[CR] รีวิว สักคิ้ว 6 มิติ

รีวิวนี้พี่มิชออกเงินเอง รีเสิชมาเองนะคะ หากไปทำตามแล้วดีไม่ดียังไง ไม่มีส่วนรู้เห็นนะ

คืองี้ อีการสักคิ้วถาวร 3 มิติ 6 มิตินี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในวงการชะนีรักสวยรักงาม เมื่อก่อนคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่อ่ะ ที่แก่แล้วจะเห็นรอยสักเขียวๆ ที่คิ้วแล้วมันดูปลอมๆ จนกระทั่งมันใกล้ตัวมาเรื่อยๆ ทั้งเมคอัพที่รู้จักไปเรียนสักและเพื่อนร่วมงานไปสักก่อนคนแรก พี่มิชก็คิดนะ ว่ามีขนคิ้วอยู่บ้างแต่มันลำบากเวลาเขียน มันไม่ค่อยเท่ากัน แล้วไม่รู้จะเอาทรงไหน

นี่คือรูปคิ้วที่เดี๊ยนเขียนเองเวลาไปงาน แต่งหน้าไรงี้ค่ะ อยากคิ้วตรงๆ แบบชะนีเกาโนะ จะได้หน้าดูซอฟท์

แต่พอเพื่อนร่วมงานสัก จะมีช่วงแรกๆ ที่คิ้วจะเข้มม๊าก แต่พอมันจางก็เออ ดีแฮะ ที่ไม่ไปซักที เพราะค่าสักของเค้าแพงค่ะ ประมาณ 9 พันแน่ะ รูดก็ไม่ได้ เป็นการใช้เงินก้อนใหญ่สำหรับเรานิดนึงนะ

จนได้ไปเห็นรูปเพื่อนนิเทศค่ะ นางนึง เอ๊ะ ปกติคิ้วนางไม่สวยขนาดนี้ นี่ดูเข้ม เป็นรูปทรง เลยหลังไมค์ไปถามนางว่า สักคิ้วใช่ไหมแก ที่ไหน ยังไง เลยได้ร้านมาค่ะ ชื่อร้าน barehare  มีสองสาขาคือเอกมัยกับเซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะนางบอกว่านางสักกับอาจารย์ เราเลยขอเข้าไปดูไอจีร้าน มีดาราไปทำหลายคน เออ ก็ทรงสวยดี แต่ออกแนวโค้งๆ แบบไทยอ่ะ

มีโปรโมชั่นตอนนั้นคือ 6 มิติ ราคา 5,900 บาท ผ่อนได้ 3 เดือนกับบัตรเครดิตกสิกรด้วย (มารู้ตอนจะจ่ายเงิน) ราคานี้รวมสัก 1 ครั้ง เติม 1 ครั้ง และแว็กซ์คิ้ว 1 ครั้ง ปกติถ้าแว็กซ์คิ้วเฉยๆ ครั้งละ 500 ค่ะ *มีโปรใหม่ๆ อัพเดทในไอจีร้านเค้าเด้อ

ตอนก่อนไปสักคิ้ว ควรเอาคิ้วแบบที่ขอบไปด้วยนะคะ แล้วส่วนใหญ่สีที่สักจะไม่ได้อ่อนมาก ถ้าทำสีผมมาอ่อน เวลาสักคิ้วจะทำให้สีมันตัดกับผม ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปสักค่ะ เขียนไล้เอาตามสีผมสวยกว่า

ตอนจะสัก อยากได้แบบคิ้วซูยอง วง Girl’s generation ค่ะ สวยดี แต่ช่างบอกว่าโหนกคิ้วเราทำไม่ได้ เอาจริงๆ ตอนนั้นก็แอบเฟลนิดนึง เพราะอยากคิ้วเกาหลีไง แต่ร้านเค้ามาสไตล์นี้ ก็ลองดูค่ะ

ขั้นตอนหลังจากโทรนัดคิว ก็จะเข้าไปให้ช่างแว็กซ์คิ้วแล้วก็วาดคิ้วแบบที่ต้องการ ตอนนี้ถ้าจะเปลี่ยนทรงก็ยังทันอยู่ค่ะ แต่ถ้าลงเข็มแล้วเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ถูกใจก็ลองทำจนกว่าจะถูกใจ ซึ่งการเขียนคิ้วนี่ สีจะเข้มมากนะคะ อาจจะดูแล้วหลอก หรือดูน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะจางไปเองค่ะ ดูที่ทรงก่อนดีกว่าว่ารับกับหน้าไหม แนะนำให้ส่งไปให้เพื่อนช่วยดู หรือพาเพื่อนไปช่วยตัดสินใจก็ดี

IMG_7482

วันที่ไปสักคิ้วแบบนี้ค่ะ

พอได้ทรงแล้วก็จะทายาชาค่ะ แล้วแปะแวร็ปไว้ประมาณ 30 นาที ตอนที่ไป มีลูกค้ามาแทรกคิว ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ รอนานมาก แถมยังมีข่าวระเบิดตรงพระพรหมด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าบอกข่าวช่างเลย กลัวมือสั่น หรือรีบทำเพราะรีบกลับบ้านงี้

ตอนช่างลงเข็มบอกเลยว่าไม่เจ็บ หลายคนบอก กลัวเจ็บ เอิ่ม เค้ามียาชาค่ะลูก แล้วถ้ายาชาออกฤทธิ์ไม่ต้องกลัว ทีไปผ่าหน้าอย่างอื่นล่ะทำมาหมดแล้วไม่เห็นกลัวเลยลูก

เวลาช่างจะเริ่มสัก ควรดูว่าเป็นเข็มใหม่ เพื่อกันการติดเชื้อและความคมในการสักจะได้ไม่ช้ำค่ะ

ตอนสักจะได้ยินเสียงดัง “กึด กึด กึด” เหมือนเวลาวาดรูปเลยค่ะ ช่างสักจริงๆ 10 นาทีเองค่ะ แต่วันนั้นที่นานเพราะมีคิวแก้มาแทรกแล้วใช้เวลานานมาก ซึ่งราคาแก้สักคิ้วจะแพงกว่าสักใหม่นะคะ

พอสักเสร็จเค้าจะให้เจลอะโลมาทาค่ะ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน แล้วทาเจลให้ชุ่มชึ้นเสมอ ให้แผลหายข้าที่สุด

ก่อนไปสักแนะนำให้บอกเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และแฟนไว้ก่อนนะคะ เนื่องจากช่วงสักสองวีคแรก คิ้วจะเข้มมาก เหมือน Frida ถ้าคนไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าอีนี่คิ้วปลิง และทำให้เราเสียเซ้ว เราต้องมั่นค่ะ เพราะพอมันตกสะเก็ดจะจางกำลังดี

 

คลิกดูรูปแต่ละวันได้นะคะ

ส่วนใหญ่จะให้เข้ามาสักซ้ำพอผ่านไปซัก 1 เดือนค่ะ เพื่อเติมส่วนที่ขาดไป ซึ่งรอบนี้บอกเลยว่าเจ็บ แหะๆๆ ถึงจะมียาชาก็เหอะ เพราะเหมือนเอามีดกรีดลงไปบนแผลอ่ะค่ะ วิธีดูแลก็เหมือนเดิม คือ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน และทาเจลอะโล จนกว่าจะหมด

 

ก่อนไปสักซ้ำรอบแรกนะคะ

ทีนี้พอแผลสมาน เราก็เหมือนเกิดมามีคิ้วแต่กำเนิดทีเดียว ธรรมชาติมาก ไม่ค่อยจางมาก แต่ก็ไม่เข้ม ทุกวันนี้แต่งหน้าไม่ค่อยเขียนคิ้วเลยค่ะ เพราะมันครบแล้ว

IMG_7507

หลังไปซ้ำรอบแรกมาค่ะ

ข้อแนะนำ

  • ศึกษาสไตล์คิ้วของแต่ละร้าน หรือดูรีวิวของคนที่เราชอบ แล้วเซฟรูปต้นแบบไป
  • บอกคนรอบข้างให้เข้าใจชีวิตหลังการสัก
  • การสักเป็นการเสริมสวยกึ่งถาวร ถ้าสักแล้วจะถอนตัวไม่ได้ ต้องรอจางประมาณ 2-3 ปี
  • ราคาสักคิ้วในปัจจุบันลดหลั่นกันตามฝีมือ ประสบการณ์ ชื่อเสียง เลือกที่ถูกก็อาจจะดีก็ได้ เลือกที่แพงก็อาจไม่ดี อยู่ที่ความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ
  • ตรวจดูให้แน่ใจว่าร้านสะอาด มีสุขอนามัย และใช้ใบมีดใหม่ทุกครั้ง
  • เมื่อมีขนคิ้วงอกมานอกรอยสัก แนะนำให้ถอน หรือแว็กซ์

 

IMG_7509IMG_7511

คิ้วเหมือนธรรมชาติเค้าให้มาเนาะ เปล่าค่ะ เงินล้วนๆ

เอาจริงๆ สมัยก่อนที่แต่งหน้าไปสมัครงาน ไม่เคยเขียนคิ้วเลย ไม่รู้ว่ามันสำคัญ จนกระทั่งเวลาเราหน้าโล้น หรือไปเจอเพื่อนมีคิ้ว เราถึงเข้าใจแล้วว่า คิ้วมีความสำคัญ สร้างกรอบให้หน้าทีเดียว พอมีแล้วพบว่า แค่ทาตา หรือทาปากก็จบแล้วอ่ะ แล้วหน้าดูครบขึ้นเยอะเลย ขอโทษด้วยนะ ที่ไม่เคยใส่ใจอ่ะ

ข้อคิดวันนี้ : อยากมีอะไรก็มีได้ ถ้ามีเงินนะลูก ความสวยพ่อแม่ไม่ได้ให้ แต่เงินช่วยเราได้

 

รอบหน้า จะรีวิวขนตาถาวรนะคะ

Advertisements

[รีวิว] น้ำยาล้างจานที่ไม่ระคายเคืองผิว cococlean

เคยมั้ยคะ เวลาทำกับข้าวกินกับผู้ชแล้วแบบแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนไหนทำกับข้าว อีกคนต้องล้างจาน
แล้วแบบพี่มิชไม่ชอบล้างจาน เพราะมันล้างแล้วไม่สบายมือ

ปกติเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าล้างจานอยู่แล้วค่ะ คือ พี่มิชเห็นหน้าตาแบบนี้ ก็ทำอาหารได้บ้าง แถมดูไม่น่าจะแพ้อะไรง่ายๆ แต่กลับแพ้พวกสารฟอกขาวต่างๆ หรือพวกฟองเยอะๆ เช่น แฟ้บ (ว้าย โบราณมาก เค้าเรียกผงซักฟอกไหม) หรือพวกน้ำยาล้างจานไรงี้ค่ะ พอล้างเสร็จจะต้องล้างน้ำเปล่าออกเยอะๆ ไม่งั้นมือจะแห้ง แล้วบางครั้งคือ คันยิบๆๆๆ ทั้งวัน คือ เกาจนแผลถลอกเลยอะ เหมือนคนเป็นหิด กินยาหมอมีแก้ฝีแก้หิดก็ไม่หาย ผู้ชก็เลยจำใจและเสนอตัวล้างจานให้ตลอดค่ะ ดัดจริตเนาะ (อนุญาตให้มองบนค่ะ)

พอมาที่ออฟฟิศ ถึงจะมีเครื่องล้างจานให้แล้วก็เหอะ แต่มันจะมีเวลาที่แม่บ้านเปิดเครื่องค่ะ พอเครื่องเปิดแล้วคือจบนะ ก็ต้องล้างเองอ่ะ ใครวางแก้วทิ้งไว้ให้แม่บ้านล้างจะโดนประณาม 3 ชาติ เพราะที่นี่อยากให้พนักงานช่วยเหลือตัวเองค่ะ แม่บ้านไม่ได้มีหน้าที่มาล้างให้พนักงานโนะ แล้วแบบที่ทำงานจะมีน้ำยาล้างจานยี่ห้ออื่น แล้วแต่เวรของแต่ละแผนกที่จะจัดซื้อมาแต่ละเดือน มันจะมียี่ห้อที่มิชแพ้มาก และยี่ห้อมิชแพ้น้อย และรวมทั้งประสิทธิภาพในการล้างด้วย

