต่เรารู้สึกจะร่างพัง เลยกลับมาอาบน้ำก่อนออกไปคอนกัน เพราะคอนเริ่มตั้ง 2 ทุ่มแน่ะ (ตอนนั้นมีคนต่อคิวบัตรของวันที่ 2 แล้วนะคะ ขุ่นแม๊)

ก่อนเข้าไปบัตรนั่ง ก็จะมีสตาฟของแฟนคลับแจกกระดาษเชียร์ พร้อมวิธีการใช้ แบบ 4 ภาษา (เกา,จีน, ญป, อังกฤษ) ซึ่งเรียกว่าโปรเจคท์ โดยแต่ละวัน จะมีโปรเจคท์แค่อันเดียว วันแรกคือ EXO I love you วันที่สอง EXO Thank you และวันที่สาม จากนี้ไปคือการเริ่มต้น (From now on, this is the beginning) ทุกประโยคจริงๆ เป็นภาษาเกานะคะ พอเข้ามาในคอน รู้แล้วว่าบัตรที่เป็นจุดพีคๆ จะอยู่ใกล้กับ Happy family zone ค่ะ เพราะดาราจะมานั่งเยอะ เป็นที่ๆ เอสเอ็มกั๊กให้คนใน ครอบครัวศิลปินหรือดารามาดู แล้วตรงนั้นศิลปินก็ไปเล่นเยอะด้วย ฮอลไม่สูงมากค่ะ มันตื่นเต้นมากจริงๆ แต่เราไม่ชินกับการนั่งด้วยมั้ง ทั้งที่เป็นแถวนั่งแถวแรกของชั้น 3 เลยไม่รู้จะกรี๊ดอะไรกับใคร จะเต้นก็อาย 5555 แต่คนเกากรี๊ดได้ใจจริงๆ ค่ะ จบวันแรกไปแบบ VTR  เหมือนยังตัดไม่เสร็จ แล้วพอมาวันที่ 2 VTR เพิ่มมา แล้วก็คนละตัวด้วย รอบแถมสินะกรู

พอวันที่ 2 เราได้บัตรยืนค่ะ แต่เราดันมือใหม่ ไม่รู้ว่าการยืนเกาะรั้วมันดีนะ ดันเข้าสาย ทั้งที่ได้คิวดี (ใบนี้ได้จากอปก่อนคอนค่ะ) เพราะไม่คิดจะเกาะรั้วไง แล้วเกาหลีมันรันเลขตามลำดับสุดฤทธิ์ ตอนได้ตั๋วยืน ต้องไปรับสายคล้องข้อมือก่อนนะคะ จะบอกว่ามีของปลอมด้วย มีคนโดนจับได้แล้วเชิญออกจากแถว หลอนสัด แล้วถ้าเลขรันไปแล้ว ต้องไปต่อแถวใหม่นะ แต่ดีอย่างค่ะ คนเกาหลีและติ่งชาติอื่น เคารพคิวมากๆ ถ้าเรามาไม่ทันแถวแรก (ที่เราควรจะอยู่) แต่เราไปต่อแถว 2 นางจะไล่ให้ไปอยู่หน้าของแถว 2 หรือถามสตาฟได้เลย ว่าให้ลัดคิวพาเข้า (ขอโทษจริงๆ เพราะป้าต้องไปฝากของนิ กระเป๋าใหญ่กว่า A4 นางให้ฝากหมดค่ะ) สุดท้ายก็ได้เข้ามา พอกูอยู่ในหลุมยกมือถือจะถ่ายบรรยากาศ อีสตาฟพุ่งมาจ้ะ บอกให้ลบรูป เอิ่ม โหดไปป่ะมึง ไปตามจับแม่ๆ ฟซมั้ย แม่งซ่อนกล้องมาเป็นดุ้น ตอนคอนเริ่มคือวันนั้นเหมือนจะมีเชื้อป่วยๆ อยู่นิดหน่อยค่ะ แต่ต้องกินยาดักไว้ พอเจอทะเลคน สงครามเกาหลีในหลุม มันสยองมากจริงๆ คนเบียดแบบไม่มีปราณีกัน แล้วมันเหมือนจะขาดน้ำ สตาฟก็จะยื่นน้ำมาให้ผู้หิวโหย กลัวมันเป็นลมสินะ สรุปคือ หลุมในคอนเกาหลีมันโหดมากจริงๆ แทบจะไม่ได้เห็นศิลปิน โมเม้นท์เหี้ยห่าไรเลย มีแต่ชะนีใส่ส้นสูงเดินเหยียบกูไปมา อีเห้…. โกรธ

ส่วนหนึ่งที่เข้าคอนช้า เพราะเพื่อนติ่งอีกคนบินมาคืนวันแรกค่ะ กะจะมาดูวันที่ 2 เหมือนกัน เพราะมีน้องหาบัตรให้ได้ แต่สุดท้ายก็โดนหลอก (เสียใจ รู้งี้กูซื้อโอปป้าคนนั้นไว้เก็งกำไรดีกว่า) เพราะราคาบัตรวันที่ 2 ถีบตัวสูงมากค่ะ ยังกะตลาดหุ้น แต่คนมันมาแล้วทั้งที มันต้องได้ดู ดีนะ กูแอดคาเคาคนที่ขายบัตรผีไว้ เลยติดต่อไปได้ แล้วซื้อจากนาง เพื่อนได้ AR ค่ะ ติดเวทีเลอ ใกล้สะใจ พอเสร็จคอนวันที่ 2 เราไปผับต่ออีกค่ะ ขุ่นแม๊…. ชีวิตเต็มที่จริงๆ ค่ะกรู วันที่ 3 เลยป่วยเลย ฝนตกอีก สรุปคือ ป่วย เสียใจมากที่ไม่ได้ไปหน้าคอน เพราะเค้าเปิดทีวีต่อจอให้ดูข้างนอกด้วย ฮือออออ ร่างป้าไม่ไหวแล้ว ป้าต้องหยุด

จบทริปเกาหลีไปอย่างป่วยๆ ค่ะ แต่ก็มันส์ดี ชีวิต

ต่อกันที่คอนที่ฮ่องกง อันนี้ บัตรผีพรีเซลอีกละ เพราะตอนแรกบอกจัดรอบเดียววันอาทิตย์ พอกูซื้อบัตรผีปุ๊ป แม่งเพิ่มรอบอีก ทีนี้บัตรเหลือเฟือ กดเองจากไทยได้เลยค่ะ ก็เลยดูแม่งสองรอบเลย สะใจ ที่ตัดสินใจไปฮ่องกงเพราะค่าตั๋วและที่พักค่อนข้างถูกค่ะ ไม่ต้องขอวีซ่าด้วย และเคยไปฮ่องกงแล้วก็โอเคนะ อาหารกินได้ คุ้นเคยสถานที่ไม่น่าหลง ปรากฎไปวันแรก อากาศร้อนมาก กูไม่ชินกับคนจีน ตอนนี้คนจีนแผ่นดินใหญ่เยอะด้วย ไม่พูดอังกฤษกับกูอีก ด่าช้งเช้งไปหมด อีดอก! โกรธ กูหงุดหงิดมาก ฮ่องกงที่กูรักมันเป็นอดีตไปแล้วสินะ มีแต่ป้าคนจีนนิสัยเสีย โอ๊ย อย่าให้ด่าอีกเลย ไปที่คอนกัน ก็ต่อแถวตามปกติค่ะ แต่คิดว่ามีคนเนียนเยอะนะแบบแซงเลขอ่ะ เพราะไม่ได้ตรวจกันละเอียด บัตรยืนวันแรก ดีสุดๆ ค่ะ เกาะรั้วตรงฝั่งซ้าย (ก็ไม่รู้หรอกว่าดีโอจะขึ้นกระเช้า) ผังไม่เหมือนกับเกานะคะ แต่แบบอีเห้……ฟินมากกกกก เพื่อนได้ดอกไม้จากเทาอีก ยื่นมากับมือ ทั้งที่เพื่อนเมนคริส เอิ่ม แล้วคือที่นี่เอากล้องเข้าได้หมดค่ะ เลยกลายเป็นการถ่ายคอนเสิร์ตแบบฟินๆ ไม่ค่อยมีคนสนุกกับคอน เสียงกรี๊ดก็แบบธรรมดา โปรเจคก็ไม่สามัคคีกัน แผ่นเล็ก เราว่าเฉยๆ มากแล้วผังเวทีคือไม่ใกล้คนดูเลยค่ะ ค่อนข้างไกล วันแรกก็ฟินกับการใกล้จุดตรงนั้น แต่พออีกวัน เราเลือกไปยืนอีกค่ะ แต่ไกลกว่าเดิม ก็ว่าจะเลือกฝั่งขวาลองดู แต่ก็ตัดใจไม่ได้ ยืนฝั่งซ้ายใกล้คอนโทรลละกัน แนวเส้นกระเช้าเลยค่ะ ปรากฎคือมีเหตุการณ์รอกของกระเช้าดีโอมันดีดกลับ แล้วดีดลงมาที่คนดูฝั่งเรา ซึ่งเรากำลังถ่ายคลิปฟินๆ ใกล้ๆ อยู่ๆ นางก็มาดีดใกล้เรามาก ประมาณ ไม่เกิน 2 เมตร วินาทีนั้นทั้งตกใจ และอยากจับตัวนางไว้ แต่ก็….ทุกคนพยายามดันขึ้นค่ะ เพราะมีน้องๆ เด็กๆ ได้รับบาดเจ็บด้วย ซึ่งตอนหลังชั้นอิจฉามาก เพราะดีโอและซูโฮไปเยี่ยมนางและถ่ายรูปด้วย ฮืออออออออออออออออออออออออ ห่างแค่เพียงเอื้อมมือเอง แต่ถ้าเป็นชั้น ไม่รู้จะสมงสมองไปมั้ย นี่ก็ไม่รู้จะคุ้มมั้ย เอาวะ นี่ก็ใกล้ละ เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างบน ถ่ายคลิปไว้พอดี เลยเอาลงไอจี ปรากฎมีคนเอาไปรีอัพโหลด โกรธมาก ดวกส์ แล้วตอนเราเอาลงบ้าง ซึ่งกล้องเราซูมนะคะ จริงๆ ในเหตุการณ์ไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น คือ เห็นหน้าดีโอเหวอชัดมาก เลยกลายเป็นไอจีเรามีคนฟอลหลักพันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา (ไม่รับฝากร้านนะคะ แต่รับฝากเงิน เอิ่ม) แล้วเราก็ลงคลิปอื่นๆ ด้วย เช่น ลู่หาน หรือเทาไรงี้ ซึ่งวันเดียวกันนั้น เทาก็ตกหลุมค่ะ โอย นี่มันคอนอะไร เจ้าที่ฮ่องกงแรงหรือไง ดีนะ ที่เทาไม่เอาหัวฟาดขอบอ่ะ พี่ลู่จับไม่ทันค่ะ ส่วนตอนปีเตอร์แพน ชานยอลกับไค ก็ไม่ขึ้นจักรยานเหลืองแล้ว แล้วกะจะติ่งในเกตค่ะ อุตส่าห์คิดว่าเอ็กโซจะกลับคืนนั้นเลย กลายเป็นว่าเลื่อนกลับ เพราะอาจจะไปเยี่ยมเด็กๆ ที่บาดเจ็บจากกระเช้าค่ะ (ยังอยากเป็นเด็กคนนั้นอยู่) กลายเป็นแผนนอนค้างสนามบินเป็นหมันไป เพราะเอกโซกลับอีกวันตอนเช้าค่ะ สภาพการนอนสนามบินฮ่องกง มันแย่อ่ะ ไม่รู้สิ 55555 เพลียมาก พังมาก แต่ก็ต้องไปทำงานต่อ เพราะลางานมาแค่นี้ ทริปเฉพาะกิจมากๆ แล้วจากนั้นก็พักค่ะ เพื่อรอคอนที่ไทยเลย อ่อ ลืมเล่า ไปติ่งหน้าเกตตอน EXO มาถึงฮ่องกงด้วยนะ กรี๊ดๆๆๆๆๆ คยองซูคือแบบเตี้ยลืม เห็นแต่เซฮุน ชานยอลว่ะ