—- [ บริเวณแพนทรี่ของออฟฟิศค่ะ เครื่องล้างจานเราก็มีแต่เรามาไม่เคยทัน ] —

เอาตรงๆ ให้เรียงลำดับยี่ห้อน้ำยาล้างจานในตลาดตอนนี้ ที่ชอบและถูกจริตที่สุดคือ A ย่อว่า ทพ หลายคนไม่รู้จัก ขวดสีขาวน้ำเงิน เป็นน้ำยาใสๆ กลิ่นไม่ฉุนมาก ล้างแล้วกลิ่นไม่ติดที่จานและไม่คันมือ รองลงมาที่หาซื้อง่ายกว่าคือยี่ห้อ B ย่อว่า ลปอ (ย้ำว่า ต้องลปอ,นะ อีกสูตรมะนาวของเขา กลิ่นยังฉุนอยู่) อันนี้สรรพคุณคล้ายกัน แต่กลิ่นแรงกว่ายี่ห้อ Aเล็กน้อย ล้างคราบมันได้ดี รูดนิ้วแล้วดังเอี๊ยด ส่วนยี่ห้อที่ไม่ใคร่จะชอบคือ ยี่ห้อ C ค่ะ ย่อว่า ซล, แล้วเป็นไรไม่รู้นะ เวลาไปต่างที่ต่างถิ่นนะ จะต้องโดนยี่ห้อนี้ตลอด อาจเพราะราคาถูกสุดมั้งคะ แล้วข้อเสียที่ไม่ชอบคือ กลิ่นมันติดจานค่ะ กลิ่นเลมอนหอมชื่นใจ (หรา) โอเคล้างแล้วกลิ่นคาวหาย กลายเป็นกลิ่นน้ำยาล้างจานแทน เลยไม่รู้ว่าสะอาดป่าวอะ


— [ใช้ขวดแบบเติมค่ะ ด้านในไม่แน่ใจว่าของไร แม่ซื้อมา แหะๆ ]—

เวลาที่มือแห้งๆ หลังล้างจานก็ต้องทาแฮนด์ครีมทับอีก ดูซ้ำซ้อนนะคะ ทั้งต้องล้างจาน ทั้งต้องบำรุงมือ แล้วคือเป็นไรไม่รู้ ทาแฮนด์ครีมทีไร ต้องมีอันจับของกินแล้วไปล้างมือใหม่อีกละ 55555 วนลูป เพราะเดี๊ยนกินทั้งวัน

IMG_6224
— [ แฮนด์ครีมบนโต๊ะ ของฝากจากเพื่อนร่วมงานบ้าง ซื้อมาเองบ้าง เพราะล้างมือแล้วมือแห้งค่ะคุณ ]—

ทีนี้มีรุ่นน้องเอาน้ำยาล้างจานยี่ห้อ Cococlean (โคโค่คลีน) มาให้ ดูจากชื่อนี่คือต้องมีแรงบันดาลใจจากมะพร้าวแน่ๆ แต่ไม่ได้ทำมาจากน้ำมันมะพร้าวนะคะ เป็นสารทำความสะอาดจากมะพร้าว เพราะถ้าเป็นน้ำมันมะพร้าวอันนั้นคือจะมันแทน ตอนที่เอามานี่คือบับ มิชไม่ค่อยล้างจานเยอะๆ นะ แต่ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อจะดี เค้าบอกว่าไม่มีสารพวก LAS  ที่ทำให้มือแห้ง ในน้ำยาล้างมือทั่วไป แล้วก็สาร SLS ที่ทำให้รู้สึกระคายเคือง** ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นแม่ผีเรือน เอ๊ย แม่ศรีเรือน เลยมาลองวางไว้ที่ออฟฟิศดูละกัน อย่างน้อยเอาไว้ล้างแก้วหลังเลิกงาน

IMG_5964

—[มีแต่คนถามว่า Cococlean นี่กลิ่นมะพร้าวหรอ?]—

เอาจริงๆ เห็นขวดทีแรกนึกว่าน้ำผลไม้ แหม่…. สีน้ำเงินเขียวอ่อน ดู tropical มาก อยากจะกินค็อกเทล พอเปิดขวดออกมากดใช้ รู้สึกว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายมะนาว (ก็เค้าบอกว่ากลิ่น Lime french เนาะ) ไม่มีสี ไม่มีพาราเบน* พอล้างเสร็จเช็ดมือด้วยทิชชู ก็ไม่รู้สึกแห้งที่ปลายนิ้วนะ ไม่ต้องทาแฮนด์ครีมซ้ำ หรือไม่ต้องล้างมือด้วยโฟมล้างมือตามปกติเลย ถือว่าแง่การแพ้และไม่แห้งตึงนั้นผ่าน สำหรับกลิ่นที่ติดจานนั้นก็ไม่มี เพราะนั้นชนะยี่ห้อ C ไปได้ทุกข้อราบคาบ สามารถล้างขวดนมได้เลย แสดงว่าอ่อนโยนมาก ไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างขวดนมแยกไปอีกสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก

*พาราเบน คือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ (credit: http://www.sirichiva.com)
เนื่องจากพาราเบนส์ถือเป็นสารรบกวนฮอร์โมน แม้จะเป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่จะผสมในผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางทุกชนิด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าหากใช้ไปนานในระยะเวลาต่อเนื่อง จะ ส่งผลเสียต่อร่างกายคนเราหรือไม่ (credit: http://www.consumerthai.org/)
สารกลุ่มพาราเบน (อังกฤษ: paraben) เป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แม้จะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่ได้แต่ในปริมาณที่กำหนด นิยมใช้กับเครื่องสำอางประเภท แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด ครีมสำหรับเล็บ น้ำยาดัดผมถาวร และ ยาสีฟัน Paraben ชนิดที่นิยมใช้ สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม เพราะร่างกายของเราสามาตรดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล (credit: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99)

** อ่านจากในเว็บไซต์ของ Cococlean (Cococleanthailand.com) เกี่ยวกับ SLS ได้มาว่า SLS หรือ Sodium lauryl sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้มีฟองดีมากตัวหนึ่ง แต่ในทางการทดสอบของแพทย์ผิวหนังจะใช้สารตัวนี้ในการกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เพราะมีการวิจัยกันค่อนข้างแพร่หลาย ว่า SLS ทำให้เกิดการแดงและระคายเคืองของผิวได้ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคส์ต่างตื่นตัวในการ ตัดสาร SLS ออก บางคนอาจสับสนสาร SLS กับ Sodium laureth sulfate (SLES) ซึ่งเปรียบเสมือนญาติกับ SLS แต่ลบการระคายเคืองออกไป SLES จึงใช้กันอย่างแพร่หลายในทั้งแชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

เอาล่ะข่า (ทำเสียงเอ็มซีมอเตอร์โชว์) เรามาล้างแก้วกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชมคะ

IMG_5965

— [เรียกว่าวางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันเดิม]—

—[เมื่อก่อนมีแก้วประจำตัวค่ะ พอหายเข้าซัก 3 ใบ พี่มิชก็คิดว่าใช้แก้วออฟฟิศไปละกัน]—

แต่แค่ล้างถ้วยกาแฟยังไม่สาแก่ใจอีช้อย เดี๋ยวขอทำกับข้าวในกระทะแล้วล้างหน่อยซิ เอาแบบคราบน้ำมันสุดๆ  ผลคือ ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ แต่สามารถขจัดคราบมันของกระทะได้หมดเลย เออ เก๋อ่ะ ผ.แซวว่าเทฟล่อนนี่ ก็ไม่มีไรติดกระทะอยู่แล้วจะพิสูจน์อะไรได้ แต่บางครั้งคนก็ล้างกระทะเทฟล่อนแล้วทิ้งความมันไว้นะคะ พอเราวางไว้ที่ซิ้งค์ล้างจานที่บ้าน พ่อชั้นคิดว่ามันคือน้ำยาล้างมือตัวใหม่แหงเลย ก็มันไม่คุ้นตา ไม่คุ้นยี่ห้อนี่นา แต่มั่นใจว่านางจะต้องชอบ เลยเอาไปให้นางลอง

IMG_6190

IMG_6192

IMG_6191

IMG_6195สรุปคือ ผลการทดลองทั้งประสิทธิภาพของการล้างจาน ขจัดความมันได้ดี โดยไม่เปลืองน้ำยา และที่สำคัญมือไม่แห้ง ไม่คันยิบๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ควรค่าแก่การลงทุนซื้อมาให้แม่และผ.ใช้ในอนาคต แล้วเดี๊ยน”อาจจะ”ช่วยล้างจานมากขึ้นก็ได้ เพราะไม่มีข้ออ้างว่าล้างแล้วคันยิบๆ หรือแพ้น้ำยาล้างจานอีกต่อไป อาจใช้แทนน้ำยาล้างมือด้วยนะ เอ่า…งานเข้าล่ะสิชั้น ต่อไปสงสัยต้องเป็นคนล้างจานแทนซะแล้ว 555

ป.ล. หลังจากวางไว้ที่ออฟฟิศสองวัน มีคนมาถามว่า ซื้อน้ำยาล้างจานโคโค่คลีนที่ไหน เราก็บอกว่ากูร์เมต์ เดอะมอลล์ พารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ แล้วก็โฮมเฟรชมาร์ช ในเดอะมอล์ทุกสาขาไรงี้​หรือจะซื้อผ่านเว็บก็ได้ (โห ไฮเทคแม่ก เหมาะกับแม่บ้านไม่มีเวลาแบบฉัน) ที่นี่ http://cococleanthailand.com/

IMG_6187

IMG_5663—[แถมท้ายด้วยเมนูวิจิตรมากค่ะ มาม่าเกาหลีโปะไข่ (ไม่ค่อยเยิ้มแฮะ)]—

 

[CR] รีวิวเจลล้างหน้า COS Coseutics Cleanser ค่ะ

ปกติ เราไม่ค่อยเปลี่ยนของที่ใช้ง่ายๆ ถ้ายังไม่เคยลอง จะไม่ซื้อมาใช้เองเด็ดขาด ทั้งอาหาร ของใช้ และเครื่องสำอางค่ะ เป็นพวกกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือเรียกว่างกค่ะ กลัวซื้อมาแล้วไม่ชอบ เสียดายเงิน ชอบใช้ของทดลองก่อนมากกว่า บางอย่างดูท่าไม่ดี ไม่มี อย. เราก็ไม่ลองอีก เยอะเนาะ แต่จุดเปลี่ยนแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบเค้าบอกว่าใช้ดี, แอบใช้ของเพื่อน, เพื่อนแบ่งมาให้ลอง, หรือไปนอนบ้านเพื่อนแล้วลองของใหม่

ปกติไม่แต่งหน้าไปทำงานค่ะ เรียกว่าหน้าโล้น เพราะช่วงนึงแต่งไปทำงานทุกวัน รู้สึกหน้าเหี่ยวและแก่ลงไปมาก เลยกลับมาเป็นคนหน้าโล้นไปทำงานเหมือนตอนสมัยทำที่ทำงานเก่าค่ะ อีกอย่างไม่ค่อยได้เจอใคร เลย”อ้าง”ว่าไม่อยากแต่งหน้า เสียดายของ
ที่ได้ฤกษ์มาเขียนเพราะได้ลองอะไรใหม่ๆ มาสองอัน เลยจะขอรีวิวบ้างไรบ้าง ตามประสาบิวตี้บล็อกเกอร์เนาะ (สถาปนาตัวเองจากบล็อกเกอร์ติ่ง)

ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เจลล้างหน้าของราชเทวีคลีนิกค่ะ แต่ตอนนั้นกระแดะบวกกับซื้อ Creme de La mer มาลองใช้ค่ะ (สามล้อถูกหวยเนาะ) ปรากฎผื่นขึ้นค่ะ ร้อนถึงไปหาหมอผิวหนังที่รพ. เวชธานีเพราะรุ่นพี่แนะนำมาว่าดี คุณหมอเลยให้เปลี่ยนเจลล้างหน้ามาเป็น Acne-aid สำหรับผิวอ่อนแอค่ะ ใช้ไปได้ซักพัก ก็ไม่มีปัญหาใดๆ นะคะ หาซื้อง่ายด้วย ตามวัตสัน แต่จุดเปลี่ยนก็มาอีก ตอนลืมเอาแอคเน่เอดไปตอนค้างบ้านเพื่อนค่ะ เลยยืมฟิสิโอเจลมาลองใช้ดู เห็นว่าเอาเจลมาเช็ดเครื่องสำอางได้ด้วยตอนหน้าแห้ง และล้างหน้าได้ด้วย พอล้างเสร็จรอบแรกๆ เหมือนหน้าไม่ชินอ่ะค่ะ ยังรู้สึกไม่สะอาด ลื่นๆ แฮะ แต่ก็ลองซื้อมาใช้ดูนะ
photo 1

จุดนี้ เพิ่งซื้อเจลล้างหน้าฟิสิโอเจล (Physio gel) มาจากร้านขายยาที่เพื่อนมาขายต่อค่ะ แต่เพื่อนก็บอกว่า มียี่ห้อนึงเป็นเวชสำอางค์ยี่ห้อใหม่ ชื่อ COS Coseutics (อ่านว่า ซีโอเอส คอสซูติกส์) มีสูตรเหมือนฟิสิโอเจลกับแอคเน่เอดเลย อยากลองใช้ดูมั้ย จริงๆ ค่อนข้างนอยด์ แต่ลองกดๆ ดูค่ะ เนื้อเจลมันดูเป็นเนื้อเดียวกันกว่าของฟิสิโอเจลอีก

วันนั้นเลยลองใช้รอบนึงค่ะ  ใช้ครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่าหลังล้างหน้า”รู้สึก”สะอาดกว่าใช้ฟิสิโอเจล เพราะเวลาล้างด้วยฟิสิโอเจลครั้งแรก ไม่รู้หลายคนรู้สึกมั้ย คือ เหมือนมันไม่สะอาดอ่ะค่ะ เหมือนยังทิ้งคราบความมันอยู่ แต่สิวก็ไม่ขึ้นนะคะ คงขึ้นลำบากหน่อย เพราะหน้าหนา เอิ่ม 55

แต่ถ้าเทียบความรู้สึกเวลาใช้ฟิสิโอเจล แอคเน่เอดสูตร sensitive และ COS (ขอเรียกสั้นๆนะ) เราว่าความรู้สึกสะอาดนี่ให้ Acne-aid สูสีกับ COS ค่ะ ส่วนฟิสิโอเจลยังรู้สึกเหนอะๆ อยู่
ถ้าเทียบความสะอาดของหน้าหลังล้าง โดยเอาสำลีเช็ด เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็สะอาดพอกันค่ะ ทั้งฟิสิโอเจลกับ COS เวลาล้างจะไม่มีฟองค่ะ ไม่มีส่วนผสมของสารเกิดฟองนะ เท่าที่อ่านรีวิวมาอีกที (จำชื่อสารไม่ได้ ไม่อยากมั่ว แหะๆ)

ในแง่สรรพคุณ ฟิสิโอเจลนางเคลมว่าเอาไว้เช็คคสอ.ตอนหน้าแห้งได้ เคยลองแล้ว รู้สึกไม่ค่อยออกแฮะ ฮ่าๆๆๆ แต่ COS ไม่ได้บอกว่าเช็คคสอ.ได้นะคะ

ถ้าลองแต่งหน้าแล้วเช็คคสอ.ออกด้วยไบโอเดอร์มา แล้วล้างหน้า เทียบระหว่างฟิสิโอเจลกับ COS ก็พบว่าสะอาดพอกัน ยังไงเวลาเช็ดคสอ. ต้องมั่นใจว่าออกชัวร์ๆ เราเลยใช้พวก Bioderma เช็ดพวกรองพื้น และใช้ CLIO Eye&Lip เช็ดค่ะ (แบรนด์ CLIO ของเกาหลีนะ)

ตอนก่อนซื้อก็ต้องหารีวิวมาประกอบความมั่นใจนิดนึง เลยไปดูเพจของ COS มา (https://www.facebook.com/coseutics?fref=ts) ถึงเห็นว่ามีจุดขายที่ Boots กับพวกร้านขายยาค่ะ เลยลองไปหาดู พบว่าไปร้านขายยาใน Big C เมกาบางนาไม่เจอแฮะ แต่ไป Boots เจอค่ะ ราคา 155 กับปริมาณ 110 มล. ส่วน Physiogel ราคาพิเศษ 169 บาทกับปริมาณ 100 มล. จากราคาเต็ม 205 บาท (บูทส์กับวัตสันชอบจัดโปรค่ะ)

photo 1 photo 2

photo 5photo 3

photo 4photo 5

ไปเจอบล็อกคุณคุณปูเป้ ก็รีวิวไว้ ละเอียดเฟ่อ (ลิงค์นี้) แต่ลองสีชมพูนะคะ
แล้วก็อ่านทู้ เจอทู้นี้ ถามว่าทั้งสองแบรนด์ต่างกันตรงไหน มีคนบอก COS ของคนไทย พลิกดู เออ จริงด้วย ของ Acne-aid กับ ฟิสิโอเจลจัดจำหน่ายโดย Stiffel เหมือนกัน
อีกทู้ เราก็นึกว่า อีแบรนด์นี้เพิ่งมี มีคนรีวิวไว้ตั้งแต่ปี 2010 แล้ว

สำหรับความเห็นเรา เราว่าเจลล้างหน้าสีเขียวของ COS Coseutics ล้างแล้วให้”ความรู้สึก”สะอาดกว่าฟิสิโอเจลค่ะ แต่กลิ่นอาจจะไม่น่ารักเท่าฟิสิโอเจล ใช้แล้วไม่แพ้ค่ะ

เวลาล้างไม่มีฟอง ล้างเสร็จรู้สึกหน้าไม่แห้งตึงเท่า Acne-aid สีน้ำเงินและแดงค่ะ
แต่เจลล้างหน้าอีกสูตรของ COS ยังไม่ได้ลองนะคะ

photo 2photo 3
เนื้อเจลอันซ้ายของ COS ขวาของ Physiogel ค่ะ มีฟองอากาศเหมือนกัน แต่เห็นว่าความเนียนของเนื้อเจล COS ละมุนกว่าฟิสิโอเจล

จริงๆ มีรูปหน้าตัวเองตอนล้างเสร็จนะคะ แต่ดูสยองๆ เลยขอไม่เอาลง ฮ่าๆๆๆ

รีวิวเปรียบเทียบระหว่าง Physiogel กับ COS Coseutics ก็สรุปดังนี้ค่ะ
ราคา : COS ถูกกว่า Physiogel และได้ปริมาณเยอะกว่าเล็กน้อย
แพคเกจ: กระดาษอาร์ตมัน แกะกล่องยากมาก (กูจะรีวิวทำไม ก็มันยากจริงนี่นา…)
จุดจำหน่าย : Physiogel หาซื้อง่ายกว่า เพราะ COS มีขายแค่ใน Boots, Watson และร้านขายยาบางร้านเท่านั้น แบบ Big C Megabangna ก็ไม่มีวางขาย
ความสะอาด : พอกัน
กลิ่น : Physiogel สบายจมูกกว่า COS แต่ COS ก็ไม่ได้เหม็นนะคะ แค่ไม่ชินกลิ่น เพราะไม่ได้ใส่กลิ่นลงไป
สี : ขาวขุ่นเหมือนกัน
ความเป็นเนื้อเดียวกัน : COS ผสมกลมกลืนมากกว่า Physiogel
ความแห้งตึงหลังล้าง : ไม่มีทั้งคู่
อาการแพ้ : ไม่มีทั้งคู่
ลองเข้าไปดูเว็บดูค่ะ http://www.cos-coseutics.com/

ต่อกันอีกนิด เราไม่เคยเขียนบล็อกสั้นนะ บอกก่อน ฮ่าๆๆๆ
ตอนเราไป Outing กับน้องที่บริษัท นางใช้ Sulwhasoo (ซอลฮวาซู) จ้าาาาาา แบบว่าไฮโซโบว์แดง เดี๊ยนเลยขอลองเซรั่มที่นางใช้ค่ะ เป็น Sulwhasoo First Activation serum ค่ะ ใช้หลังล้างหน้า กลิ่นโสมค่อนข้างแรง สรรพคุณคือเอาไว้ปรับสภาพผิวหน้ามั้งคะ คือ ใช้ตัวนี้แล้วต้องใช้ Moisture อีกตัวอยู่ดี เลยเนียนลองใช้ซักสองวัน รู้สึกหน้านุ่มประดุจได้รับการดูแลขั้นสูง (นี่ก็เว่อร์ แต่รู้สึกดีจริงๆ)

photo 1

ต่อมาไปเกาหลีเลยไปสอยมาใช้เองค่ะ ตอนนี้ก็ใช้มาครบเดือนแล้ว รีวิวได้…เย่
คือไม่แพ้ ไม่มีสิวไม่มีหัว มีแต่สิวตามฮอร์โมนซึ่งเป็นทุกเดือนอยู่แล้ว และสิวอุดตันน้อยลง
ใช้แล้วให้ความรู้สึกหน้านุ่มขึ้น เนียนขึ้นค่ะ ใช้วันแรกคนก็ทักว่าหน้าดูเนียน อุ๊ต่ะ ยิ่งปลื้มใหญ่ ใช้ทั้งกลางวันกลางคืนเลยค่ะ ตามด้วย Moisture ของ Laneige แบรนด์วัยรุ่นของบริษัทนี้แหละค่ะ ตัวกลางวันใช้ Gel ค่ะ เพราะผิวมัน ส่วนตัวกลางคืนใช้ Sleep pack ตัวดังของ Laneige เค้าเลย เค้าบอกว่าช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ดูสดชื่นถึงแม้นอนน้อย เหมาะกับชะนีที่ตรากตรำทำงานดึกดื่น หรือแฮงค์เอาท์แบบโต้รุ่ง

photo 2
ตอนเช้า ล้างหน้าเสร็จ>  Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Mask Gel > Keihl’s UV creme > Laneige BB cushion ค่ะ
ตัวกันแดด Keihl’s นี่ได้มาฟรี (อีกละ) แหะๆ ใช้แล้วดีกว่าตัวกันแดดของ Anessa ของญี่ปุ่น เพราะไม่อุดตันค่ะ เจลไม่เหนียวเหนอะ ซึมเร็ว
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรองพื้นหนาแล้วค่ะ เปลี่ยนใช้ BB cushion ของ Laneige แทน เจ้านี้มีมานานตั้งแต่ปีที่ 2014 ละค่ะ แต่ปีนี้เพิ่งมาฮิตอีก ในตลับมีรีฟิลมาให้อีก 1 อันนะคะ ชุ่มฉ่ำดีค่ะ โปะแล้วเนื้อบางกว่ารองพื้นแต่ปกปิด เหมาะกับคนไม่ชอบแต่งหน้าหนา อยากโชว์ผิว บางยี่ห้อจะมีสองแบบ คือแบบธรรมชาติ (รหัส N) กับแบบปกปิด (รหัส C)ถามว่าปกติใช้มั้ย ใช้เฉพาะวันที่ต้องถ่ายรูปค่ะ เพราะขี้เกียจล้างคสอ.ทุกวัน ไม่อยากถูหน้าด้วย (อ้าง)

photo 4
อันนี้เซ็ตล้างคสอ. ก่อนนอนค่ะ (ขวดกลางคือไบโอเดอร์มาสีชมพู มาแบ่งใส่แพคเวลาเดินทาง

photo 3
ตอนกลางคืน ล้างหน้าเสร็จ > Sulwhasoo First Activation Serum (Essential)  > Laneige Water Sleeping pack > ถ้ามีสิวก็โปะ Clinda – M จบพิธี

อะไรใช้ดี เจ้ก็บอกต่อ ใช้ลาแมร์แล้วไม่เวิร์คก็แล้วแต่คนค่ะ  ลองใช้แล้วชอบก็มาบอกเจ้นะ ….. เผื่อจะได้อัพเกรดจากบล็อกเกอร์ธรรมดา เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์บ้างไรบ้าง (เอิ่ม อีนี่ยังหวัง)
เราเคยถ่ายรูปกะจะรีวิว BB Cushion ด้วยนะ แต่พอดีไม่ได้ลง 555 เดี๋ยวมาลงให้อีกบล็อกค่ะ

รีวิวที่พักแบบต่างๆ ในเกาหลี และรีวิวที่พักที่ใช้ Airbnb

มีเพื่อนเดี๊ยนมาถามเยอะมาก เวลาไปเกา (เกาหลีน่ะนะ) ว่าจะพักย่านไหน พักที่ไหน จองยังไง
เอางี้ตอนนี้หลังจากหลุดพ้นมาจากเพื่อนจินที่ชื่นชอบมยองดงมากเป็นชีวิตจิตใจ เดี๊ยนก็ลองเลือกที่พักและย่านใหม่ๆ ดูบ้าง เลยจัดมาเป็นรีวิว เผื่อหลายคนสนใจ และกำลังจะจองเพื่อไปเที่ยวเกาหลีกันนะคะ (เน้นเกาหลีนะ แต่มีแถมลอนดอนให้อีก 1)