คยองซู

ตอนคยองซูกระเช้าร่วงค่ะ หน้าเหวอมาก กล้องเราซูมนะคะ ไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดนั้น

 

มาถึงสงครามคอนไทยค่ะ นี่แหละ ประเทศที่ทุกคนต้องแก่งแย่งกัน ตั้งแต่รอบพรีเซลที่ต้องมีสเปเชียลการ์ด ที่แถมมากับอัลบั้มแรก ดราม่ามาตั้งแต่สเปเชียลการ์ด ที่บางคนทิ้งไปตั้งแต่สมัยอัลบั้ม MAMA ค่ะ 55555 ถุยชีวิต ทีนี้ วันจองก็มีน้องไปต่อแถวตั้งแต่ 6 โมงเย็นก่อนวันขาย ที่ทรูสยาม ทั้งที่ทีมงานแจ้งแล้วว่า เริ่มแจกบัตรคิวตอน 10 โมงเช้า ไม่รันคิวที่มาก่อน ปรากฎทีมงานใช้วิธีตั้งแถวแล้วจับฉลากเอาตามดวงเลยค่ะ เพราะฉะนั้นมาก่อนมาหลังไม่มีผลค่ะ เริ่ดตรงเน้ มีน้องๆ ได้บัตรมาจากทุกโซน เปิดขายโซนละครึ่งนึงค่ะ

คอนไทยมีงานแถลงข่าวด้วยนะคะ กว่าจะฝ่าดงคนเข้าไปอีก ร้อนอีก แต่เด็กๆ มากัน 10 คนค่ะ ขาดลู่หาน เหมือนมีสัญญาณเตือนเบาๆ ในช่วงนั้นนะ ว่าต่อไปพี่เค้าจะไม่อยู่ EXO แล้ว แต่ในคอน เด็กๆ เต้นดี สนุกสนานมาก และลั้นลามากค่ะ ดีใจ คอนไทยสนุกมาก เพราะเด็กไทยคือตะโกนเชียร์ทุกคนดังมาก และมีโปรเจคท์เยอะจนหยิบทำตามไม่ทันเลยทีเดียว ประทับใจกับคอนไทยมาก

อ่อ แต่คอนไทยมีติ่งนิสัยไม่ดีบางส่วนนะคะ สำหรับหลุมยืน คือถ้าคนจองบัตรยืนจะรู้ว่า SM True เอาระบบรันเลขคิวมาใช้ และให้คนดูไปตั้งแถวตั้งแต่เที่ยง ปิดคิวตอนบ่าย 3 หลังจากบ่ายสามจะไม่รันคิวอีก และปล่อยเข้าทั้งบัตรพรีเซลและบัตรปกติพร้อมกัน เช่น เลข 001 กับ 701 เป็นต้น ทีนี้เจอติ่งไม่รักษากฎในวันที่ 2 ค่ะ นางไม่ยอมเรียงตามเลขบัตร และมีปัญหาในหลุม BL เพราะรปภ.ไม่ยอมเปิดแผงเหล็กให้เข้าคิวตอนเที่ยงเหมือนวันที่ 1 เลยกลายเป็นพอปล่อยคนเข้า เหมือนปล่อยฝูงลิงวิ่งเข้าป่าน่ะค่ะ ระเบียบอะไรไม่มีแล้ว ทั้งๆ ที่แถวเขียนว่า 701 (ประมาณนี้) แต่กลับไม่เรียงคิวกัน และหน้าด้านบอกว่า ก็พี่รปภ.บอกมาว่าไม่ต้องเรียง เอ๊า น้องคะ กฎมีไว้ทำไม เราวีนเลย โทรหาพี่ที่รู้จักให้มาดูแลรปภ.หน่อย (สตาฟตรวจบัตร) ว่าไม่สามารถควบคุมฝูงติ่งไร้มารยาทเหล่านี้ได้แล้ว แต่รปภ.ก็ไม่ทำไร แถมพ่อแม่น้องบางคนอุตส่าห์มาท้วงติงว่าลูกชั้นโดนแซงคิว ก็ยังยอม อ้างว่ากลัวติ่งวีนแล้วมีเรื่อง เอ้า มึงไม่คิดว่ากูก็มีเรื่องบ้างเหรอ ที่หนักสุดค่ะ สมมติคิวเริ่ม 701 นางคิว 769 งี้ นางไม่ยอมออกไปเรียงลำดับค่ะ นางบอก มาต่อแถวตั้งแต่ 6 โมงเช้า เอ่าน้อง พูดแบบนี้ก็ไม่สวยนะ แล้วงี้ พี่จะรีบไปจ่ายตังค์ให้บัตรคิวดีๆ ทำไมอ่ะ ถ้าน้องจะหน้าด้านด้วยเหตุผลแบบนี้ ไม่ธรรมดานะคะ นางมีคนหน้ามึนแถวหน้า (เพื่อนนาง) เถียงแทนกันด้วยค่ะ เดี๊ยนไม่มีพวกเยอะค่ะ ไม่งั้นมีตบแน่ เด็กๆ บางคนคือ ดูผู้ดีมาก ไม่กล้าเถียง ก็ปล่อย 10 คนแรกแซงคิวไป ซึ่งแบบโกรธมากนะ ทำไมเราไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองวะ ยอมให้เค้าแซงงี้เหรอ? น้องรู้มั้ยได้เข้าคนแรกๆ น้องได้เกาะรั้ว มีที่พักพิง ถ่ายคลิป และใกล้ศิลปินมากนะคะ มาถึงหลักๆ ซักคนที่ 100 จะเริ่มเกาะรั้วแถวสองแล้ว มันจะโดนซัดไปซัดมา พี่ไม่แนะนำ ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องแคร์คิว ยืนเต้นอยู่ข้างหลังแบบฟรีมูฟไปเลยค่ะ พี่แค่เจ็บใจที่โดนคนไม่รักษากฎมาทำแบบนี้

ฝากถึง SM TRUE ด้วยนะคะ รบกวนดูแลสตาฟที่จัดคิว ให้เคร่งครัดด้วยค่ะ อย่าให้เกิดเหตุการณ์ฝูงลิงวิ่งอีก แล้วขอให้บรีฟให้เหมือนๆ กัน เข้าใจตรงกันด้วยว่า เรียงตามเลข อย่ามั่วนิ่ม
สตาฟของ SM ที่เกาหลี นางเชื่อตัวเลขที่เขียนบนข้อมือของทุกคนและตรวจเช็คอย่างละเอียดค่ะ ถึงจะแค่ต่อคิวซื้อบัตรก็ตาม

แต่ถ้าถามถึงความสนุก เรียงความประทับใจ เรายกให้คอนที่ไทยอันดับ 1 นะคะ รองมา เกาหลี เพราะเป็นรอบแรกๆ และคอนที่ฮ่องกง ชอบเพราะถ่ายรูปได้ แฮ่ๆๆๆๆ

ไม่ทันถึงปี แต่บล็อกกูจะดองเกือบปี วันที่ 7-8-13-14-15 มีนา 2015 EXO นางก็ออกคอนเสิร์ตใหม่อีกแล้วค่ะ คุณผู้โชม ถามว่ากูต้องเอาเงินจากไหนมาซัพมันหมดคะเนี่ย ติดตามชีวิตติ่งต่อไปใน episode หน้าค่ะ EXO PLANET#2 จะรอดูว่านางจะมีเพลงใหม่มั้ย คัมแบ็คก็ไม่มี หรือจะหากินกับของเก่าค่ะคุณ จริงๆ คอนพวกนางดูอินเตอร์มากนะคะ สำหรับปีที่แล้ว เพราะมีโปรดิวเซอร์มาจากเมืองนอกมาคุมการแสดงโชว์เลย แต่เด็กๆ ยังดูเกร็งและติดสคริปท์ค่ะ ไม่กล้าออกนอกบท ไม่เหมือนคอนของเอสเจ หรือทงบัง แต่รอบหลังๆ น้องก็พัฒนาขึ้น ไม่ร้องลิปซิ้งค์เยอะ โดยเฉพาะช่วงออกรายการท้ายปี แต่ในคอน 2014 ยอมรับเลยว่าซิ้งเยอะมาก จนเพลีย เรื่องเต้นเราไม่ห่วง ค่าย SM คือทำดีมากอยู่แล้วในเรื่องโชว์) แต่อยากฟังโชว์สดๆ ของน้องนะคะ น้องมีความสามารถ อยากให้ฝึกและแสดงออกมาให้ดูมากกว่านี้

บรัย

รีวิว สอบ TOPIK แบบใหม่

อันยอง…. เอิ่ม กระแดะมาก คือแบบ เล่าก่อนว่าเรียนภาษาเกาหลีมาได้ระยะนึงแล้ว ทุกวันอาทิตย์ วีคละ 3 ชั่วโมงค่ะ เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยเก่ง ตอนสอบเลื่อนชั้นก็งูๆ ปลาๆ แต่ว่าอาจารย์ใจดี อีนี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก็ผ่านมาได้จนถึงหนังสือเล่ม 4 แล้วค่ะ สิริรวมเวลาเรียนก็เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวนะคะ
เกริ่นมาก็คือ มันจะมีสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาเกาหลี หรือเรียกว่า TOPIK (Test of proficiency in Korean) น่ะค่ะ จริงๆ จุดประสงค์ที่สำคัญของการสอบก็คล้ายกับ TOEFL,IELTS,TOEIC นะคะ คือเอาไว้วัดระดับความรู้ของภาษาเพื่อใช้ในการสมัครเรียน หรือทำงานค่ะ (แต่ของเกาหลีมีสอบสำหรับทำงานโดยเฉพาะชื่อ EPS อีกนะคะ) ทีนี้เราก็พวกร้อนวิชาน่ะค่ะ อยากลองของ ก็เลยสมัครไปดู ตอนแรกก็ว่าจะเล่นๆ แต่รุ่นพี่ที่จะสอบด้วยไม่ค่อยเล่น ก็เลยเริ่มฟิตบ้าง

วิธีการสมัคร จะสมัครช่วงกลางเดือนสิงหาคมนะคะ ส่งเป็นไปรษณีย์หรือสมัครด้วยตัวเองที่รร.นานาชาติเกาหลี แถวหนองจอกค่ะ เราเองส่งใบสมัครไปกับรร.โคซันค่ะ ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เสียค่าสมัคร ระดับต้น (TOPIK 1) 700 ระดับสูง (TOPIK 2) 700 บาทค่ะ ต้องมีรูปถ่ายติดบัตรด้วยนะคะ ระดับละ 2 ใบแล้วก็สำเนาบัตรประชาชน
การกรอกใบสมัครก็มีจุดต้องระวังเช่นกันค่ะ เพราะต้องเขียนนามสกุลก่อน แล้วสะกดเป็นภาษาเกาหลีด้วย

วันสอบ จะเป็นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีค่ะ สำหรับสนามสอบต่างประเทศ จะมีรอบเดียว แต่ถ้าสอบที่เกาหลี จะมี 4 รอบต่อปี ปีนี้ของไทย มีวันที่ 12 ตุลาคมค่ะ
กึบ = Level (มี 6 กึบค่ะ ต่ำสุดคือ กึบ 1 สูงสุดคือ กึบ 6)
TOPIK 1 คือ กึบ 1-2 (สอบได้สูงสุดคือ กึบ 2) มีสอบฟังกับอ่าน
TOPIK 2 คือ กึบ 3-6 (คือรวบตึง กึบ 3-4 กับ 5-6 มาเลยทีเดียว) มีฟัง อ่าน เขียน
TOPIK-Kosan
เตรียมตัวก่อนสอบ
สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาซ้อมทำได้จากเว็บนี้ ทั้งเทปเสียงด้วยค่ะ http://www.topikguide.com (ข้อสอบย้อนหลังอยู่ที่ http://www.topikguide.com/previous-papers)
หรือจะดาวน์โหลดแอพมาไว้เล่นในมือถือก็ได้ จะได้ไม่ต้องปรินท์ลงกระดาษให้เปลือง แถมยังอยากหาคำแปลคำไหนก็แค่จิ้มค้างไว้เท่านั้นเอง ชื่อแอพ TOPIK ONE (beginner) กับ TOPIK ONE (intermediate) และ TOPIK ONE (advance) หน้าตาแบบนี้

IMG_2304.PNG

วันสอบ ต้องไปรับบัตรประจำตัวก่อนเวลาสอบจริงนะคะ เพราะนั้นเราเลยไปถึงแต่ไก่โห่ เพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและไกลมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดบ้านเราอยู่บางกะปินะ
แล้วโรงเรียนคือ อยู่ในทุ่งนาซับซ้อนมาก อีกนิดนึงคือฉะเชิงเทราละ คุณพระ ดังนั้นหลายๆ คนจึงมักรวมตัวกันมาสอบ เช่ารถตู้มาค่ะ แต่ทางโรงเรียนมีรถตู้รับส่งจากตลาดมีนบุรีให้ตอน 8.00 น. นะคะ
ตอนเข้าห้องสอบก็ต้องเข้าก่อนเวลา เพื่ออธิบายวิธีการสอบ ซองที่แจกให้คือเอาไว้ใส่มือถือนะคะ ต้องเขียนเลขที่สอบไว้หน้าซอง คือ จริงๆ ตอนแรกไม่รู้ 5555 เห็นคนอื่นทำเลยทำตาม ส่วนกระเป๋าเอาไว้หน้าห้อง
การกาข้อสอบจะต้องใช้ปากกาที่แจกให้เท่านั้น มีสองด้าน หัวเล็กไว้เขียนชื่อ หัวใหญ่ไว้ระบายช้อยส์ (ใช้ดี๊ดี เลยเอามาใช้งานต่อ)

Monami pen
สำหรับ TOPIK II มีส่วนของการเขียนด้วย แนะนำให้พกดินสอและยางลบไปด้วยค่ะ
วิธีการลบหากกาผิด สามารถยกมือให้ผู้คุมสอบมาลบให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ให้เอาที่ลบคำผิดแบบเทปไปค่ะ ห้ามใช้แบบลิควิดเด็ดขาด

TOPIK I มีการสอบแค่ 2 ส่วนค่ะ คือฟังและอ่าน ช่วงแรกจะฟังก่อน ซึ่งจะพูดค่อนข้างช้าและย้ำสองรอบ ก็เหมาะสำหรับขั้นต้นดีค่ะ ส่วนอ่านพูดเลยว่านี่ชะล่าใจ คิดว่าอีกชั่วโมงนึง ชิวๆ ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ ทำแทบไม่ทันค่ะ กามั่ว (เพราะจริงๆ ก็ไม่รู้ตอบไรดีอ่ะนะ)
พอสอบเสร็จก็จะพักกลางวันค่ะ ถ้าใครอยากแอดแวนซ์ก็รอสอบ TOPIK IIได้เลย แนะนำว่าควรเตรียมเสบียงอาหารมาจากบ้านนะคะ เพราะหน้าโรงเรียน มีแค่ซุ้มของชาวบ้านแถวนั้นมาขายค่ะ อาจจะคนเยอะ บางกลุ่มคือมาเป็นหมู่คณะ เช่น จากมหาลัยหรือบริษัท ก็ชิวดีค่ะ มีฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
เริ่มสอบ TOPIK II กันค่ะ พูดเลยว่าหนังท้องตึง(ไม่มาก) แต่หนังตาและสมองหย่อนไปแล้ว พูดเลยว่าช็อค เพราะคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้ แต่มันยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรวมเลเวลทั้ง 4 เข้าด้วยกัน ไม่มีความง่ายตรงกลางค่ะ ข้อสอบฟังคือพูดเร็ว เสียงอู้อี้แก่ๆ เหมือนอาจอชี่เจ้านายแก่ๆ พูดในลำคอน่ะค่ะ แล้วแบบพูดเร็วมาก รอบเดียว ช็อค! ตั้งตัวไม่ทัน คือ ต้องรู้ศัพท์เยอะมากนะคะ ก่อนจะมาสอบเลเวลนี้ได้ แล้วคือข้อสอบอ่านคือ บทความยาวเกือบเต็มหน้า ถามมา 2 ข้อ แล้วช้อยส์คือ ยาวอีก จะซับซ้อนไปไหน คือง่อยแดกค่ะ นั่งกาให้หมดทุกข้อ แล้วเขียนคือเป็นหัวข้อนะคะ แล้วมีสองข้อ ข้อนึง 200-300 ตัวอักษร อีกหัวข้อคือ 600 ตัวอัพ คือ จะเอาไรไปเขียนคะ ไหนจะเวลาอันน้อยนิด เพลียจ์ค่ะ บวกกับอาหารกลางวันน้อยเกินไป ทำให้หิวจนตาลาย มือสั่นตอนออกจากห้องสอบเลยค่ะ โกรธก็โกรธ ทำไมกูต้องมาทำตัวเองให้ลำบากด้วยวะ ทำก็ไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์นะคะ สำหรับการสอบวัดระดับทางภาษาที่จะได้ทดสอบความรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราขยันท่องศัพท์มากขึ้น
ตอนไปสอบ เราดูข้อมูลจากบล็อกนี้นะคะ ค่อนข้างละเอียดทีเดียวค่ะ คุณคุกกี้รูปปลา คนนี้ได้ทุนเรียนต่อเกาหลีด้วยค่ะ เก่งมากๆ

ส่วนบล็อกเรา เป็นแนวเล่าประสบการณ์เนาะ ไร้สาระ มีไร ถามได้ในเพจนะคะ Facebook.com/POMPOKOBLOG ค่ะ

บล็อกหน้า ยังมีทริปติ่งเกาหลี (คอนเสิร์ต 6 รอบของเรา), ทริปเนเธอร์แลนด์, ทริปเกาหลีหน้าร้อนจั๊กเปียกเที่ยวแต่ทงแดมุน และทริปเกาหลีตอนใบไม้เปลี่ยนสี และอยากมีบล็อกประสบการณ์ติ่งระดับ intermediate ของเรา โอ๊ย เยอะมาก เอาเวลาไหนเขียน ประเด็นคือมึงดองบล็อกได้เปรี้ยวมากละนะ เสียดาย อยากแชร์นะคะ แต่เวลาทำบล็อกมันต้องใช้เวลา

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day6-7: เก็บตก รวบตึง

ม่รู้จะเขียนไรดี หลังจากฟินไปในวันที่ 5 ของทริปแล้ว ที่เหลือคือโบนัส เอิ่ม 5555

ช่วงนั้นกำลังเข้าสู่ต้นเดือนเมษาค่ะ แต่อากาศก็ยังเย็นบ้าง อุ่นๆ บ้าง วันต่อมา เราเลยไปดูดอกบ๊วยบานที่ยออึยโด (Yeouido) ออกเสียงยากเลย ออกเป็นยออีโดละกันนะ
เราไปไม่ทันกับกรุ๊ปพี่เปรียวค่ะ แถมหลงด้วย อนาถแท้ เวลาลงสถานียออิโดมันมีหลายอัน บางอันก็ไปสถานีโทรทัศน์ KBS บ้างไรบ้าง
สรุปคือ วันนั้นเสือกเป็นวันที่มรสุมเข้าหรืออะไรซักอย่างเนี่ย ลมแรงมาก หนาวมาก ขนาดชะนีเกายังบ่น(อ้อนผัว) เลยว่า หน๊าวหนาวอะตัว
วันนั้นคือ จะลองไปดูดอกบ๊วยในเมืองซิ ว่าจะสวยเท่าจินเฮมั้ย ปรากฎ ลมแรงมาก ดอกปลิวค่ะ ฝุ่นเข้าตา สรุปคือ Horrible มาก ใช้คำนี้ละกัน
หน้าเน่อ ผมกระเซิง เปียกไปหมดค่ะ หมดสภาพ ว่าจะถ่ายรูปคู่ดอกบ๊วยอีกซักหน่อย แม๊ง….
แถมจะไปซื้อกาแฟ ร้านก็ปิดอีก เออ กูชื่อมิสชัตดาวน์ของจริงละ

Yeouido

sakura

เอาล่ะ เป็นวันเก็บตก เราก็ไปทุกที่ๆ อยากซ้ำอ่ะ แล้วพอตอนเย็นๆ เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็นัดให้ไปดูเกสเฮ้าส์ใหม่ที่กำลังจะเปิดที่ จงกัก (Jonggak station) ชื่อว่า Hi5 hostel ค่ะ
คือใกล้กับรถใต้ดินมาก แล้วใหม่มาก (คือตอนไปยังไม่แกะพลาสติกเลยอ่ะนะ) มี 4 ชั้นค่ะ ห้องก็น่ารักดี มีมาม่าให้กิน นางถามว่าอาหารเช้า แทนที่จะเป็นนมกล้วย ให้เป็นน้ำข้าว (กระป๋องเหลืองๆ) นี่ดีมั้ย กับ Choco pie (คนเกาหลีเป็นอะไร ชอบขนมนี้มากเหรอ?) นางก็ให้ลองกินค่ะ เราก็แบบ ยูๆ นี่มันไม่ใช่อาหารเช้าของคนเอเชีย ยูเอามาม่าหรือขนมปังปิ้งแบบเดิมเถอะ
วันนั้นนางก็พาไปกินร้านเหล้าค่ะ สั่งมอกกอลีกับชอนอีกแล้ว เสร็จกู ชะนีแดกกับแกล้ม มีเพื่อนนางอีกสองคนค่ะ เป็นผู้ชายอายุเท่าเรา (ไม่บอกเนาะว่า 30 อัพ) เรานึกว่าเด็กมหาลัยค่ะ!!!
คุณพระ เคยได้ยินมาว่าคนเกาหลีหน้าเด็ก ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้ กูอายมาก อยากจะทาลาแมร์กลบหนังหน้าสุดๆ แต่แบบไม่ทันแล้ว ตอนนั้นทาลาแมร์ก็หน้าลอกเป็นขุยเลย ต้องโปะนีเวียตลับฟ้า ราคา 2000 วอน (60 บาท) ประทังผิวไปวันๆ อ่อ เค้าก็มีธรรมเนียมเนาะ ผู้น้อยต้องรินให้คนแก่กว่า ชะนีก็ต้องรินให้ผู้ป่ะ? (กูก็เขินๆ แต่นางก็ดูเป็นมิตรดี ก็ทำก็ได้)
มอกกอลีนี่ใครกินก็เหมือนจะอร่อยนะคะ แต่ดูแต่ละคนที่กิน ดูเมาง่ายจัง ดังนั้น ชะนีอย่าเห็นว่าเป็นเหล้าข้าว หวานๆ มันก็แรงอยู่นะคะ