ทำเล
ก่อนอื่นต้องเลือกย่านที่ชอบก่อน เพราะถ้าอยู่ผิดย่าน การเดินทางในทริปและการใช้ชีวิตจะลำบากและเสียเวลาค่ะ
ถ้าไม่เคยไปเลย จะเลือกยังไง เอางี้ โซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้จะมีสองฝั่งใหญ่ๆ แบ่งโดยแม่น้ำฮันค่ะ 

  • ฝั่งด้านบนของแม่น้ำ มีสถานที่พวกเมียงดง(หรือมยองดง ที่คนไทยชอบไปช้อปปิ้งเครื่องสำอาง), ทงแดมุน (ตลาดค้าแฟชั่นปลีกและส่ง), อินซาดง (ถนนวัฒนธรรม), อิแทวอน (ที่เที่ยวกลางคืนและต่างชาติอาศัย), ฮงอิกและอีฮวา (ย่านมหาลัย) เป็นต้น เอาแต่ที่เด่นๆ ที่คนไทยน่าจะรู้จักมานะคะ
  • ฝั่งล่าง จะเป็นฝั่งที่ดูไฮโซกว่า (ตามความคิดเราเองนะ) คือ ส่วนใหญ่เป็นออฟฟิศ บริษัทห้างร้าน จะมีย่านคังนัม (โอปป้ากังนัมสไตล์ ก็ดูดีมีระดับ คนทำงานหรือคนรวยๆ ก็อาศัย), อัปกูจอง (เป็น subset ของคังนัมอีกที เป็นย่านของร้านค้าและห้างหรู), กาโรซูกิล (ถนนที่มีต้นแปะก้วยและร้านคูลๆ ชิคๆ คนสวยๆ หล่อๆ ชอบเดิน), Coex, สวนสนุก Lotte, โอลิมปิคพาร์ค (ที่ชอบจัดคอนเสิร์ต)

ถ้าชอบช้อปปิ้งพวกเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง แนะนำให้พักฝั่งบนค่ะ รถไฟฟ้าปิดดึกกว่า และค่าเดินทางไม่เยอะ เพราะย่านช้อปปิ้งก็อยู่ใกล้ๆ กันหมด ถ้าพักทงแดมุน เดินลงมาก็จะเจอคนแก่ๆ ถุยน้ำลายใส่บ้างไรบ้าง และคนจีนเยอะค่ะ เนื่องจากเป็นย่านค้าขายโนะ ไม่ค่อยเจริญหู เจริญตาแต่เดินไปช้อปปิ้งได้ตอนตี 2 แฮปปี้มากค่ะ แต่ถ้าชอบใช้ชีวิตกลางคืน เที่ยวคลับ ก็อยู่แถวคังนัม อัปกูจองได้ค่ะ จะมีบาร์ และผับดีๆ แต่มีอายุนิดนึงนะ
ถ้าผับเด็กๆ แนะนำย่านฮงอิกเลยจ้า…ย่านฮงอิกนี่เป็นย่านที่เด็กหนุ่มหน้าตาดี เดินกันให้ว่อนจนอิ่มผู้เกาเลยนะคะ ถ้าชอบย่านที่เดินลงมาก็เจอคนหล่อเลย ก็แนะนำ เอะ จริงๆ ฮงอิกมีดีอีกอย่างนะคะ คือ สามารถนั่งรถไฟจากสถานีใต้ดินไปสนามบินได้เลย ทั้งกิมโป และอินชอน อีกย่านที่มาใหม่ คือ ชินชน (Sinchon) ค่ะ ย่านมหาลัย ถัดจากฮงอิกอีกสถานีเดียว ห้างร้านก็เยอะดี เด็กมหาลัยเดินกันขวักไขว่ค่ะ

ประเภทของที่พัก
เมื่อเลือกย่านได้แล้วก็มาเลือกแบบที่พักที่ชอบกันค่ะ จะมีทั้งแบบดอร์ม (Dorm) แยกเพศหรือผสม, Hostel, Guesthouse และ โรงแรม
1. ดอร์ม (หอ)
คือห้องที่จะมีเตียงสองชั้น (Bunk bed) ไรงี้เหมือนหอพักน่ะค่ะ หลายคนกลัวเรื่องความเป็นส่วนตัว หรือห้องน้ำห้องท่า หรือแบบไม่สะอาด นอนไม่สบายงี้ แต่ถ้าไปคนเดียวหรือกับเพื่อนแค่ 2-3 คน ก็นอนดอร์มก็ได้นะคะ ยิ่งเยอะเรายิ่งครองห้องค่ะ บางที่ดอร์มมีห้องน้ำในตัวด้วยค่ะ (ให้ดูคำว่า ensuite ค่ะ แปลว่าห้องน้ำในตัว) ลองเลือกดูนะ ส่วนตัวถ้าไปคนเดียว พักดอร์มนี่จะประหยัดเงินมากค่ะ เคยพักที่ Bong House ย่าน Hyehwa คืนละ 500 บาทไทย! (รีวิวด้านล่าง) ราคาดอร์มรวมก็จะประมาณ 600-800 บาท ราคาดอร์มหญิงล้วนก็คืนละ 700-900 บาทไม่เกินนี้ ขึ้นอยู่กับย่านและสภาพดอร์ม แต่ที่พักที่กำลังจะไปรอบมีนา 2015 นี่อยู่นอก city center นะ แต่ตกคนละ 1200 บาทต่อคนต่อคืน เอาอะไรมาแพง (โอเค เราไม่บ่น) เดี๋ยวมาแปะรีวิวเพิ่มหลังจากกลับมานะ
ส่วนการใช้ห้องน้ำรวม บางที่คือเจอแต่คนต่างชาติ (ชาติตะวันตก) ซึ่งค่อนข้างคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในดอร์มและค่อนข้างรักษาความสะอาด แล้วดอร์มอ่ะค่ะจะให้ความรู้สึกเหมือนบ้านหรือมหาลัยด้วย เพราะจะมีแอดมินประจำคอยช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำด้านต่างๆ ดีไม่ดีก็พากันไปแดกเหล้าด้วยกันค่ะ

2. Hostel 
คือตามรากศัพท์มันคือบ้านที่มี Host หรือเจ้าบ้านดูแลนะคะ Hostel ก็อาจจะรวมห้องแบบ Dorm ไปด้วยหรือมีห้องส่วนตัว ศัพท์ของเกาหลีก็มีแบ่งประเภทของ Hostel เหล่านี้เหมือนกันนะ คือ โกชีวอน (고시원) กับฮาซุกจิบ-하숙집 (Homestay) ดูความแตกต่างได้จากลิงค์นี้ โกชีวอนเหมาะสำหรับคนที่มาอยู่เป็นระยะเวลานานหน่อยค่ะ เช่น เดือนนึงขึ้นไป คำว่า โกชี แปลว่า สอบ ก็คือที่มาของที่พักแบบนี้คือ เป็นที่พักที่เอาไว้สำหรับนักเรียนที่มารอสอบหรือรอเข้าเรียนมหาลัย จะอาศัยเป็นเดือนๆ ราคา 200,000-400,000 วอนต่อเดือน แต่ที่จะเล็กมากนะคะ มีห้องน้ำ ทีวีส่วนตัวค่ะ มีห้องอาหารส่วนกลางให้กินมาม่า ขนมปังตอนเช้า ดูเพิ่มได้ที่นี่

ส่วนที่พักแบบฮาซุกจิบ จะเป็นสไตล์โบราณเหมือนในซีรีส์เรื่อง Reply 1994 น่ะค่ะ คือเป็นบ้านพักที่ให้นักเรียนอาศัยอยู่ แต่อาจุมม่าประจำบ้านจะดูแลเหมือนลูก มีข้าวให้ทั้งเช้าและเย็น มีการเรียกมากินข้าวไรงี้ ว้ายยยย ใครอยากสัมผัสชีริตเกาหลีอย่างแท้จริง ลองฝึกภาษาเกาหลี ราคาประมาณ 270,000-300,000 วอน ก็ลองพักแบบนี้ดูนะคะ มีคนรีวิวไว้เยอะเลย คลิกอ่านต่อที่ลิงค์นี้ พอพูดถึงเรื่อง Reply 1994 กระทู้นี้เค้ามีเกร็ดมาเล่าเยอะดี ตามไปอ่านพลัน

ห้องของโกชีวอนจะเล็กกว่าฮาซุกจิบเล็กน้อยค่ะ แต่รูหนูพอกัน เพื่อนมาเยี่ยมไม่ได้นะ เข้าห้องได้คนเดียว 55555
คนที่สนใจอยากพักแบบฮาซุกจิบ หรือโกชีวอน ค้นหาบ้านที่ชอบได้เลยที่เว็บ http://www.habang.co.kr/ นะจ๊ะ

3. เกสเฮ้าส์ (Guest house)
ที่เกาหลีจะมีที่พักที่ดีกว่าดอร์มและ Hostel แต่ยังไม่ถึงระดับโรงแรมค่ะ คือ เกสเฮ้าส์ค่ะ เกสเฮ้าส์บางส่วนจะเป็นส่วนหนึ่งของตึกสูง หรือเอาตึกแถวธรรมดามาดัดแปลงซอยห้องค่ะ ห้องก็ค่อนข้างเล็กแต่ก็ใหญ่กว่ามาตรฐานฮ่องกงนะคะ ใหญ่กว่าโกชีวอนและฮาซุกจิบ แต่ไม่ใหญ่เท่าโรงแรม งงมะ คือแบบเปิดกระเป๋าเดินทางไซส์ 28 นิ้วมาก็เต็มห้องเลยประมาณนั้น คนไทยนิยมพักแบบนี้มาก เพราะราคาไม่แพงเกินไป ทำเลโอเค ราคาจะประมาณ 900-1500 ต่อคนต่อคืนค่ะ แพงกว่านี้ ขอแนะนำให้นอนโรงแรมนะคะ มันแพงไป บางที่คือลักษณะเป็นเกสเฮ้าส์แต่ชื่อว่า Hotel ก็มีค่ะ

4. โรงแรม
คำว่าโรงแรมในโซล ก็คือส่วนใหญ่เป็นเชนโรงแรมที่คุ้นกัน เช่น ibis, renaissance, shilla, Grand Hyatt, Ramada และโรงแรมขนาดย่อยอีกมากมาย ส่วนใหญ่จะขนาด 3 ดาวอัพ พออัพเกรดให้นอนโรงแรมความคาดหวังคือห้องกว้าง ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำชิมิคะ ก็แล้วแต่อีกค่ะ บางโรงแรมเป็นบูทีคโฮเตลด้วย สวยและรวยมากค่ะ เช่น Snow Hotel ที่คังนัมค่ะ บางที่ต้องซื้ออาหารเช้าเพิ่มนะคะ ไม่ได้อยู่ในแพคเกจ ส่วนตัวเคยนอนเรเนซองส์ค่ะ กลางใจเมืองเลย เดี๋ยวเพื่อนจะไปพัก ibis gangnam เดี๋ยวจะฝากรีวิวให้นะคะ ส่วน ibis เมียงดง มีคุณยุ่งชะมัดฯ รีวิวแล้วในทู้นี้ ทำเลดีมากค่ะ มีอีกโรงแรมกลางเมียงดง คือ Savoy กลางกว่านี้ก็อีทูดี้เมียงดงแล้วค่ะ ถ้าชอบย่านเมียงดงมีอีกหลายโรงแรมนะคะ เช่น Metro Hotel, Seoul Royal Hotel เป็นต้น


ช่องทางการจอง
เอาล่ะถ้าเลือกแบบที่ชอบได้แล้วก็หาที่พักได้เลยค่ะ ถ้าชอบแบบที่ 1-3 แนะนำเว็บ booking.com ค่ะ ซึ่งจะดีกว่า agoda เล็กน้อยตรงที่ cancel ไม่เสียตังค์ ไม่เหมือน agoda หรือ expedia แต่ทางเจ้าของโรงแรมก็โอดครวญมา ว่าไม่อยากรับแขกจาก booking.com เลย มันชอบจองที่พักแล้วไม่มาจริง เสียโอกาสทำมาหากินหมด
ถ้าชอบแบบ Hostel ไปเลย นอนดอร์มก็ลองเข้า Hostelbookers.com หรือ Hostelworld ก็ได้ค่ะ หรือจะลองหาเยอะๆ แล้วเข้าเว็บทางการของแต่ละโฮสเตลก็ได้ เช่น kimcheeguesthouse.com, Theja.co.kr แต่ถ้าชอบแบบโรงแรมก็ลองเทียบราคาดูหลายๆ เจ้า บวก fee แล้ว บวกโน่นนี่นั่นแล้วรับได้มั้ย มีส่วนลดไรมั้ย ตามปกตินะคะ

ที่จะแนะนำอีกแบบที่กำลังมาแรงในหมู่คนชอบเที่ยวคือ airbnb ค่ะ วิธีการสมัครก็ง่ายมาก ใช้ Log in Facebook ของคุณสมัครได้เลยที่เว็บ airbnb.com แล้วในการใช้งานครั้งแรกจะมีส่วนลด หรือให้เพื่อนที่เคยสมัครแล้วส่ง invitation ให้ก็ได้ ซึ่งตอนนี้มีโปรโมชั่นอยู่คือ ทั้งคนเชิญและคุณถูกเชิญจะได้รับส่วนลด 816 บาทไทย ในการใช้งานครั้งแรก และถ้าเพื่อนได้ใช้งาน airbnb ก็จะได้เครดิตเงินคืนมาเป็นส่วนลดครั้งต่อไป เรียกว่าเป็นแชร์ลูกโซ่นั่นเองค่ะ
ส่วนตัวเคยใช้บริการตอนทริปเกาช่วงตุลาปีที่แล้วค่ะ คืออยากกระแดะพักแถวกังนัมบ้างค่ะ อยากลองดูความไฮโซบ้าง เลยเลือกแบบ Duplex apartment สำหรับ 4 คนไป ซึ่งใกล้ทางออกสถานีรถใต้ดินแค่ 1-2 นาทีเท่านั้นค่ะ เจ้าของจะมาเจอเราแค่วันแรก อาจจะมีทักทายเล็กน้อย ถ้าเราคุ้นเคยกับสถานที่แล้วก็จะไม่พูดไรมากมาย ส่วนใหญ่จะ nice นะคะ ถ้าสงสัย หรืออยากให้แนะนำที่เที่ยว Host เหล่านี้ก็สามารถบอกได้ค่ะ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วย
วิธีการติดต่อเจ้าของที่พัก ทางเว็บจะมีระบบข้อความให้ได้ซักถาม และมีอัตราการตอบกลับให้ด้วยว่าเจ้าของที่พักตอบกลับเร็วมากน้อยแค่ไหน เพื่อความมั่นใจและตัดสินใจเร็วขึ้นค่ะ
การเลือกที่พัก แนะนำนิดนึง คือการที่เจ้าของที่พักเปิดให้บริการ ก็หมายถึงเค้ามีห้องว่างตกแต่งพร้อม แต่ไม่มีคนอยู่มาให้เราเช่าชั่วคราว บางห้องก็อาจจะอยู่รวมกับคนอื่นๆ บางห้องคืออพาร์ทเมนท์ห้องแยกในตึกนั้น ซึ่งผู้เช่าคนอื่นเค้าก็เป็นส่วนตัวกัน ดังนั้นการเปิดเผยเลขที่บ้าน หรือที่อยู่ในเว็บ จึงไม่สามารถค่ะเพราะ Airbnb เคยโดนแคมเปญต่อต้านจากผู้เช่าใน New york มาแล้ว เรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้เช่ารายอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้เราต้องตกลงจ่ายเงินก่อน เจ้าของห้องจึงจะส่งรายละเอียดและวิธีการไปที่พักมาให้ บางเจ้าคือไปรับที่สนามบินเลยจ้า หรือมีไข่ไวไฟให้ใช้ฟรี หรือมีโน่นนี่นั่น ดึงดูดคนเช่า ขึ้นอยู่กับการดีลค่ะ บางที่คืออาศัยร่วมกับเจ้าของ บางที่คือเจ้าของอยู่อีกที่เลย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรานะคะ ยังไม่เคยพักแบบมีเจ้าของอยู่ด้วยค่ะ


Airbnb
เรามารีวิวห้องที่พักที่คังนัมให้เล็กน้อยนะคะ ทำเลดีงาม facility ครบ อันได้แก่ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ที่ปิ้งขนมปัง ไมโครเวฟ ห้องน้ำและ amenity เช่น แชมพู ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ทิชชู ทีวีและเคเบิล แอร์คอนฯ พัดลมเผื่อร้อน หมอนผ้าห่ม ร่ม คือ เหมือนบ้านหลังหนึ่งเลยอ่ะค่ะ คือรู้สึกเหมือนบ้านและเป็นส่วนตัว ไม่มีโฮสต์มาเผือกมาคุยเจ๊าะแจ๊ะด้วยค่ะ คือดีจ์ คือไม่ชอบสร้างมิตรไง สร้างแต่ศัตรู 5555

แต่ข้อสังเกตในการจอง airbnb เวลาเปรียบเทียบ นอกจากทำเล ราคา และรีวิวจากผู้ใช้บริการแล้ว ยังมีค่าทำความสะอาดด้วย ซึ่งจะแตกต่างกัน แต่บวกกันแล้วแพงกว่ากัน ต้องดูดีๆ และจะมีค่าธรรมเนียมของ airbnb เองด้วยค่ะ อยากให้เลือกจากทำเล, ราคาและความช่วยเหลือของเจ้าของที่พักในการตอบคำถามที่เราสงสัยนะคะ ตอนขามาพอดีเรานั่งแท็กซี่ป้ายดำจากแอร์พอร์ตมาค่ะ เจอทั้งค่าทางด่วน ทั้งค่ารถติด แพงเลยเชียว ดีที่มีสปอนเซอร์ค่ะ ซื้อความสบายนะคะ ขากลับก็สบายค่ะ หน้าตึกที่พักมี airport bus เลย มาทุก 15 นาที ฟิ้ววววว ค่ารถ 12,000 วอนต่อคนค่ะ ตอนนี้ที่พักนี้ เราหาไม่เจอแล้วนะคะ แต่เจอที่พักใกล้ๆ แทน ที่ๆ เคยพักอยู่ Gangnam Station exit 12 นะคะ
Airbnb-Gangnam1
ภาพภายในห้องถ่ายจากชั้นสองค่ะ

แถมรีวิวเกสเฮ้าส์ไปด้วยเลยแล้วกันค่ะ อีก 2 ที่ ที่แรกเราไปตอน พ.ค. 2014 นะคะ ชื่อ Hi5 Hostel อยู่สถานีจงกัก (Jonggak station) exit 7 เดินมา 100 เมตร ในตรอก ถึงเลยค่ะ ไม่มีลิฟท์ มี 4 ชั้น มีอาหารเช้าแบบหากินเองให้ชั้นใต้ดินค่ะ ห้องน้ำส่วนตัว แต่ค่อนข้างเล็กนะคะ ไม่มีเตียงแต่เป็นฟูกค่ะ ราคาประมาณคนละ 1000 บาทค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินอินซาดง, ทงแดมุน เพราะติดรถไฟฟ้าใต้ดินสีน้ำเงินเข้ม สาย 1 ดูรูปห้องเพิ่มที่ http://hi5hostel.byus.net/
ส่วนอยากจองที่นี่ คลิกเลยจ้า เจ้าของใจดี (ตาบงจาก Bong House นั่นเอง) พูดอังกฤษได้ดี แต่ไม่รู้ได้ส่วนลดมั้ยนะคะ คิคิคิ

Hi5

เกสเฮ้าส์ที่ 2 ที่ไปคือเปิดใหม่ช่วงนั้นพอดีค่ะ เราไปตอน ก.ค. 2014 พักที่โรงแรม (เกสเฮ้าส์) ชื่อ Hotel Gaon ทงแดมุนค่ะ อยู่ซอยเดียวกับเกสเฮ้าส์ที่ชื่อ Hotel Tong ค่ะ อันนี้เดาเอานะ ว่าเจ้าของเดียวกัน เพราะมันสไตล์คล้ายกันมาก คาดว่า (อีก) ว่าเจ้าของเป็นคนจีนเพราะขนาดรีเซปชั่นก็ไม่พูดเกา ไม่พูดอิ๊ง แต่พูดจีน วอตดาฟัค…. โรงแรมไม่มีลิฟท์อีกเช่นเคย แต่มีเตียง ที่นอนนุ่มมาก หมอนนุ่มมาก แต่ที่ว่างในห้องขนาด 3 คน คือกางกระเป๋า 28 นิ้วแทบไม่พอนะคะ กางได้ทีละ 1-2 อัน แล้วต้องผลัดกัน ห้องน้ำกว้างนะคะ มี amenity พร้อม และมีไดร์เป่าผม แต่ไม่มีอาหารเช้าให้นะคะ มีแต่กาแฟซองและน้ำเปล่ากดฟรี
อ่อ ที่เกาหลี เกสเฮ้าส์ส่วนใหญ่มีน้ำให้กดฟรีนะคะ (ตามห้างร้านก็กดฟรีเช่นกัน) โรงแรมนี้เดินลัดไปทงแดมุนขายส่งใกล้มากค่ะ ในซอยทางเดินอาจจะดูเปลี่ยวแต่ไม่มีอาชญากรรมนะคะ แต่รอบๆ โรงแรมอาจจะไม่ค่อยมีหนุ่มหน้าตาดีให้กินเท่าไหร่ค่ะ มีแต่คุณตาคุณยายแก่ๆ เดิน ฮือออออ สงสาร ตอนมา airport bus จะจอดซอยใกล้ๆ รร.ค่ะ ลากกระเป๋ามา 2 ซอย แต่ตอนกลับ ต้องขึ้น airport bus ตรงเกาะกลางถนนค่ะ คือจริงๆ โรงแรมก็ดีค่ะ ทำเลก็ดี แต่พอดีเกลียดแอดมิน ถ้าใครอยากใช้ชีวิตกับคนจีน ก็เชิญจองได้ค่ะ ลิงค์นี้
Hotel gaon

photo 3  photo 2  photo 1

และสำหรับทริปกระยาจก ไปคนเดียวหรือสองคนแบบไม่ซีเรียสมาก นอนไม่กี่ชั่วโมง ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ แนะนำ Bong House ค่ะ เจ้าของเดียวกับ Hi5 จะรีวิวแบบดอร์มนะคะ เราเป็นดอร์มรวมเพศ ไมใช่ร่วมเพศนะคะ! จะเจอรูมเมทหลากหลายชาติ ส่วนใหญ่จะผู้ชายยุโรป หุ่นดี แต่ไม่ค่อยอาบน้ำ เอ๊ะ กูรู้ได้ไง ส่วนมากจะอยู่ระยะยาวเพื่อรอเรียนต่อมหาลัยค่ะ หรือพวกแบ็คแพ็คมาค้นหาชีวิตก่อนเรียนมหาลัย โชคดีเจอคนมีมารยาทก็ดีค่ะ โชคไม่ดีเจอคนนอนกรน หรือนิสัยน่ารำคาญก็ซวยไป (ยังดีไม่ค่อยเจอ) ราคาต่อคืนประมาณ 600 บาทไทยเท่านั้นค่ะ ห้องน้ำรวม มีขนมปังทาแยมให้ตอนเช้า เก็บตอน 11 โมง ที่จำได้เพราะคนดูแลเก็บขนมปังไปซ่อน วันนั้นตื่นสาย หิวโซมากค่ะ เจ็บ รูปในห้องไม่แย่นะคะ แต่ไม่ได้ถ่ายมา เพราะจะมีหน้ารูมเมทด้วย ติดมาจะดูไม่ดีค่ะ ห้องมันรุงรังด้วยค่ะ เราของเยอะแขวนโน่นนี่นั่นเยอะไปหมด แต่สะอาดนะ ของไม่เคยหาย และไม่มีอาชญากรรมใดๆ ค่ะ ถ้าโอกาสดีและเป็นคนเฟรนด์ลี่พอ จะมีเพื่อนไปกินเหล้าด้วยทุกคืนค่ะ แต่พอดีเป็นติ่งไม่สนใจ 5555
photo 2 photo 1