Chon near Jongkak
ร้านเหล้าที่เจ้าของเกสเฮ้าส์พาไปกิน

พอกินเสร็จก็ต้องรีบบึ่งไปติ่งที่ร้านแม่ของสามีเพื่อนค่ะ คือ Grill 5 taco ร้าน ทงเฮ Super Junior
วิธีการคือ มาลงที่ฝั่งตรงข้าม ห้างแกลเลอเรีย อับกูจอง เดินเข้าซอย หาร้าน KFC เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 152 ร้านอยู่ในซอยแยก ที่อยู่ 88-10 ชั้น 1 อาคาร Sambo (서울 강남구 청담동 88-10 삼보빌딩1층) ถ้าใช้รถใต้ดิน สายสีเหลือง Apgujoeng ro-deo station (Credit มาทวงเอานะจ๊ะ ก๊อปมาจากเพื่อนอีกทีค่ะ)

maps2

grill5taco

เจอแม่ทงเฮด้วย คุณแม่น่ารักมาก กูนึกว่าป้าทำความสะอาดร้าน แกขยันมาก ทำงานทุกอย่างในร้าน น้องที่ไปบ่อยๆ นางบอกว่า เนี่ย เวลาสั่งน้ำแล้วอย่าทิ้งแก้วนะ หรือเอาแก้วออกจากร้าน คุณแม่จะค้อน เพราะคุณแม่จะเอาแก้วมารีใช้ใหม่ แต่เปลี่ยนหลอดเอาค่ะ เอิ่ม
อาหารแนะนำคือ ชีสฟราย เอิ่ม ได้ข่าวว่าขายทาโก้ ที่เราชอบจะเป็นไก่ฮาวายมั้งคะ จำไม่ค่อยได้ แต่เราไม่กินเนื้อเลยไม่ได้ลอง หมูเฉยๆ

Me with Donghae omma

ก่อนนั้นเราแวะร้าน Kona Beans ของคุณแม่คยู ซองมิน และอีทึกค่ะ
พิกัด :
13 Apgujeong-ro 42-gil (640-9 Sinsa-dong) Gangnam-gu
มีติ่งไปนั่งเฝ้าคุณแม่คยูเต็มเลยแฮะ คุณแม่คยูนี่คนละลุคกับคุณแม่ด๊องเลยนะคะ ดูคุณนายมาก ดูไฮโซอ่ะ กูกลัว แต่หน้าเหมือนคยูได้อีก ไม่ต้องบอกเลยว่าแม่ใครอ่ะ
วันนั้นเห็นพี่สาวคยูด้วยมั้งคะ แต่เราไม่รู้ว่าคนไหน เราว่าไอดอลที่มีตังค์หน่อย ควรเปิดกิจการให้ครอบครัวดูแลนะ เพราะอย่างน้อยจะมีติ่งที่อยากใกล้ชิดดารา ขอแค่ไปนั่งที่ร้านก็พอใจ มาช่วยอุดหนุนกิจการตลอดอยู่แล้ว แล้วถ้าอร่อยนะ ก็ยิ่งติดตลาดไปเลย โดยไม่ต้องโปรโมทมาก

Konabeans

coffee drinker
รวมกาแฟที่ฉันกิน (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน)

food

วันสุดท้ายก็ไม่มีไรค่ะ กลับถึงไทย ด้วยสายการบินเจจูแอร์ที่โกลาหล เพราะเพชรชี่ กระเป๋าขึ้นเครื่องไม่ได้ ต้องโหลดเพิ่มเสียตังค์ ทีนี้ดันพาสปอร์ตติดไปกับพี่อีกคน
หากันทั้งสนามบิน รอบที่แล้ว กูตกเครื่องเจจูนี่แหละค่ะ เลยฝังใจมาก กูจะมาตกอีกรอบไม่ได้แล้วนะ
สุดท้ายก็วิ่งสู้ฟัดที่ตม.ค่ะ Duty free ก็ไม่ต้องทำละ ไม่ทันละ เฮ้อ….. ชีวิต

กลับมาก็ร่างพังนะคะ แต่ก็สนุกดี ไปนานสุดละรอบนี้
แต่ยังค่ะ บอกไว้แล้วว่าดีกรีติ่ง EXO เรายังไม่จบ เหลือคอนเสิร์ตอีก 2 รอบที่เราจะต้องเขียนถึงก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทริปเดือนก.ค. ฉลอง 10 ปี การไปเกาหลีครั้งแรกของเราอีก โอย….. ติดตามกันต่อนะคะ

อันนยอง…..

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day4: ช้อปปิ้งคังนัม แวะดู DDP

กว่าจะกลับมาเขียนต่อจาก Day3 ก็เกือบลืมไปแล้ว ต้องระลึกชาติอีก เพลียจ์ เวลากลับมาเขียนทีหลัง มันชอบลืมรายละเอียดไปนะคะ บางทีต้องอาศัยดูจากรูปเอา แล้วเรียงตามลำดับเวลา ไม่ดีเลย นิสัยดองบล็อกมาอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันสบายๆ ค่ะ เพราะร่างพังจากเมื่อวานที่วิ่งรอกไปจินเฮและปูซานแล้ว เลยพักผ่อนด้วยการไปช้อปปิ้งที่สถานีใต้ดินคังนัม Gangnam station
ถ้าใครเคยไปทงแดมุน หรือเมียงดง ก็จะพบว่ามันคือเสื้อผ้าแบบเดียวกันแหละ แต่ขายปลีกและราคาย่อมเยา เช่น ตัวละ 5,000 วอน 10,000 วอน (ประมาณ 300 บาท) แต่บางร้านก็แปะไว้ทั้งราว 10,000 วอน จริงๆ ตอนจ่ายมันสับขาหลอกเป็น 20,000 วอนก็ต้องระวังกลโกงนะคะ

Shopping

ที่นี่เหมาะสำหรับชะนีชอบซื้อของถูกค่ะ ไม่เหมาะกับผู้ชายเท่าไหร่ ถึงจะมีส่วนของตึกที่อยู่ต่อไปอีกเยอะก็ตาม รองเท้า เสื้อน่ารักๆ เพียบ
มีร้านเครื่องสำอางด้วย พอดีวันนั้นไป ETUDE ลด 30% ทั้งร้านพอดี ก็เลยจัดเต็มค่ะ มี Nature’s republic ที่บีเอน่ารักสุดๆ บอกว่าอยากได้ปฏิทิน EXO นางก็จัดให้ค่ะ 55555 ถามว่าชอบใคร เสียดายลิปมันดีโอเหลืออันเดียว ที่นี่ตอนนั้นยังขายปลีกนะคะ พออีกเดือนนึงไป นางขายเป็นแพคค่า….กลัวบางคนขายไม่หมดสินะ หึหึ

shopping-1

DDP

ddp3

ก่อนหน้านั้นเราไปที่ DDP มาค่ะ หรือที่เรียกว่า Dongdaemun Design Plaza (ลงสถานี Dongdaemun Design and Cultural park) เป็นคล้ายๆ มิวเซียมที่รวมเอางานออกแบบเก๋ๆ ของดีไซเนอร์เกาหลีเอามาออกนิทรรศการกันค่ะ บางโซนต้องเสียค่าเข้านะคะ เลยไม่เข้า แต่ที่เราไป เพราะมันคือภารกิจติ่งค่ะ ไปซื้อ merchandise ของศิลปินที่ Stardium นั่นเอง เราซื้อเสื้อยืดโง่ๆ ที่มีเลขวันเกิดศิลปินมาค่ะ เพราะคิดว่าอย่างน้อย เค้าก็มีเงินจ้างศิลปินเรานะเว้ย ถ้าสินค้าขายดี เค้าจะได้จ้างลูกเราอีก ตอนหลังเลยรู้ว่า มันคือกิจการของ SM entertainment นี่แหละ ที่เอาสินค้ามาใส่ Value ของศิลปินลงไปแล้วขายแพงๆ หึ แต่กูก็ซื้อ….

DDP

stardium
ที่ DDP มีที่นั่งพักสำหรับผู้เข้าชม มีเก้าอี้ และเปียโนกลางห้องด้วยนะคะ มีปลั๊กให้เสียบชาร์จแบต มีตู้น้ำ (อันนี้มีทุกที่นะ) ห้องน้ำก็ดีค่ะ
เอิ่ม นี่คือ รีวิวห้องน้ำ ขอเชิญเพจรีวิวห้องน้ำสาธารณะค่ะ
DDP2
วันนี้ค่อนข้างยาวนานนะคะ แต่เราเขียนไม่ยาว เพราะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ เขียนเป็นไดอารี่ประจำวันบันทึกเหตุการณ์แทน
เพราะหลังจากช้อปที่คังนัมแล้ว เราก็ไปกินข้าวกับพี่เปรียวและเพื่อนพี่เปรียวค่ะ เป็นร้านเหล้าน่ะแหละ มีขาย”ชอน” (ของทอด) หอมมากๆๆๆๆ อร่อยด้วย กินซะหมดเกลี้ยงเลย เวลาฝนตก คนเกาหลีชอบกินเหล้ามอกกอลี (Moggoli) กันค่ะ เค้าว่ากัน แล้วกินคู่กับของทอดไรงี้ เหล้านี่เหมือนจะหวานๆ แต่เมาเร็วอยู่นะคะ ยังค่ะ กินข้าวเสร็จแล้วยังไม่จบ จริงๆ คนเกาหลีเค้าชอบต่อกันอีกหลายร้านก่อนจะจบการพบปะกัน แต่เราร่างพังแล้ว ต้องไปทงแดมุนด้วยสิ เลยกลับหอก่อน

Food-1

ภารกิจยามค่ำคืนเริ่มแล้วค่ะ ที่ทงแดมุนขายส่ง 5555 ก็แยกกันช้อปตามสไตล์แต่ละคนนะคะ แต่บางร้านชอบขายส่งอ่ะค่ะ เลยซื้อยากหน่อย ไปกินร้านเพิงข้างๆ ทงแดมุนด้วย ได้อารมณ์มาก…. กินโอเด้ง ของทอดกับโซจูค่ะ แก้หนาว เอิ่ม ไม่ได้กินนะ แต่พี่ที่กินคือร้อนไปหมด แหะๆ

food-2

ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนสอง ปรับการกิน เข้ายิมแบบมีหลักการ

หลังจากผ่านเดือน ม.ค. 56 นะคะ น้ำหนักเราลดลงไปแค่ 2 กก. ค่ะ ทั้งที่เข้ายิมไป 9 ครั้ง โดยไม่ได้จ้างเทรนเนอร์ แต่ใช้บริการ 3 ครั้งที่ลงโปรโมชั่นไว้ ครั้งแรกจะวัดไขมัน ชั่งน้ำหนักและทดสอบร่างกาย ตั้งแต่วิ่งในเวลาจำกัด Plank ได้กี่นาที กางแขนขาดูสมดุลร่างกายค่ะ บอกเลยว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เอ๊ย สมรรถภาพของร่างกายเราลดลงมากๆ นี่นักกีฬาเก่านะคะ เล่นกีฬามาแต่เด็กๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ แค่ซิตอัพ 20 ครั้งยังไม่ขึ้น เศร้าเนอะ วัดสัดส่วนเก็บไว้ เช่น รอบแขนบน รอบเอว สะโพก ต้นขา แล้วครั้งที่สองก็จะสอนว่าเล่นท่าไหน มีประโยชน์ยังไง เพื่อให้เราสามารถจำและเอาไปใช้ได้เอง และครั้งที่สามก็จะเทสต์แบบเดิมอีกค่ะ ว่าทำสถิติได้ดีขึ้นมั้ยค่ะ จากนั้น ถ้าเราสนใจจะต่อก็สามารถซื้อคอร์สต่อได้ แต่ถ้าอยากเล่นเองก็ไม่ฮาร์ดเซลล์ขายคอร์สเหมือนแคลิฟอร์เนียนะคะ เทรนเนอร์เป็นผู้หญิง จบวิทยากีฬามาด้วยค่ะ ส่วนตัว เราไม่ชอบเทรนเนอร์ผู้ชายค่ะ