แถมให้สำหรับทริปลอนดอนค่ะ ไปแค่สองวันแถมจนด้วย เลยเลือกพัก Hostel เช่นกัน น้องบอกว่าถ้าชอบช้อปปิ้งในเมืองหน่อย ให้เลือกแถวๆ สถานี Victoria เพราะเป็นสถานีที่เชื่อมต่อกับสนามบินได้เลย ซึ่งเราเลือกสถานี tube (พูดแบบคนอังกิด) ชื่อ Pimlico ที่ถัดมาจาก Victoria 1 สถานี ชื่อ Travel Joy hostel ค่ะ รีวิวในเว็บดีงามมาก ทั้งสตาฟและมีอาหารเช้าให้ด้วยในราคาถูกมากๆ คืนละ 35 ปอนด์เองค่ะ แต่ก็นะ ห้องน้ำรวม ต้องทำใจ เราเลือกดอร์มแบบ 8 เตียง พื้นที่ตรงกลางน้อยกว่าของ Bong House ที่เกาหลีนะคะ กางกระเป๋าแล้วแทบไม่มีที่เลย แต่อาหารเช้าคือออมเลตทำสด ขนมปัง น้ำผลไม้ ผลไม้สด กาแฟ ดีงามจริงๆ ค่ะ แล้วถ้าหิวมาตอนกลางคืน ข้างล่างเป็นผับสั่งอาหารได้ โดยเฉพาะมีอาหารไทยจากแม่ครัวไทย เดี๋ยวมารีวิวทั้งทริปลอนดอนอีกที ตอนกูว่างนะคะ อันนี้เน้นที่พักเนาะ

photo 1

photo 2
ผับด้านล่างค่ะ

เอาล่ะค่ะ วันนี้เป็นอันจบค่ะ เลือกได้ตามอัธยาศัย อยากปรึกก็มาปรึกได้ค่ะ สัสดี

รีวิว สอบ TOPIK แบบใหม่

อันยอง…. เอิ่ม กระแดะมาก คือแบบ เล่าก่อนว่าเรียนภาษาเกาหลีมาได้ระยะนึงแล้ว ทุกวันอาทิตย์ วีคละ 3 ชั่วโมงค่ะ เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยเก่ง ตอนสอบเลื่อนชั้นก็งูๆ ปลาๆ แต่ว่าอาจารย์ใจดี อีนี่ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก็ผ่านมาได้จนถึงหนังสือเล่ม 4 แล้วค่ะ สิริรวมเวลาเรียนก็เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวนะคะ
เกริ่นมาก็คือ มันจะมีสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาเกาหลี หรือเรียกว่า TOPIK (Test of proficiency in Korean) น่ะค่ะ จริงๆ จุดประสงค์ที่สำคัญของการสอบก็คล้ายกับ TOEFL,IELTS,TOEIC นะคะ คือเอาไว้วัดระดับความรู้ของภาษาเพื่อใช้ในการสมัครเรียน หรือทำงานค่ะ (แต่ของเกาหลีมีสอบสำหรับทำงานโดยเฉพาะชื่อ EPS อีกนะคะ) ทีนี้เราก็พวกร้อนวิชาน่ะค่ะ อยากลองของ ก็เลยสมัครไปดู ตอนแรกก็ว่าจะเล่นๆ แต่รุ่นพี่ที่จะสอบด้วยไม่ค่อยเล่น ก็เลยเริ่มฟิตบ้าง

วิธีการสมัคร จะสมัครช่วงกลางเดือนสิงหาคมนะคะ ส่งเป็นไปรษณีย์หรือสมัครด้วยตัวเองที่รร.นานาชาติเกาหลี แถวหนองจอกค่ะ เราเองส่งใบสมัครไปกับรร.โคซันค่ะ ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เสียค่าสมัคร ระดับต้น (TOPIK 1) 700 ระดับสูง (TOPIK 2) 700 บาทค่ะ ต้องมีรูปถ่ายติดบัตรด้วยนะคะ ระดับละ 2 ใบแล้วก็สำเนาบัตรประชาชน
การกรอกใบสมัครก็มีจุดต้องระวังเช่นกันค่ะ เพราะต้องเขียนนามสกุลก่อน แล้วสะกดเป็นภาษาเกาหลีด้วย

วันสอบ จะเป็นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีค่ะ สำหรับสนามสอบต่างประเทศ จะมีรอบเดียว แต่ถ้าสอบที่เกาหลี จะมี 4 รอบต่อปี ปีนี้ของไทย มีวันที่ 12 ตุลาคมค่ะ
กึบ = Level (มี 6 กึบค่ะ ต่ำสุดคือ กึบ 1 สูงสุดคือ กึบ 6)
TOPIK 1 คือ กึบ 1-2 (สอบได้สูงสุดคือ กึบ 2) มีสอบฟังกับอ่าน
TOPIK 2 คือ กึบ 3-6 (คือรวบตึง กึบ 3-4 กับ 5-6 มาเลยทีเดียว) มีฟัง อ่าน เขียน
TOPIK-Kosan
เตรียมตัวก่อนสอบ
สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาซ้อมทำได้จากเว็บนี้ ทั้งเทปเสียงด้วยค่ะ http://www.topikguide.com (ข้อสอบย้อนหลังอยู่ที่ http://www.topikguide.com/previous-papers)
หรือจะดาวน์โหลดแอพมาไว้เล่นในมือถือก็ได้ จะได้ไม่ต้องปรินท์ลงกระดาษให้เปลือง แถมยังอยากหาคำแปลคำไหนก็แค่จิ้มค้างไว้เท่านั้นเอง ชื่อแอพ TOPIK ONE (beginner) กับ TOPIK ONE (intermediate) และ TOPIK ONE (advance) หน้าตาแบบนี้

IMG_2304.PNG

วันสอบ ต้องไปรับบัตรประจำตัวก่อนเวลาสอบจริงนะคะ เพราะนั้นเราเลยไปถึงแต่ไก่โห่ เพราะเส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและไกลมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดบ้านเราอยู่บางกะปินะ
แล้วโรงเรียนคือ อยู่ในทุ่งนาซับซ้อนมาก อีกนิดนึงคือฉะเชิงเทราละ คุณพระ ดังนั้นหลายๆ คนจึงมักรวมตัวกันมาสอบ เช่ารถตู้มาค่ะ แต่ทางโรงเรียนมีรถตู้รับส่งจากตลาดมีนบุรีให้ตอน 8.00 น. นะคะ
ตอนเข้าห้องสอบก็ต้องเข้าก่อนเวลา เพื่ออธิบายวิธีการสอบ ซองที่แจกให้คือเอาไว้ใส่มือถือนะคะ ต้องเขียนเลขที่สอบไว้หน้าซอง คือ จริงๆ ตอนแรกไม่รู้ 5555 เห็นคนอื่นทำเลยทำตาม ส่วนกระเป๋าเอาไว้หน้าห้อง
การกาข้อสอบจะต้องใช้ปากกาที่แจกให้เท่านั้น มีสองด้าน หัวเล็กไว้เขียนชื่อ หัวใหญ่ไว้ระบายช้อยส์ (ใช้ดี๊ดี เลยเอามาใช้งานต่อ)

Monami pen
สำหรับ TOPIK II มีส่วนของการเขียนด้วย แนะนำให้พกดินสอและยางลบไปด้วยค่ะ
วิธีการลบหากกาผิด สามารถยกมือให้ผู้คุมสอบมาลบให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ให้เอาที่ลบคำผิดแบบเทปไปค่ะ ห้ามใช้แบบลิควิดเด็ดขาด

TOPIK I มีการสอบแค่ 2 ส่วนค่ะ คือฟังและอ่าน ช่วงแรกจะฟังก่อน ซึ่งจะพูดค่อนข้างช้าและย้ำสองรอบ ก็เหมาะสำหรับขั้นต้นดีค่ะ ส่วนอ่านพูดเลยว่านี่ชะล่าใจ คิดว่าอีกชั่วโมงนึง ชิวๆ ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ ทำแทบไม่ทันค่ะ กามั่ว (เพราะจริงๆ ก็ไม่รู้ตอบไรดีอ่ะนะ)
พอสอบเสร็จก็จะพักกลางวันค่ะ ถ้าใครอยากแอดแวนซ์ก็รอสอบ TOPIK IIได้เลย แนะนำว่าควรเตรียมเสบียงอาหารมาจากบ้านนะคะ เพราะหน้าโรงเรียน มีแค่ซุ้มของชาวบ้านแถวนั้นมาขายค่ะ อาจจะคนเยอะ บางกลุ่มคือมาเป็นหมู่คณะ เช่น จากมหาลัยหรือบริษัท ก็ชิวดีค่ะ มีฝ่ายเสบียงเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
เริ่มสอบ TOPIK II กันค่ะ พูดเลยว่าหนังท้องตึง(ไม่มาก) แต่หนังตาและสมองหย่อนไปแล้ว พูดเลยว่าช็อค เพราะคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้ แต่มันยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรวมเลเวลทั้ง 4 เข้าด้วยกัน ไม่มีความง่ายตรงกลางค่ะ ข้อสอบฟังคือพูดเร็ว เสียงอู้อี้แก่ๆ เหมือนอาจอชี่เจ้านายแก่ๆ พูดในลำคอน่ะค่ะ แล้วแบบพูดเร็วมาก รอบเดียว ช็อค! ตั้งตัวไม่ทัน คือ ต้องรู้ศัพท์เยอะมากนะคะ ก่อนจะมาสอบเลเวลนี้ได้ แล้วคือข้อสอบอ่านคือ บทความยาวเกือบเต็มหน้า ถามมา 2 ข้อ แล้วช้อยส์คือ ยาวอีก จะซับซ้อนไปไหน คือง่อยแดกค่ะ นั่งกาให้หมดทุกข้อ แล้วเขียนคือเป็นหัวข้อนะคะ แล้วมีสองข้อ ข้อนึง 200-300 ตัวอักษร อีกหัวข้อคือ 600 ตัวอัพ คือ จะเอาไรไปเขียนคะ ไหนจะเวลาอันน้อยนิด เพลียจ์ค่ะ บวกกับอาหารกลางวันน้อยเกินไป ทำให้หิวจนตาลาย มือสั่นตอนออกจากห้องสอบเลยค่ะ โกรธก็โกรธ ทำไมกูต้องมาทำตัวเองให้ลำบากด้วยวะ ทำก็ไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์นะคะ สำหรับการสอบวัดระดับทางภาษาที่จะได้ทดสอบความรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราขยันท่องศัพท์มากขึ้น
ตอนไปสอบ เราดูข้อมูลจากบล็อกนี้นะคะ ค่อนข้างละเอียดทีเดียวค่ะ คุณคุกกี้รูปปลา คนนี้ได้ทุนเรียนต่อเกาหลีด้วยค่ะ เก่งมากๆ

ส่วนบล็อกเรา เป็นแนวเล่าประสบการณ์เนาะ ไร้สาระ มีไร ถามได้ในเพจนะคะ Facebook.com/POMPOKOBLOG ค่ะ

บล็อกหน้า ยังมีทริปติ่งเกาหลี (คอนเสิร์ต 6 รอบของเรา), ทริปเนเธอร์แลนด์, ทริปเกาหลีหน้าร้อนจั๊กเปียกเที่ยวแต่ทงแดมุน และทริปเกาหลีตอนใบไม้เปลี่ยนสี และอยากมีบล็อกประสบการณ์ติ่งระดับ intermediate ของเรา โอ๊ย เยอะมาก เอาเวลาไหนเขียน ประเด็นคือมึงดองบล็อกได้เปรี้ยวมากละนะ เสียดาย อยากแชร์นะคะ แต่เวลาทำบล็อกมันต้องใช้เวลา

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Day6-7: เก็บตก รวบตึง

ม่รู้จะเขียนไรดี หลังจากฟินไปในวันที่ 5 ของทริปแล้ว ที่เหลือคือโบนัส เอิ่ม 5555

ช่วงนั้นกำลังเข้าสู่ต้นเดือนเมษาค่ะ แต่อากาศก็ยังเย็นบ้าง อุ่นๆ บ้าง วันต่อมา เราเลยไปดูดอกบ๊วยบานที่ยออึยโด (Yeouido) ออกเสียงยากเลย ออกเป็นยออีโดละกันนะ
เราไปไม่ทันกับกรุ๊ปพี่เปรียวค่ะ แถมหลงด้วย อนาถแท้ เวลาลงสถานียออิโดมันมีหลายอัน บางอันก็ไปสถานีโทรทัศน์ KBS บ้างไรบ้าง
สรุปคือ วันนั้นเสือกเป็นวันที่มรสุมเข้าหรืออะไรซักอย่างเนี่ย ลมแรงมาก หนาวมาก ขนาดชะนีเกายังบ่น(อ้อนผัว) เลยว่า หน๊าวหนาวอะตัว
วันนั้นคือ จะลองไปดูดอกบ๊วยในเมืองซิ ว่าจะสวยเท่าจินเฮมั้ย ปรากฎ ลมแรงมาก ดอกปลิวค่ะ ฝุ่นเข้าตา สรุปคือ Horrible มาก ใช้คำนี้ละกัน
หน้าเน่อ ผมกระเซิง เปียกไปหมดค่ะ หมดสภาพ ว่าจะถ่ายรูปคู่ดอกบ๊วยอีกซักหน่อย แม๊ง….
แถมจะไปซื้อกาแฟ ร้านก็ปิดอีก เออ กูชื่อมิสชัตดาวน์ของจริงละ