ทีนี้หลังจากเราเล่นเองแบบออกกำลังเบิร์น (Cardio) บนเครื่อง elliptical แบบนี้ เป็นเวลา 30 นาทีอย่างต่ำทุกครั้งค่ะ
Image

(credit: http://scottfennfitness.com/2013/06/)

ที่ชอบเล่นเครื่องนี้เพราะไม่กระแทกเข่าดีค่ะ เราไม่ชอบวิ่งบนลู่ เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ถ้าคุณอยากเบิร์นก็ลองหาเครื่องที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วก็เล่นท่าตามที่เทรนเนอร์เคยสอนมานิดๆ หน่อยๆ แต่น้ำหนักไม่ลงตามที่ตั้งใจค่ะ เราเลยตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ที่จะลงคอร์ส personal trainer ดีหรือเปล่า โดยเราดูผลงานที่เพื่อนร่วมงานเราลงคอร์ส PT แล้ว เพื่อนร่วมงานลดน้ำหนักลงและดูดีขึ้น ถือว่าเก่งอยู่นะคะ แล้วเราไปถามคุณหมอผิงในงานบรรยายและฟังคุณบุ๊งเล่าเรื่องการออกกำลังแล้ว คุณหมอไม่ได้แนะนำว่าควรใช้หรือไม่นะคะ ขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ บางคนไม่ชอบให้คนมาสั่งน่ะค่ะ แต่เราชอบ 555 ชอบให้คนบังคับ และอยากเห็นผล สุดท้ายเราเลยลงคอร์ส PT กับเทรนเนอร์คนเดียวกับเพื่อนที่ออฟฟิศค่ะ เพื่อนลงแบบ 30 ครั้ง ส่วนเราเทรนเนอร์บอก 20 ครั้งก็พอ ก็ตามนั้นเลยค่ะ (ดีละ เบี้ยน้อยหอยน้อย) เริ่มเข้า PT ครั้งแรกวันที่ 19 ก.พ. 56 นะคะ เรานัดเล่นวันอังคารกับพฤหัสค่ะ ถ้าวันไหนไม่ว่างก็ค่อยเลื่อนเป็น เสาร์ แต่จะเล่น PT แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

ในแต่ละครั้ง PT จะมีท่าออกกำลังให้ 2 เซ็ตค่ะ เซ็ตละ 3-4 ท่า ไม่ซ้ำกันเลอ แต่เหนื่อยมาก ปกติตอนเล่นแคลิฟอร์เนียนี่วันรุ่งขึ้นไปทำงานไม่ไหวเลยนะคะ แต่นี่ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ตื่นไหวอ่ะค่ะ เล่นที หัวใจเต้นเร็ว แต่ก็ท้าทายมากๆ ต้องทำให้ได้ แต่รู้สึกดี เหมือนน้ำหนักจะลดเลยเนอะ (จริงๆ น้ำหนักไม่ค่อยลดเลยค่ะ ทำใจไว้แล้ว) คนเราพอเสียเงินลงไปก็อยากให้ได้ผลเร็วๆ กันทั้งนั้น อันนี้ต้องเตือนกันไว้เลยนะคะ จะได้ไม่เฟลไม่ท้อกลางทาง

ระหว่างนั้น ก็มีทริปไปเชียงใหม่ค่ะ อันนี้เล่น PT มาแค่ 4 ครั้งเองนะ ก็ต้องไปต่างจังหวัดละ แล้วเชียงใหม่นี่มีแต่กินกับนอนค่ะ เช่ารถขับอีก แทบไม่ได้เดินเหิน ทั้งสปาเกตตี้, ไก่ทอด, โรตี, กาแฟ ฯลฯ ผลคือ อ้วนขึ้นค่ะ มวลไขมันก็เพิ่ม เสื่อมมาก กลับมาเทรนเนอร์พูดแล้วเจ็บมากๆ คือ เค้ามีหน้าที่ motivate และดูแลเรื่องของวิธีการออกกำลังนะ แต่เรื่องของการกินนี่ เค้าคงห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักจะต้องทำเอง เสียเงินไปแล้วก็แล้วแต่นะ โห…ความงกของกูนี่ขึ้นเลยค่ะ ฮึดมากๆ ค่ะ ยังค่ะยัง ถัดจากทริปเชียงใหม่ เดี๊ยนยังมีทริปเกาหลีอีกค่ะ แต่บทเรียนทำให้เราระวังตัวมากขึ้น และเกาหลีเราเดินเยอะด้วยค่ะ ในขณะที่เชียงใหม่ เราเช่ารถขับค่ะ ตัวแทบไม่กระดิกเลย 555 แล้วตอนไปเกาหลี เราแอคทีฟมาก กินผักเยอะด้วยค่ะ ทั้งที่กินมื้อเย็นตอน 5 ทุ่ม แต่กลับมาน้ำหนักเท่าเดิม แถมเปอร์เซ็นต์ไขมันดีขึ้นอีก สุดยอดเลอ! หลายคนที่ไปเที่ยวเกาหลีก็น้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ ทั้งที่กินเยอะ แต่ก็เดินเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอากาศเย็นสบาย เราก็น่าใช้การเดินเพื่อลดน้ำหนักได้นะคะ

Image
อาหารที่เกาหลี

ช่วงนั้นเองค่ะ เราได้เข้าสู่วงจรการคำนวณแคลอรี่ค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความถนัดนะคะ วิธีการคำนวณแคลอรี่ของเราคือ เราต้องหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของตัวเองก่อนค่ะ (คือเป็นค่าของอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ขั้นพื้นฐานของแต่ละคน) คือ ถ้าเรากินเท่ากับ BMR ก็จะเท่าทุนค่ะ แต่ถ้าเรากินมากกว่า BMR แล้วไม่ได้เผาผลาญ ก็จะสะสมในร่างกาย แต่ถ้าเราเพียงลดแคลอรี่ในแต่ละวันให้น้อยกว่า BMR ก็จะลดน้ำหนักลงค่ะ อ่านรายละเอียดง่ายๆ ได้ที่นี่ http://www.never-age.com/bmr_2.php หรือhttps://jeban.com/viewtopic.php?t=119938

ทีนี้ การทานอาหาร เราก็จะใช้การประมาณเอาจากน้ำหนักและค่าพลังงานจากหลายๆ แหล่งค่ะ ก็ไม่เป๊ะนะ แต่มันก็สามารถคำนวณแคลอรี่ต่อวันได้ดีทีเดียว วิธีการเราคือ เช่น ข้าวสวยหนึ่งจาน หนัก 200 กรัม จะมีแคลอรี่ 400 กิโลแคล ทีนี้ ถ้าเรากินแค่ 80 กรัม ก็จะได้พลังงาน 160 แคล แล้วก็บวกกับข้าวไปค่ะ เช่น ไข่ต้ม 1 ฟอง 80 แคล แต่เราไม่กินไข่แดง ก็ลดไปเหลือเดาๆ เอาว่า 40 แคลไรงี้ ส่วนถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง เช่น ของ S&P หรือ ซีพี จะมีข้อมูลโภชนาการแปะอยู่หน้าซองค่ะ เช่น สปาเกตตี้คาโบนาร่า ได้แคลอรี่ 450 ประมาณนี้ อาหารแต่ละมื้อน่าจะไม่เกิน 500-600 แคลนะคะ ถ้าเรากินครบ 3 มื้อ ก็จะได้แคลอรี่ประมาณ 1500 ก็น่าจะเกินค่าการเผาผลาญมาเล็กน้อย แต่การเบิร์น มันเกิน 200 แคลอยู่แล้ว เราก็จะมีพลังงานเข้าร่างกายในวันนั้นประมาณ 1300 ค่ะ

จากนั้น เราก็ใช้แอพพลิเคชั่น Myfitnesspal ช่วยบันทึกแคลอรี่อาหารที่กินเข้าไปค่ะ เพื่อเตือนใจเราด้วยในอีกทางว่าเรากินเยอะไปหรือน้อยไป โดยมีเพื่อนร่วมงานของเราแนะนำแอพนี้มา และแอดกันเป็น social network ได้ด้วยนะ การบันทึกของเรา ก็เป็นการกะประมาณเอาน่ะค่ะ เช่น คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะมีกี่แคล เป็นต้น แล้วก็อิงจากตารางค่าแคลอรี่ของอาหาร (เว็บ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/05/L6643174/L6643174.html http://adia.exteen.com/20070512/entry ) พอเราคำนวณเสร็จ มันจะบอกว่ากินมากหรือน้อยไป แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ในอีก 7 วัน ประมาณนั้น (อ่านเต็มๆ ได้ที่บทความของอีคอมเมิร์ซนะคะ แหะๆ เขียนเอง ชงเองค่ะ http://www.ecommerce-magazine.com/issue/172/April-2013-Mkt-Fat)

ทีนี้ การกินที่สำคัญคืออะไร คุณหมอผิงเคยบอกไว้แล้วในตอนที่ 1 นะคะ ว่าการกินอาหารที่เป็นสูตรนั้นนี้ สุดท้ายถ้าคุณกินแบบนั้นแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง จริงอยู่ มันลดน้ำหนักค่ะ แต่มันไม่ยั่งยืน คุณจะกินอาหารนก กินผักได้ขนาดนั้นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า? ถ้าทำได้ตลอด เราไม่ว่ากันค่ะ แต่สำหรับเราค่านิยมของเราก็คือ กินอะไรที่มันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันมีประโยชน์ หาทานได้ง่าย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก เช่น ไข่ขาว, ผักใบเขียว, บรอคโคลี, ดอกกระหล่ำ, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, เนื้อปลา แต่คุณหมอผิงบอกว่าหมูไม่ควรกินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แหะๆ เราชอบกินหมูนี่นา พวกสัตว์เนื้อแดงน่ะค่ะ เราไม่กินเนื้อ ไม่กินปลาหมึก ไม่กินหอยอยู่แล้ว โชคดีไป

การปรับการกินนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าหักโหมจนร่างกายรับไม่ได้แล้วจะเบื่อ สำหรับเราปรับการกินจนตอนนี้นิสัยการกินเปลี่ยนไปเลยค่ะ เปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกัน

1. กินผักต้ม
ก่อนหน้านี้เรากินผักสดที่ขายเป็นแพ็คๆ หรือแบบตักตามสลัดบาร์ของซูเปอร์น่ะค่ะ แต่ต้องเลือกนะคะ ไม่ใช่ว่าตักแต่แฮม, ไข่นกกระทา, มันอบ, แครอตไรงี้ (แครอต เป็นแป้งนะคะ) แล้วพยายามไม่ใส่น้ำสลัดค่ะ เข้าใจว่าทำยาก ตอนแรกๆ ขอให้เปลี่ยนมาใช้สลัดน้ำใสก่อนค่ะ แล้วมาเป็นกินแบบวัว คือ ไม่ใส่น้ำสลัดเลย เคี้ยวกร้วมๆ เลยค่ะ ก็อร่อยดีนะคะ แต่การกินผักสด แก็สในท้องจะเยอะนิดนึงค่ะ บางทีผักก็ช้ำไรงี้ จะกินผักได้เยอะมากค่ะ เวลาช้อปปิ้งคือ ช้อปผักสดทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือกลางสัปดาห์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างฟู้ดแลนด์, เดอะมอลล์ หรือ Tops แต่ผักพวกนี้ พอเปิดถุงแล้วอยู่ได้ไม่นานค่ะ จะเน่าเร็วมาก กินไม่ทัน หรือไม่มีเวลาไปซื้อ ราคาถุงละ 50-70 บาทเป็นผักสลัดรวม แต่พอหลังจากเรากลับจากเกาหลีไม่รู้อะไรดลใจนะคะ เลยบอกแม่ให้ช่วยต้มผักแทน เอาผักง่ายๆ ที่แม่หาซื้อตามตลาดแถวบ้านได้ทุกวันน่ะค่ะ เช่น ดอกกะหล่ำ, บรอคโคลี, แครอต (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นแป้ง), เห็ดออเรนจิ ทีนี้คือ จุดเปลี่ยนเลยค่ะ พอเปลี่ยนมาต้มผักแทน มันทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น เพราะผักอุ้มน้ำค่ะ แนะนำให้ทุกมื้อมีผักต้มนะคะ กินแกล้มกับกับข้าวอื่นๆ ได้เลยค่ะ ทีนี้น้ำหนักเราก็เริ่มลดลงแบบมีนัยยะสำคัญทีเดียวค่ะ ในเดือน 4-6

Image

2. กินกาแฟร้อน ไม่ใส่น้ำตาลและสารให้ความหวาน
เรียกว่าอันนี้วัดใจนายกับเรามากนะคะ สำหรับคนชอบกินอะไรหวานๆ มาตลอดชีวิตอย่างเรา แค่เลิกกินชานมไข่มุก มิสเตอร์เชคมาปีกว่า (นับถึงตอนนั้น) ก็ถือว่าใจเด็ดมากแล้ว นี่จะมาให้กินกาแฟร้อนแบบไม่หวานอีก แต่ก็ต้องทำค่ะ เริ่มแรกก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เวลาสั่งกาแฟก็พยายามบอกให้ใช้นมโลวแฟตหรือนอนแฟต แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องซีเรียสนะคะ จากนั้นก็ขอน้ำตาลเทียม (อิควล) น่ะค่ะ มาใส่ให้พอประทังชีวิตไป รสชาติมันห่วยแตกอยู่นะคะ สำหรับคนไม่เคย พอเราเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง และที่เคยสั่งน้ำหวาน น้ำอะไรปั่นๆ เย็นๆ ก็เลิกซะ เพราะกว่าเค้าจะทำให้เครื่องดื่มมันหวานได้เนี่ย ก็ต้องใช้ทั้งน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น เราไม่ควรได้รับน้ำตาลมากกว่า 24 กรัมต่อวันนะคะ พอเราเริ่มเลิกเสพติดหวาน ต่อจากนั้นซัก 2-3 เดือน ชีวิตเราจะไม่ชินความหวาน น้ำตาลก็จะไม่แทรกซึมผ่านเราได้เยอะค่ะ หลายคนงดแป้ง งดไขมัน แต่ไม่ลดน้ำตาล กินแต่น้ำหวาน น้ำปั่น จะผอมได้ไงคะ ตัวเราเองอ่ะ บอกเลยว่าโง่เรื่องโภชนาการมาก ตอนเพื่อนบอกว่ากินน้ำหวานก็น้ำตาลเข้าเส้นเลือดเร็วเลยสิ เราก็ไม่เก็ตค่ะ ก็แบบเออ ดีออก ไม่ต้องย่อยด้วย ไม่มีแคลอรี่ … โถ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ก็เพราะมันเข้าสู่เส้นเลือดเร็วก็คือมันอ้วนเร็วกว่าแป้งอีกไงล่ะ เพราะแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแล้วเข้าสู่กระแสเลือดชิป่ะ แต่นี้ไม่ต้องใช้อะไรย่อยเลย เข้าปรี๊ดเลอ

3. กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว และลดอาหารเส้น
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ชอบกินข้าวขาว ขนมปังขาวแบบเรา หันมาเปลี่ยนชีวิตหุงข้าวกล้องมากินทุกวัน ค่ะ เริ่มจากที่บ้านปกติซื้อข้าวแบบหุงสำเร็จมา หรือข้าวก้อนๆ น่ะค่ะ เป็นข้าวขาวกับข้าวแดง ซึ่งเราอ่ะไม่ชอบรสชาติหยาบๆ ของข้าวแดงแบบนี้อยู่แล้ว เลยพยายามไปหาข้าวหอมมะลิกล้องมา ชอบของมาบุญครองค่ะ ห่อไม่ใหญ่มาก หนึ่งห่อพอดีกินคนเดียว 1 เดือน ทีนี้ จะหุงให้กินคนเดียวต่อวัน ปริมาณจะน้อยเกินไปสำหรับหม้อใหญ่ เราก็ซื้อหม้อเล็กมาเลยค่ะ หุงกินคนเดียว แม่จะช่วยหุงให้ (อีกแล้ว แหะๆ) ตอนแรกจะกะปริมาณน้ำไม่ค่อยถูกค่ะ แฉะไปบ้าง แห้งไปบ้าง แต่ก็อร่อยกว่าข้าวแดงเยอะ ทีนี้ก่อนกินทุกมื้อ เราชั่งน้ำหนักข้าวค่ะ เพื่อวัดแคลอรี่ แหะๆ ก็ต้องซื้อตาชั่งตวงอาหารมาเนอะ เราซื้อของ IKEA ค่ะ ราคา 990 บาท เวลาชั่งก็แค่กดเปิด 1 ครั้ง ให้ขึ้นเลข 0 เอาจานที่เราใส่ข้าววาง แล้วกดอีกครั้งให้ตาชั่ง tare หรือเซ็ตศูนย์ จากนั้นก็ตักข้าวลง มื้อเช้าเรากิน 80 กรัม กลางวัน 100-120 กรัม มื้อเย็นประมาณ 50 ค่ะ ทุกมื้อควรมีแป้งนะคะ ไม่ควรงดแป้งไปเลย วิธีของเราคือ ลดแป้งไม่ใช่งดค่ะ ไม่งั้นร่างกายจะโยโย่ แป้งมาได้หลายรูปแบบค่ะ ไม่ได้จำกัดจากข้าวอย่างเดียว อาหารบางชนิดก็มีศักดิ์เป็นแป้งค่ะ เช่น ข้าวโพด มัน เผือก แครอต พวกพืชจำพวกหัวทั้งหลาย

ส่วนอาหารเส้น มันคือสิ่งที่แปรรูปมาจากข้าวและแป้งนะคะ เป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี เออ อันนี้เอาเป็นว่าพยายามเลี่ยงอาหารประเภทเส้นค่ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พาสต้า อา….ของโปรดทั้งนั้น ยากจุง ก็ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงค่ะ เพื่อตัวเรานะคะ อดทนอีกนิด ให้วีคละ 1 ครั้งละกัน อิอิ

4. เลิกซะนิสัยกินแบบบุฟเฟ่ต์
สั่งแค่ตัวเองพอ แล้วกินแค่ครึ่งเดียว คือ เข้าใจทุกร้านอาหารที่จะมีสัดส่วนปริมาณ (portion) ในแต่ละจานตามมาตรฐาน ดังนั้นการจะมาบอกว่า เอาข้าวครึ่งเดียว ไม่เอาข้าว นางไม่ทำให้ค่ะ ชีวิตยากเนอะ ก็ชั้นมีแต่ข้าวไป ไม่อยากกินข้าวเธอนี่นา แค่ทำปริมาณเหมือนราดข้าวแหละ แต่ไม่เอาข้าว ไม่เข้าใจหรา? บางร้านนางบอกเป็น KPI ขายเป็นเซ็ตค่ะ อ่ะ ก็ได้ ชั้นอารยะขัดขืนด้วยการไม่กินข้าวของเธอเองละกัน บางร้านมาถึง บ่นเสียดาย อ้าว ก็พี่ทำให้หนูไม่ได้นี่นา ยินดีจ่ายราคาเต็มนะคะ แต่กินครึ่งเดียว หรือบางทีก็ต้องทนอาย พกข้าว (มีแต่ข้าวนะคะ) ไปนั่งกินร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ในร้านอาหารบ้าง ก็ต้องทนค่ะ ถ้าร้านเค้าอนุญาต เพราะเราเองก็สั่งอาหารเค้านะ แต่ไม่เอาข้าวเท่านั้นเอง เวลาไปร้านข้าวมันไก่ ก็สั่งแต่ไก่นะคะ เนื้ออกดีที่สุด แต่เนื้อน่องมันอร่อยน้า

Image
Image

5. หาของว่างที่มีประโยชน์กิน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็ต้องมีการหิวระหว่างมื้อ คุณหมอผิงเลยบอกว่า อาจจะลองแบ่งเป็น 5 มื้อย่อย จะได้ไม่หิวจนตาลาย และควรกินให้ตรงเวลาทุกมื้อนะคะ ตอนนี้เราฝึกร่างกายจนถึงลมปราณขั้นสุด เอ๊ย ไม่ใช่ คือ 5 โมงเย็นปุ๊ป ความหิวมาเลยค่ะ ต้องกินข้าวเย็นประมาณนี้ แล้วพัก 2 ชั่วโมง ไปออกกำลังพอดี ส่วนของว่างนั้น เราก็ได้อ่านมาหลายที่ บางคนแนะนำ กรีกโยเกิร์ตค่ะ ที่เราชอบคือยี่ห้อนี้ค่ะ TamarValley (ตามรูป) สนนราคาก็ ถ้วยละ 100 กว่าบาทเอง อุ๊ต่ะ จะผอมได้ต้องรวยนะคะ แต่ต้องแบ่งกินนะคะ ถ้วยนึงแคลอรี่ก็หนักอยู่ แล้วเนื้อโยเกิร์ตก็เปรี้ยวมาก ดีที่มีรสผลไม้มาดับความกรีกในตัวมัน ไม่งั้นก็กินไม่ได้ แนะนำรสราสเบอรี่หรือเบอรี่รวมค่ะ รสมะม่วงมันประหลาดมาก 555 หาซื้อได้ที่วิลล่ามาร์เก็ตบางสาขานะคะ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีขายเยอะละนะ โยเกิร์ตตามท้องตลาดก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ แต่นอกจากเรื่องแคลอรี่หรือไขมันต่ำแล้ว ให้ดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมค่ะ เพราะที่มันอร่อยก็เพราะมีโซเดียมเยอะ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี  อีกอย่างก็คือพวกถั่วค่ะ หมอผิงแนะนำอัลมอนด์ แต่เราชอบถั่วปากอ้าค่ะ อร่อยมากกกก แบบที่ขายถุงละ 10 บาทตามเซเว่นน่ะค่ะ แก้เหงาปากได้ดี และถูกกว่าอัลมอนด์เยอะ อีกอย่างคือซีเรียลบาร์ค่ะ มีช่วงนึงเราซื้อตุนเลยอ่ะค่ะ ยังกะนักเพาะกาย 555 ก็มันอร่อยดีนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินขนมกรอบๆ มันฝรั่งทอดงี้ แหม…รักสุขภาพเว่อร์จริงกู ปกตินี่กรอกมโนราห์ เลย์ ก๊อบกอบ พริงเกิลเข้าปากตลอด 555 ก่อนนี้ก็ชอบกินกัมมี่ค่ะ ของ Haribo แหม่…หวานๆ หนึบๆ เนียนเลย เลิกกินหมากฝรั่งค่ะ เพราะนอกจากกรามจะใหญ่แล้ว ยังมีน้ำตาลอีก ลูกอมนี่ก็ตัวดี หวานๆ น้ำตาลทั้งนั้นเลิกค่ะ ถ้าง่วงให้กินถั่วแทน

ImageImage

Image

Image

แอปเปิ้ลแดงยี่ห้อนี้ อร่อยดีนะคะ แนะนำ

เอาล่ะ บล็อกนี้เอาแค่นี้ก่อนค่ะ ตอนช่วงที่ 2 เราน้ำหนักเหลือประมาณ 56-55 แล้วนะคะ นับถึงเดือนพ.ค. นะคะ คราวหน้าจะเป็นตอนที่จบคอร์สพีที และมีท่าในการเล่นยิมมาฝากค่ะ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องใดๆ แล้วเราเขียนผิดไป มาทักท้วงได้นะคะ ยินดีค่ะ เราไม่ได้เล่าละเอียดในทุกเรื่องค่ะ เพราะความรู้มีกระท่อนกระแท่นแล้ว ตอนที่เริ่มลดน้ำหนัก เนื้อหาปึ้กกว่านี้เยอะ หากอยากทราบอะไรเพิ่มลองกูเกิ้ลหาเพิ่มได้เลยค่ะ มีเว็บดีๆ สอนเยอะเลยค่ะ เราแค่เล่าวิธีที่เราทำแล้วเวิร์คเนาะ มาแชร์ๆ

ป.ล. ตอนนี้ (มี.ค. 57) น้ำหนักเราค่อนข้างคงที่แล้วนะคะ หลังจากหยุดพีทีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 56 แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่เช่นเดิมค่ะ อะไรที่ดีแล้วก็ดีไป แต่ตอนเครียดทีไร ขอ junk food มาหน่อยเด๊ะ!