Yeouido

sakura

เอาล่ะ เป็นวันเก็บตก เราก็ไปทุกที่ๆ อยากซ้ำอ่ะ แล้วพอตอนเย็นๆ เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็นัดให้ไปดูเกสเฮ้าส์ใหม่ที่กำลังจะเปิดที่ จงกัก (Jonggak station) ชื่อว่า Hi5 hostel ค่ะ
คือใกล้กับรถใต้ดินมาก แล้วใหม่มาก (คือตอนไปยังไม่แกะพลาสติกเลยอ่ะนะ) มี 4 ชั้นค่ะ ห้องก็น่ารักดี มีมาม่าให้กิน นางถามว่าอาหารเช้า แทนที่จะเป็นนมกล้วย ให้เป็นน้ำข้าว (กระป๋องเหลืองๆ) นี่ดีมั้ย กับ Choco pie (คนเกาหลีเป็นอะไร ชอบขนมนี้มากเหรอ?) นางก็ให้ลองกินค่ะ เราก็แบบ ยูๆ นี่มันไม่ใช่อาหารเช้าของคนเอเชีย ยูเอามาม่าหรือขนมปังปิ้งแบบเดิมเถอะ
วันนั้นนางก็พาไปกินร้านเหล้าค่ะ สั่งมอกกอลีกับชอนอีกแล้ว เสร็จกู ชะนีแดกกับแกล้ม มีเพื่อนนางอีกสองคนค่ะ เป็นผู้ชายอายุเท่าเรา (ไม่บอกเนาะว่า 30 อัพ) เรานึกว่าเด็กมหาลัยค่ะ!!!
คุณพระ เคยได้ยินมาว่าคนเกาหลีหน้าเด็ก ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้ กูอายมาก อยากจะทาลาแมร์กลบหนังหน้าสุดๆ แต่แบบไม่ทันแล้ว ตอนนั้นทาลาแมร์ก็หน้าลอกเป็นขุยเลย ต้องโปะนีเวียตลับฟ้า ราคา 2000 วอน (60 บาท) ประทังผิวไปวันๆ อ่อ เค้าก็มีธรรมเนียมเนาะ ผู้น้อยต้องรินให้คนแก่กว่า ชะนีก็ต้องรินให้ผู้ป่ะ? (กูก็เขินๆ แต่นางก็ดูเป็นมิตรดี ก็ทำก็ได้)
มอกกอลีนี่ใครกินก็เหมือนจะอร่อยนะคะ แต่ดูแต่ละคนที่กิน ดูเมาง่ายจัง ดังนั้น ชะนีอย่าเห็นว่าเป็นเหล้าข้าว หวานๆ มันก็แรงอยู่นะคะ

Chon near Jongkak
ร้านเหล้าที่เจ้าของเกสเฮ้าส์พาไปกิน

พอกินเสร็จก็ต้องรีบบึ่งไปติ่งที่ร้านแม่ของสามีเพื่อนค่ะ คือ Grill 5 taco ร้าน ทงเฮ Super Junior
วิธีการคือ มาลงที่ฝั่งตรงข้าม ห้างแกลเลอเรีย อับกูจอง เดินเข้าซอย หาร้าน KFC เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 152 ร้านอยู่ในซอยแยก ที่อยู่ 88-10 ชั้น 1 อาคาร Sambo (서울 강남구 청담동 88-10 삼보빌딩1층) ถ้าใช้รถใต้ดิน สายสีเหลือง Apgujoeng ro-deo station (Credit มาทวงเอานะจ๊ะ ก๊อปมาจากเพื่อนอีกทีค่ะ)

maps2

grill5taco

เจอแม่ทงเฮด้วย คุณแม่น่ารักมาก กูนึกว่าป้าทำความสะอาดร้าน แกขยันมาก ทำงานทุกอย่างในร้าน น้องที่ไปบ่อยๆ นางบอกว่า เนี่ย เวลาสั่งน้ำแล้วอย่าทิ้งแก้วนะ หรือเอาแก้วออกจากร้าน คุณแม่จะค้อน เพราะคุณแม่จะเอาแก้วมารีใช้ใหม่ แต่เปลี่ยนหลอดเอาค่ะ เอิ่ม
อาหารแนะนำคือ ชีสฟราย เอิ่ม ได้ข่าวว่าขายทาโก้ ที่เราชอบจะเป็นไก่ฮาวายมั้งคะ จำไม่ค่อยได้ แต่เราไม่กินเนื้อเลยไม่ได้ลอง หมูเฉยๆ

Me with Donghae omma

ก่อนนั้นเราแวะร้าน Kona Beans ของคุณแม่คยู ซองมิน และอีทึกค่ะ
พิกัด :
13 Apgujeong-ro 42-gil (640-9 Sinsa-dong) Gangnam-gu
มีติ่งไปนั่งเฝ้าคุณแม่คยูเต็มเลยแฮะ คุณแม่คยูนี่คนละลุคกับคุณแม่ด๊องเลยนะคะ ดูคุณนายมาก ดูไฮโซอ่ะ กูกลัว แต่หน้าเหมือนคยูได้อีก ไม่ต้องบอกเลยว่าแม่ใครอ่ะ
วันนั้นเห็นพี่สาวคยูด้วยมั้งคะ แต่เราไม่รู้ว่าคนไหน เราว่าไอดอลที่มีตังค์หน่อย ควรเปิดกิจการให้ครอบครัวดูแลนะ เพราะอย่างน้อยจะมีติ่งที่อยากใกล้ชิดดารา ขอแค่ไปนั่งที่ร้านก็พอใจ มาช่วยอุดหนุนกิจการตลอดอยู่แล้ว แล้วถ้าอร่อยนะ ก็ยิ่งติดตลาดไปเลย โดยไม่ต้องโปรโมทมาก

Konabeans

coffee drinker
รวมกาแฟที่ฉันกิน (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน)

food

วันสุดท้ายก็ไม่มีไรค่ะ กลับถึงไทย ด้วยสายการบินเจจูแอร์ที่โกลาหล เพราะเพชรชี่ กระเป๋าขึ้นเครื่องไม่ได้ ต้องโหลดเพิ่มเสียตังค์ ทีนี้ดันพาสปอร์ตติดไปกับพี่อีกคน
หากันทั้งสนามบิน รอบที่แล้ว กูตกเครื่องเจจูนี่แหละค่ะ เลยฝังใจมาก กูจะมาตกอีกรอบไม่ได้แล้วนะ
สุดท้ายก็วิ่งสู้ฟัดที่ตม.ค่ะ Duty free ก็ไม่ต้องทำละ ไม่ทันละ เฮ้อ….. ชีวิต

กลับมาก็ร่างพังนะคะ แต่ก็สนุกดี ไปนานสุดละรอบนี้
แต่ยังค่ะ บอกไว้แล้วว่าดีกรีติ่ง EXO เรายังไม่จบ เหลือคอนเสิร์ตอีก 2 รอบที่เราจะต้องเขียนถึงก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทริปเดือนก.ค. ฉลอง 10 ปี การไปเกาหลีครั้งแรกของเราอีก โอย….. ติดตามกันต่อนะคะ

อันนยอง…..

ทริปเกาหลี ตะลุยติ่ง Take off : ออกเดินทาง

ตอนแรกที่จองตั๋วไป 3 วีคก่อนบิน ก็ประมาทนะ คิดว่าอะไรๆ ก็เตรียมทัน ปรากฎงานเข้าวีคสุดท้าย หอบขึ้นเลยค่ะ ดีที่เตรียมห่อของขวัญติ่งไปแล้วนะเนี่ย แล้วก็กระเป๋าเดินทางได้มาก่อนวันไป 2 วัน เพลีย… เสื้อผ้าก็ไม่ได้แมทช์ (คือแมทช์ไม่เป็นดีกว่า 5555) เลยยัดๆ เอาไปเผื่อ ซึ่งแม่งเป็นวิธีที่ผิดนะคะ ควรแมทช์ไปเลยว่าวันนี้จะสไตล์ไหน เพราะรู้แผนการเที่ยวล่วงหน้าแล้วนี่นา ดีที่ไม่เอาเสื้อโค้ทหนาออก เพราะคิดว่าไม่หนาวแล้ว เลยพกไปแล้วจะส่งไปรษณีย์กลับไทยเอาค่ะ เพื่อประหยัดน้ำหนัก

IMG_2491
พร้อมกัน ณ เคาน์เตอร์สายการบินเจจูแอร์ Row S เข้าประตู 8 เวลา 22.00-23.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน เช็คอินเที่ยวบิน 7C2206 กรุณานำสัมภาระจัดการให้เข้าที่และเช็คอินให้เรียบร้อย กระเป๋าโหลดได้ 20 กก. แครี่ขึ้นเครื่องได้ 10 กก. ขอให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไว้ในกระเป๋าขึ้นเครื่องค่ะ

อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกท่านแต่งกายพร้อมนอน หลังจากผ่านขั้นตอน ต.ม. ไทย ขอให้ท่านเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีให้เรียบร้อย หากเหนื่อยหรือหิวให้ไปแวะพักทานของว่างฟรีได้ที่ คิงพาวเวอร์เล้านจ์ หากท่านมีบัตรคิงพาวเวอร์อยู่แล้ว สามารถพาผู้ติดตามได้อีก 1 ท่าน เบอร์เกอร์คิงก็อร่อยไม่เบา สำหรับเกตฝั่งขวาค่ะ

เครื่องออก 01.40 น. ก็ว่าแย่ละ มาดีเลย์เป็น 02.05 อีก ถึงเกาหลีก็เกือบ 10 โมงละค่ะ ซึ่งมาถึงตอนเช้าไปเลยก็ดีนะคะ เพราะว่ากว่าโรงแรมจะให้เช็คอินก็บ่ายสองนะ ต้องหาที่ไปเพื่อรอเก็บของที่ห้องอีก หรือส่วนใหญ่กรุ๊ปทัวร์จะพาออกนอกเมืองไปซอรักซานงี้ เกาะนามิงี้ เพื่อใช้เวลาช่วงเช้าให้หมดค่ะ

พอลงเครื่องก็ต้องเช่าไข่ (ไข่คือ Wifi router) ปกติเราเช่ามือถือไอโฟนนะ เพราะว่าจะได้โทรหากันได้ยามฉุกเฉิน แต่ทริปนี้ดูแล้วเช่าไข่จะถูกกว่าเลยอยากลองด้วยค่ะ ไปเช่าที่บูท LG U+ ถ้าเช่าเกิน 7 วันจะตกวันละ 5000 วอน บวก vat เป็น 5500 วอน หลายรอบที่ผ่านมา เราจองเครื่องไอโฟนของ Olleh ค่ะ เวลาใช้ก็ปล่อย Hot spot เอา แล้วถ้าอยากค้น Google หรือรถไฟฟ้า ก็ใช้เครื่องที่เช่ามาได้เลย แถมโทรหาเพื่อนได้ด้วยเผื่อหลง แต่ถ้าเปิด unlimited data ต่อวันคือ 5,000 วอน บวกค่าเช่าวันละ 1,350 วอนก็ดูแพงกว่าการเช่าไข่นะคะ คราวนี้เราเลยอยากลองของใหม่บ้าง ข้อเสียของของเครื่อง wifi router นี่มีอายุแบตแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นนะคะ ต้องพกที่ชาร์จไป ถ้าจะใช้ทั้งวันทั้งคืน หรือปิดๆ เปิดๆ แต่เราไม่ชอบ ปิดๆ เปิดๆ เพราะบางทีเราพลาดอะไรไปตอนปิดอ่ะ เช่น เมลสำคัญไรงี้ แต่ถ้าไปกันหลายคน ผลัดกันเปิดก็ดีค่ะ จะได้ยืดอายุหน่อย สำหรับเราคราวหน้าไปไม่ถึง 7 วัน คงเช่าโทรศัพท์เอาดีกว่าค่ะ น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า
(ข้อมูลเพิ่มเติมของ
SK http://www.skroaming.com/main.asp
Olleh จองได้ แต่เรตแพงกว่านิดหน่อยค่ะ แต่เราเคยใช้บริการแล้วจะได้เรต 1,350 วอนนะ http://roaming.kt.com/renewal/eng/main.asp?channel=#none
LG U+ อันนี้ไม่ต้องจองค่ะ เราใช้อันนี้แหละ ดูรายละเอียดที่ http://www.uplus.co.kr/cmg/engl/ouse/peos/RetrievePeOsRooming.hpi?mid=4338)
แผนที่ แต่มันอยู่ใกล้ๆ กัน
roaming-SK
SK telecom
LGU LGU-Rental
LG U+
layerPop_20140403
บริการใหม่ของทาง Olleh ค่ะ