ประสบการณ์ปรึกษาคุณหมอรังสิมา และฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกค่ะ

Botox

ย่าหาว่างั้นงี้เลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าอยากฉีดโบท็อกซ์มาก่อนเลย เพราะตัวเองยังอ้วนอยู่ (ในตอนนั้น) และมีเบบี้แฟตอาศัยอยู่บนหน้าจำนวนมาก มาตอนนี้เข้าเลขสามมาละ เลยต้องขอลองทำสวยบ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปณิธานของปี 2014 ที่จะต้องทำให้ตัวเองดูดีแบบพอประมาณกับกำลังทรัพย์และไม่มากเกินไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ

ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วเราทำมิชชั่นลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีไปแล้ว (กำลังเขียนสรุปอยู่นะ) ปีนี้จึงมาทำนวัตกรรมความงามภายนอกกันบ้าง เริ่มจากการเห็นอุปปาทานหมู่ที่เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องไปอัพดั้ง และอีกคนจากคนกรามใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นคนหน้าเรียวไปแล้ว จึงเริ่มเสาะหาความรู้เกี่ยวกับการโบท็อกซ์และเสริมดั้งแบบต่างๆ ค่ะ (จริงๆ ศึกษามาอยู่แล้วหลายปีนะคะ) พอเราผอมลงจะเห็นโครงกรามชัดมากๆ เลยอยากลองฉีดโบฯดู และนัดคุยกับคุณหมอรังสิมา (@DrRungsima) แห่ง I-sky clinic ค่ะ(ตื่นเต้นฝุดๆ ไม่เคยปรึกษากับคุณหมอเลย คิวท่านเยอะมากๆ อยากหาคุณหมอมานานแล้วตั้งแต่น้องส้ม Miffiiz ไปฉีดมาเมื่อปีที่แล้ว) ส่วนเราเคยไปทำ Coolsculpting (Zeltiq) ที่นี่เมื่อปีที่แล้วค่ะ ยังไม่ได้เขียนบล็อกนะคะ เดี๋ยวมารีวิวอีกทีค่ะ

botox00
ก่อนทำ ช่วงเดือนก.ค 56 ค่ะ

เราเริ่มหาข้อมูลเรื่องชนิด ราคา และผลข้างเคียงก่อนค่ะ คือ Botox ที่เราคุ้นเคยมันเป็นชื่อของแบรนด์นึงของทางเมกาค่ะ ชื่อทางเคมี คือ Botulinum Toxin อ่านที่มาและรายละเอียดของสารนี้ได้ที่นี่ หรือจะสืบค้นใน google ก็ได้ค่ะ ไม่อธิบายซ้ำแล้วเนอะ

สรรพคุณนั้นนอกจากจะทำให้ลดขนาดของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน (ทำให้เป็นหดเล็กลง) ในปัจจุบันโบท็อกซ์ใช้สำหรับลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นคิ้ว ปรับและแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยหยัก รอยบุ๋ม รอยย่น ปรับความโค้งของคิ้ว ยกหางคิ้ว หางตาให้ดูเรียวสวยขึ้น  ลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อเล็กลง เช่น กราม น่อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ลดการหลั่งของต่อมเหงื่อ เช่น บริเวณรักแร้ ลดการสะสมของแบคทีเรียจึงไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ (ข้อมูลจาก E-cosmedical ) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงคืออาจทำให้หนังตาตก พูดไม่ชัดได้ แต่สารนี้จะสลายได้ในความร้อนค่ะ เพราะฉะนั้นใครฉีดโบไม่ควรเข้าที่ร้อน เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ

โบท็อกซ์มีทั้งแบบสุญญากาศ (ในหลอดแก้ว) และแบบผงค่ะ ทีนี้ มีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ ส่วนในไทยจะนิยมคือ ชนิด A และ ชนิด B  ทีนี้ไปอ่านการสังเคราะห์และที่มาของสารนี้ได้ที่นี่ ส่วนอีกท่านได้อธิบายไว้ว่า โบท็อกซ์ ชนิดเอ นิยมใช้มากที่สุดเพราะเป็นชนิดแรกที่ออกมาจำหน่าย และได้รับความนิยม เพราะมีความแรงมากกว่า แต่ถ้ามีการละลายเมื่อนำมาใช้จะมีอายุการเก็บสั้นกว่าชนิดบี แต่ชนิดบีนั้นเหมาะสำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆและร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อชนิดเอ โดยความแรงของชนิดบี <Neurobloc ,Myobloc> นั้นต่ำมาก จึงต้องใช้ปริมาณการฉีดที่สูงกว่าเอ เยอะ(แรงน้อยกว่าถึง 50 เท่า แต่เก็บได้นานกว่าชนิดเอมาก)
มีรายงาน ค่าความแรงของโบท็อกซ์ชนิดต่างๆดังนี้
BOTOX มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 20
Dyport มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 40
*แต่ ผลการรักษาในกรณี ฉีดกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้การฉีดแบบทฤษฎีใหม่นั้น Botox ยังให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Dysport แม้ว่าความแรงของ Dysport จะสูงกว่าก็ตาม (Taken from http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

แบรนด์ที่นิยมในไทยมี Botox ของ Allergan หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า โบท็อกซ์เมกา ยี่ห้อนี้ราคาจะสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ใช้จำนวนยูนิตที่น้อยกว่าไปด้วย มันจะให้ผลชะงัดในพื้นที่นั้นๆ ไม่กระจายไปที่อื่น อีกยี่ห้อคือ Dysport แบรนด์จากอังกฤษค่ะ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะราคาถูกกว่าเล็กน้อยและประสิทธิภาพไม่ต่างกับตัวเมกามากนัก แต่อย่างไรก็ดี ต้องใช้ปริมาณเยอะกว่าของเมกา ไปๆ มาๆ ราคาก็พอกันนะคะ เพราะของเมกาขายทีละ 100 ยูนิต แต่ของ Dysport ขาย 500 ยูนิต ดูบล็อกของคุณ onnbaby อีกยี่ห้อ คือ Neuronox หรือเรียกกันว่า โบท็อกซ์เกาหลี สรรพคุณคือ ราคาถูกกว่าอีกสองเจ้า มีของ Botulax ด้วยค่ะ ซึ่งบล็อกของคุณ Nacholnipa รีวิวไว้ตามนี้  และ Synorox มักเรียกว่าโบท็อกซ์เยอรมัน นอกนั้นจะมีรายย่อยอีกค่ะ คือ เอาเป็นว่าราคาลดหลั่นกันลงมา ยี่ห้อกลุ่มสุดท้ายนี่ เรียกว่าถูกกว่ายี่ห้อแรกถึง 5-6 เท่าเลยค่ะ

Botox
รูปจาก E-cosmedical ขอเซ็นเซอร์ราคานะคะ

ไปหาข้อมูลมาเพิ่มค่ะ จากหลายๆ เว็บ พบว่า มีโบท็อกซ์ที่ได้รับ อ.ย. ถูกกฎหมายใช้ได้ในไทย ดังนี้
1. Botox (Allergan, USA)
2. Dysport (Ipsen, Ireland)
3. Neuronox (Medy-Tox Inc., South Korea)
4. BTXA (HUGH, Hong Kong)
5. Botulax ( or Regenox, Zentox : Hugel Pharma, South Korea)

(Credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sweet2syrup&date=16-03-2010&group=20&gblog=4)

          โบท็อกซ์เยอรมันทั้งมวล ไม่ผ่าน อ.ย. ไทย และเป็นแบบผงทั้งหมด ไม่มีแบบสูญญากาศ คำว่าผง คือ ผสม ซึ่งอาจทำให้ดื้อยาขึ้นมาได้ เช่น — Syrunox เยอรมันกล่องม่วงๆ   ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่เลิกผลิต ในตลาดตอนนี้ก๊อบปี้จากจีน, มาเล ทั้งนั้น
— Neuroxin เยอรมันกล่องขาวเขียว ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่จะมีฝาขวดสีน้ำเงิน ใช้ได้ผลบ้าง แต่ก่อให้เกิดปัญหาหน้าไม่เท่ากันตามมา เพราะยาไม่บริสุทธิเพียงพอ
— Renew เยอรมัน 150 ยูนิต ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่สูญญากาศอยู่ดี
— Fine ฮ่องกง หรือจีน (เซิ่นเจิ่น) ราคาจะอยู่ที่ 1,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลชั่วคราว และทำให้เกิดอาการดื้อยา จนใช้โบท็อกซ์ใดๆ ก็ไม่เกิดผลอีก
— Beautox เกาหลี 150 ยูนิต สีชมพู ใช้ได้ผลสูงสุด เทียบเท่าสูญญากาศ แต่อยู่ได้ 2-3 เดือน โดยของแท้ฝาชมพู ต่อมาบริษัทแม่เลิกทำ จนมีฝาขาวจากมาเล และฝาเหลืองจากจีน เข้ามาและไม่เห็นผล ห่วยแตก ราคาจะอยู่ที่ 2,500 ขึ้นไป
— โบท็อกซ์รีไฟลเอ็กซ์ เป็นโบท็อกซ์สูญญากาศที่ผลิตในประเทศไทย เป็นของปลอมที่ทำให้เกิดปัญหาดื้อยา จนไม่สามารถใช้โบท็อกซ์ใดๆ ได้อีก เนื่องจากการผลิตไม่บริสุทธิ์เพียงพอ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด และที่สำคัญ เลข อ.ย. ที่อ้างข้างขวดเป็นของปลอม โรงงานนี้ยังมั่วถั่วผลิต เมโสแฟตไขมันเลข อ.ย. ปลอมที่ชื่อ เดอม่าร์ลิส แม้จะได้ผลดี แต่ก็เป็นของไม่มีคุณภาพ
(Quote from : http://pinkmaya.gagto.com/?cid=481573)

เรื่องของชนิดของโบท็อกซ์นั้น บุคคลในเว็บบอร์ดนี้ แย้งว่า โบท็อกซ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ นั้น มันถูกทำเป็นผงเล็กๆเเล้วเก็บในขวดสเตอไรซ์ สุญญากาศอยู่เเล้วครับผม  ไม่มีเเบบโบท็อกซ์สุญญากาศ ดีกว่า โบท็อกซ์เเบบผง อะไรเลยครับ โฆษณาโม้ทั้งนั้น ผมเคยได้ยินครับ ของเราใช้เเบบสูญญากาศเท่านั้น …..เอ่อ ผมจะบอกครับว่ายาใส่ขวดเเบบฉีดทุกอันเขาสูญญากาศหมดล่ะครับ
(Quote from: http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

เดี๋ยวเราไปถามคุณหมอมาให้อีกที สำหรับเรื่องชนิดผงกับสุญญากาศ (ขวดแก้ว) ละกันค่ะ ส่วนเทคนิคการฉีดก็ที่เคยรู้กันคือฉีดลดกล้ามเนื้อ และวิธีใหม่สำหรับลดริ้วรอยคือแบบจิ้มลงไปไม่ลึกมากค่ะ อ่านเทคนิคกันได้ที่ บล็อกคุณmiNipanda-z และคุณ SuperGiBZz นะคะ

อ่ะ ข้ามมาเรื่องการปรึกษาคุณหมอเลยดีกว่าค่ะ ใจจริงไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นเดือนมกราคมหรอกค่ะ แต่ตั้งใจจะไปปรึกษาเฉยๆ (หรอ….บัตรเครดิตในมือสั่นไปหมดละกรู) จองคิวไว้ล่วงหน้าค่ะ (จริงๆ โทรเข้าไปถามราคาเฉยๆ น้า…..) เลือกไปสาขาบางนาค่ะ อยู่ตรง The Coast เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เปิดใหม่ ถ้ามาจากเมกาบางนา ให้เลี้ยวซ้ายแยกบางนาแล้วยูเทิร์นใต้รถไฟฟ้าสถานีบางนาค่ะ เกือบถึงแยกบางนา จะอยู่ทางซ้าย สังเกตป้ายแมคโดนัลด์นะคะ คลีนิคอยู่หลัง MK ค่ะ จอดรถหน้าร้านได้เลย

เข้าไปพบหมอคิวที่ 2 ค่ะ รอไม่นาน เริ่มต้น คุณหมอถามว่าต้องการปรึกษาเรื่องอยากทำไรบ้างคะ เราก็บอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ จากนั้นคุณหมอก็เงียบไป พร้อมเดินไปหยิบกระจกมาอันนึง แล้วพูดว่า เดี๋ยวคุณหมอจะบอกอะไรให้สองสามอย่างนะ เอิ่ม…อะไรนะคะ ดูน่ากลัว ต้องทุบทั้งหน้าป่ะคะ? หมอบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าคุณทำแต่โบท็อกซ์อย่างเดียว โหนกแก้มของคุณจะเด่นชัดขึ้นนะคะ (อา….ค่ะ แน่นอน โหนกคือจุดเด่นบนใบหน้าหนู) ทีนี้ ปัญหาของคุณคือ คางคุณสั้นเกินไปมื่อเทียบกับสัดส่วนอื่นๆ บนใบหน้าตามหลักของ Golden ratio (อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าใช้หลักการนี้ คือ หน้าตามแนวตั้งจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดูได้ที่ลิงค์นี้ http://www.goldennumber.net/facial-beauty-new-golden-ratio/)
face-new-golden-ratio-beauty-proportions
คุณควรเติมคางให้สมดุลค่ะ ถ้าไม่ทำโบท็อกซ์ จะใช้ฟิลเลอร์ (ในที่นี้คือสารไฮยาลูรอนิก*) ประมาณ 2 ซีซี (หรือ 2  SYRINGE) แต่ถ้าคุณทำโบท็อกซ์ที่กราม คุณจะฉีดคางแค่ 1 ซีซีค่ะ ส่วนโหนกแก้มที่ดูเด่นชัดขึ้นนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการลวงตาว่าส่วนนูนบนใบหน้าจากโหนกแก้มมาที่ร่องน้ำตาข้างจมูก (ตามรูปด้านล่าง) ซึ่งคุณหมออธิบายว่า เวลาคนอื่นมองเรานั้น เค้ามองจากมิติเดียว คือโดยรวม ถ้าแก้จากการเอาจุดเด่นของโหนกมาอยู่ตรงกลางแทนจะดีกว่า คุณหมอเจอเคสหน้าแบบเรามาเยอะค่ะ (หน้าไทย-อีสานสไตล์สินะคะ) คุณหมอบอกว่าฟิลเลอร์นั้นฉีดทีละนิดแล้วมาเติมหากไม่พอใจดีกว่าแล้วมีสารฉีดสลายได้ด้วยค่ะ และฉีดฟิลเลอร์ก็เห็นผลทันที ถ้าคุณไม่อยากเปลี่ยนหน้าแบบฉับพลันก็ค่อยๆ ทำทีละอย่างก็ได้ เราเลยถามว่าแล้วคุณหมอจะแนะนำให้ทำอะไรก่อนคะ? คุณหมอบอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ เพราะฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดไปแล้ว 3 เดือน แต่ที่หลายเจ้าบอกว่า 6 เดือนนั้น คือ สารสลายไปหมดแล้วค่ะ หากไม่อยากให้กรามกลับมาทั้งหมด แนะนำให้มาฉีดซ้ำตอนครบ 3 เดือนค่ะ ซึ่งงานวิจัยพบว่าในบางราย ขนาดของกล้ามเนื้อลดลงไปจริงหากฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เราเลยถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาใจค่ะ เราถามว่าแบบนี้หนูควรทำจมูกมั้ยคะ? ดั้งแหมบอ่ะค่ะ คุณหมอบอกว่าจริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะทรงจมูกและขนาดมันเหมาะกับหน้าแล้ว หากคุณทำ (คุณหมอเอามือมาดึงดั้งขึ้น) ตาของคุณจะเล็กลงและชิดกันมากขึ้น ทำให้องค์ประกอบมันไม่สมดุลย์ แต่ถ้าคุณอยากทำก็อาจจะเติมปลายให้เล็กน้อยให้เชิดขึ้น (แต่ตอนที่เห็นรู้สึกเฉยๆ ค่ะ ไม่ชอบทรงนั้น ชอบทรงปัจจุบัน แค่อยากให้สูงขึ้นค่ะ) ถ้าคุณอยากทำก็ทำได้ แต่ควรทำอันดับสุดท้ายค่ะ ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจเล็กๆ และแปลกใจนะคะ ที่จริงๆ แล้วปัญหาที่เราคิดว่าหน้าแบนนั้นมันอาจจะไม่อยู่ที่จมูกก็ได้ และกอปรกับความเชื่อส่วนตัวเรื่องทำจมูกแล้วจะเปลี่ยนแฟนด้วย (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) เลยไม่อยากทำจมูกละค่ะ เหมือนตอนเด็กกว่านี้เคยเสาะหาไปปรึกษาทันตแพทย์เพราะอยากจัดฟันสองสามร้าน แล้วได้รับคำตอบมาว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ฟัน มันอยู่ที่ส่วนอื่น และฟันก็สบกันดีแล้ว เรียงสวยแล้ว จะมาทำให้เจ็บตัวทำไม เลยเลิกฝันจะจัดฟันค่ะ (แหม่…กูสวยอยู่แล้วสินะ เลยทำไม่ได้ซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ)

botox01
ที่วงคือที่ควรฉีดฟิลเลอร์ลงไปค่ะ

จากนั้นเราก็บอกคุณหมอว่า งั้นวันนี้ขอปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ก่อนละกันค่ะ (เพราะหน้าไม่เท่ากันด้วย) และรอให้เห็นผลอีก 3 เดือนแน่ะ  โดยสำหรับกรามเราคุณหมอจะใช้โบท็อกซ์ยี่ห้อ Allergan ของเมกาค่ะ (แพงสุดในตลาดละ) ซึ่ง 1 ขวด มี 100 ยูนิต (มีโปรโมชั่นด้วยค่ะ ลด 20% จาก 24,000 บาทเหลือ 19,200 บาท เก็บไว้ได้ 1 ปีค่ะ) โดยเราฉีดครั้งแรก 60 ยูนิต (ข้างละ 30) แล้วพออีก 3 เดือนค่อยมาซ้ำอีก 30 ยูนิต (ข้างละ 15 ยูนิต) ค่ะ แต่พอฉีดไปแล้ว 2 อาทิตย์ คุณหมอจะนัดมาดูอีกครั้งนะคะ จะได้คิดดูว่าจะฉีดฟิลเลอร์เลยมั้ย (ใจหนูอ่ะอยากค่ะ แต่เงินหนูอ่ะมันไม่สะดวก) เราถามเพิ่มคือ แล้วอีกยี่ห้อคือ Dysport มันมีข้อดีข้อเสียต่างกันตรงไหนบ้าง คุณหมอบอกว่า ราคามันต่างกับ Allergan ไม่มาก แต่ปริมาณที่ใช้มันเยอะ เช่น ราคาของ 500 ยูนิต ถูกกว่า Allergan นิดเดียว เวลาฉีดอาจจะกระจายไปมากกว่า เพราะใช้ปริมาณเยอะกว่า แล้ว Allergan ออกฤทธิ์เฉพาะจุด (อันนี้คิดเอาเองนะคะว่าแบบนี้ใช้แบบปริมาณน้อยและคุณภาพสูงเลยไม่ดีกว่าหรือ?) แต่ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ตอนจะฉีดคุณหมอถามว่าจะให้แปะยาชามั้ย ในฐานะที่ใจไม่ด้านพอ เลยขอแปะก่อนค่ะ คนมันไม่เคยเข็ม แปะยาชาไว้ 45 นาทีแน่ะ (นานจุง) จากนั้นคุณหมอก็เข้ามาฉีดค่ะ ให้เรากัดกรามแน่นๆ เพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อชัดๆ เวลาฉีดจะได้ง่าย คุณหมอฉีดไม่ถึง 5 นาทีค่ะ บอกเลย มือเบามาก คุณหมอบอก ตอนคุณหมอฉีดเองไม่เคยแปะยาชานะ เราก็ว่าคราวหน้าจะไม่แปะละค่ะ เสียเวลาค่ะ
botox03
แปะยาชาค่ะ วันหลังจะไม่แปะละ ชอบอะไรซาดิสม์
การดูแลรักษา คุณหมอแค่บอกว่าไม่ควรนวดหน้า อบหน้า ไม่ควรเข้าที่ร้อนๆ เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ แต่ออกกำลังกายได้ปกติ แต่เราดันไปกินเอ็มเคหน้าหม้อไอน้ำซะงั้น ฤทธิ์จะสลายมั้ยนี่

botox02
หลังฉีด 15 นาทีค่ะ เอาหน้ามาอังไอน้ำหม้อสุกี้

เดี๋ยวอีก 2 อาทิตย์จะไปดูอาการค่ะ หลังฉีด 4 ชั่วโมงเค้าว่าห้ามนอน เราก็ยังไม่นอนหรอกค่ะ เมาท์แตกอยู่ แต่หน้าชานานมากจริงๆ พยายามไม่นอนตะแคงด้วย กลัวแผลกดทับ 5555 พอตื่นเช้ามาเมื่อยกรามค่ะ (เป็นอาการที่คุณหมอบอกไว้แล้ว) ไม่กล้าเคี้ยวของเหนียวๆ เลยค่ะ กลัวที่ฉีดมาไม่ได้ผล นอยด์สาด

ฟิลเลอร์ ที่เราชอบเรียกกันนั้น เท่าที่อ่านมา คือ มีสองแบบที่ยอมรับในประเทศไทยและอย.นะคะ คือ ไฮยาลูรอนิก(Hyaluronic Acid-HA) และไขมันของตนเอง และในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นไฮยาลูรอนค่ะ มียี่ห้อที่อนุญาตให้ใช้ในไทยได้ดังนี้ http://rakkhunclinic.blogspot.com/p/blog-page_22.html

ตอนนี้ไม่ได้หาข้อมูลฟิลเลอร์เท่าไหร่เลยค่ะ หาแค่โบท็อกซ์ก่อนละกันนะคะ

เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที ตอนครบ 3 เดือนนะคะ

ราคา: 19,200 + ค่าแพทย์ 300 (ออกเองนะคะ ไม่เคยทำฟรี บอกเลย 5555)

Link: อ่านเพิ่มเติมของท่านอื่นๆ ได้ตามลิงค์นะคะ
แถมๆ http://force8949.blogspot.com/2012/07/all-about-botox.html