จากนั้นเราไปรับเวลคัมดริ้งค์ เป็นนมกล้วยหรือลิโพเกาหลีที่ร้านมินิมาร์ท พร้อมเติมตังค์ T-money ค่ะ ถ้าใครยังไม่มีก็ซื้อเลย เพราะสะดวกมาก จ่ายได้เกือบทุกอย่าง เหมาะกับเวลาเมาๆ นั่งแท็กซี่แล้วแท็กซี่จะเนียนโกงเงิน ก็จ่ายแม่งด้วย t-money ค่ะ ไม่มีตัดเกินเงินแน่นอน 5555
IMG_2494 IMG_2495 IMG_2496
เลือกค่ะ ละลานตา

IMG_0684
ใช้บัตรทีมันนี่จ่ายได้นะคะ ไม่ต้องซื้อตั๋วตามตู้ด้านนอก แล้วเราชอบขึ้น airport bus มากกว่า เพราะมีอาจอชี่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงให้
พร้อมติดแท็กให้ด้วยนะ เหมือนตอนขึ้นเครื่อง

IMG_0685
รถบัสของเกาหลี จะมีเสียงบอกชื่อป้ายก่อนลง แล้วถ้าใครจะลงก็กดออดนะคะ
IMG_0686
รถแอร์พอร์ตบัส ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะ มีนิตยสาร

เรานั่งรถบัส 6011 ถึงป้าย hyehwa (มหาลัย Sungkyunkwan) ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แดดดีมากๆ อากาศเหมือนติดแอร์ ฟิน…. อาบน้ำเปลี่ยนชุด

IMG_2515 IMG_2526
บรรยากาศแถวบ้าน (หอ) ค่ะ หนึ่งในภารกิจคือ ชิมกาแฟทุกเจ้าในเกาหลี

มากินข้าวที่ห้างชินเซเก ใกล้นัมแดมุนค่ะ เป็นห้างเก่าแก่นะ ในฟู้ดคอร์ทก็มีแต่ป้าๆ แม่ๆ พาลูกมาเดินเล่น คนเกาหลีรวยๆ นี่แม่งว่างจริงๆ ว่ะ แม่ๆ เอาลูกมาคุยกันงี้ อาจุมม่าที่ดูดีหน่อยมานั่งเมาท์งี้ เออ อย่าให้กูรวยบ้างนะ ….(ใช้หนี้ก่อนป่ะ) บนฟู้ดคอร์ท ชั้น 11 ก็มีต้นบ๊วยค่ะ ให้ซ้อมถ่ายรูปได้ บรรยากาศก็ดีค่ะ ลมตีเบาๆ จากนั้นเ  ราก็นั่งรถบัสไปนัมซาน หรือ N SEOUL Tower เพื่อให้พี่ในทริปอีกคนได้สัมผัสจุดท่องเที่ยวหลักๆ ในโซลก่อนค่ะ สำหรับวันแรก ส่วนน้องอีกคนฟิตค่ะ นางวิ่งขึ้นนัมซาน ทางลาดเอียงเหี้ยๆ ใจว่ะ

IMG_0689 IMG_2529
ข้าวห่อไข่

IMG_0691

IMG_0703 IMG_2555
บรรยากาศและหน้ากู

IMG_0705  IMG_0708 IMG_0710 IMG_0712 IMG_0717  IMG_2566
บรรยากาศที่ N Seoul Tower นัมซานค่ะ

IMG_0718
พ่อค้าแซ่บนะ

ทีนี้ตอนกลับคือจุดพีคค่ะ เพื่อนแชทมาบอกจากไทยว่าเด็กๆ ของดิชั้นเข้าตึกค่ะ (การเข้าตึกของศิลปินคือโอกาสที่ติ่งจะได้เห็นระยะประชิดนะคะ) ทีนี้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่ะ ลงจากเขา พี่ในทริปก็บอกว่าวิ่งสิวิ่ง ไปเลยแกไม่ต้องมาเมียงดงละ เราก็ดันชะล่าใจ (เพลียตัวเอง) กลับไปเก็บของที่หอก่อนค่ะ ต๊ายตาย กลัวหนาว กลับไปเอาโค้ทห่อร่างดีกว่า อากาศตอนกลางวันมันดีจริงนะคะ แต่พอแดดร่มลมตกเท่านั้นแหละ หนาวเลย กลัวจะแข็งตาย รอนานไม่ไหว เฮ้ย เด็กเพิ่งเข้าตอน 6 โมง อาจจะซ้อมหลายชั่วโมงก็ได้ ปรากฎกว่าจะหลงทาง กว่าจะได้แผนที่ติ่ง ซี่งพูดเลยว่าหลงชิบหาย แล้วมันมืดค่ะ ถนนหลังอัปกูจองตรงนั้นค่อนข้างเปลี่ยว เราเลยเดินอ้อมริมถนนใหญ่ (อัปกูจอง ต่อเนื่องชองดัม) แล้วเลี้ยวตรงสี่แยกค่ะ เข้าซอย doosandaero ค่ะ google map ไม่ช่วยอะไรค่ะ แค่ข่าวร้ายตอนขึ้นมาจากสถานีก็แค่เด็กๆ ออกไปแล้ว เราเลยเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย เอิ่ม ก็คิดซะว่ามาศึกษาเส้นทางละกัน กว่าจะถึง คุณเอ๊ย….ลึกสัดหมาเห่า เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว โค้ตคือไม่ช่วยอะไร ไวไฟก็แบตหมด พาวเวอร์แบงค์ก็หมด ดีที่เจอเน็ตฟรี ชื่อ iptime ต่ออายุเป็นระยะ ส่วนใหญ่สัญญาณจะแรงแถวบ้านคนค่ะ ระหว่างทางเพื่อนคนเดิม (บอกชื่อเลยดีมะ?) ก็ส่งแผนที่ติ่งมาให้ เอาล่ะค่ะ กูจะเดินวนแม่งทุกบริษัทเลยค่ะ ตั้งแต่ JYP CUBE FNC SM TOWN เจอติ่งหลายสิบคนยังรออยู่หน้าตึก ไม่รู้ว่ารอใครนะคะ แต่เมนเรากลับบ้านแว้ว แง….วืดๆๆ เอาวะ ไม่ได้เจอไม่เป็นไร นี่แค่วันแรก เราเอาท้องอิ่มก่อนดีกว่า

ติ่งคะ นี่คือแผนที่ของเราทำเองนะ เซฟไปเดินตามได้เลย แต่ตอนกลางคืนมันน่ากลัวนะคะ เดินระวังๆ ด้วยค่ะ

SM TOWN MAP-final
IMG_2598  IMG_2600

ดังนั้น ที่หมายต่อไปก็คือ กินหมูย่างเกาหลี ผัก 30 ชนิดค่ะ แถวอัปกูจองแหละ จุดนี้มิสชัตดาวน์ กวนมึนเบลอ ก็หลงอีกแล้วค่ะ เพราะคนที่ไปก่อนบอกให้นั่งรถเมล์สาย 145 แต่เราถามคนแถวนั้นว่าสายไหนไปที่นี่บ้าง นางบอก 143 เออ… สวัสดี กูหลง สุดท้าย วิธีง่ายสุดในการไปถึงที่หมายคือ ให้เพื่อนที่ถึงแล้วถ่ายนามบัตรมาค่ะ แล้วเราก็โบกแท็กซี่ให้อาจอชี่ (คุณลุง) ซิ่งไปเล้ย ชอบที่แท็กซี่มี GPS ทุกคันนะคะ แล้วที่อยู่ของร้านค้า สถานที่ โรงแรมแม่งเป๊ะมาก ตอนแรกจะคีย์ว่า Seoul เขตอะไร ถนนอะไร บ้านเลขที่เท่าไหร่ อย่างเป๊ะอ่ะ ถึงที่หมายสบายผิดกัน ขอกินก่อนล่ะค่ะ คืนนี้ร่างพัง จัดไปคนละ 12,000 วอนเอง ถูกมาก เมื่อเทียบกับหมูสามชั้นทั้งเล้าในท้องและผักอร่อยๆ อีกมากมาย ไม่มีรูปนะ เพราะหิวจนลืมถ่าย ฮ่าๆๆๆๆๆ

ประสบการณ์ปรึกษาคุณหมอรังสิมา และฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกค่ะ

Botox

ย่าหาว่างั้นงี้เลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าอยากฉีดโบท็อกซ์มาก่อนเลย เพราะตัวเองยังอ้วนอยู่ (ในตอนนั้น) และมีเบบี้แฟตอาศัยอยู่บนหน้าจำนวนมาก มาตอนนี้เข้าเลขสามมาละ เลยต้องขอลองทำสวยบ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปณิธานของปี 2014 ที่จะต้องทำให้ตัวเองดูดีแบบพอประมาณกับกำลังทรัพย์และไม่มากเกินไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ

ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วเราทำมิชชั่นลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีไปแล้ว (กำลังเขียนสรุปอยู่นะ) ปีนี้จึงมาทำนวัตกรรมความงามภายนอกกันบ้าง เริ่มจากการเห็นอุปปาทานหมู่ที่เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องไปอัพดั้ง และอีกคนจากคนกรามใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นคนหน้าเรียวไปแล้ว จึงเริ่มเสาะหาความรู้เกี่ยวกับการโบท็อกซ์และเสริมดั้งแบบต่างๆ ค่ะ (จริงๆ ศึกษามาอยู่แล้วหลายปีนะคะ) พอเราผอมลงจะเห็นโครงกรามชัดมากๆ เลยอยากลองฉีดโบฯดู และนัดคุยกับคุณหมอรังสิมา (@DrRungsima) แห่ง I-sky clinic ค่ะ(ตื่นเต้นฝุดๆ ไม่เคยปรึกษากับคุณหมอเลย คิวท่านเยอะมากๆ อยากหาคุณหมอมานานแล้วตั้งแต่น้องส้ม Miffiiz ไปฉีดมาเมื่อปีที่แล้ว) ส่วนเราเคยไปทำ Coolsculpting (Zeltiq) ที่นี่เมื่อปีที่แล้วค่ะ ยังไม่ได้เขียนบล็อกนะคะ เดี๋ยวมารีวิวอีกทีค่ะ

botox00
ก่อนทำ ช่วงเดือนก.ค 56 ค่ะ

เราเริ่มหาข้อมูลเรื่องชนิด ราคา และผลข้างเคียงก่อนค่ะ คือ Botox ที่เราคุ้นเคยมันเป็นชื่อของแบรนด์นึงของทางเมกาค่ะ ชื่อทางเคมี คือ Botulinum Toxin อ่านที่มาและรายละเอียดของสารนี้ได้ที่นี่ หรือจะสืบค้นใน google ก็ได้ค่ะ ไม่อธิบายซ้ำแล้วเนอะ

สรรพคุณนั้นนอกจากจะทำให้ลดขนาดของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน (ทำให้เป็นหดเล็กลง) ในปัจจุบันโบท็อกซ์ใช้สำหรับลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นคิ้ว ปรับและแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยหยัก รอยบุ๋ม รอยย่น ปรับความโค้งของคิ้ว ยกหางคิ้ว หางตาให้ดูเรียวสวยขึ้น  ลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อเล็กลง เช่น กราม น่อง ต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ลดการหลั่งของต่อมเหงื่อ เช่น บริเวณรักแร้ ลดการสะสมของแบคทีเรียจึงไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ (ข้อมูลจาก E-cosmedical ) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงคืออาจทำให้หนังตาตก พูดไม่ชัดได้ แต่สารนี้จะสลายได้ในความร้อนค่ะ เพราะฉะนั้นใครฉีดโบไม่ควรเข้าที่ร้อน เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ

โบท็อกซ์มีทั้งแบบสุญญากาศ (ในหลอดแก้ว) และแบบผงค่ะ ทีนี้ มีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ ส่วนในไทยจะนิยมคือ ชนิด A และ ชนิด B  ทีนี้ไปอ่านการสังเคราะห์และที่มาของสารนี้ได้ที่นี่ ส่วนอีกท่านได้อธิบายไว้ว่า โบท็อกซ์ ชนิดเอ นิยมใช้มากที่สุดเพราะเป็นชนิดแรกที่ออกมาจำหน่าย และได้รับความนิยม เพราะมีความแรงมากกว่า แต่ถ้ามีการละลายเมื่อนำมาใช้จะมีอายุการเก็บสั้นกว่าชนิดบี แต่ชนิดบีนั้นเหมาะสำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆและร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อชนิดเอ โดยความแรงของชนิดบี <Neurobloc ,Myobloc> นั้นต่ำมาก จึงต้องใช้ปริมาณการฉีดที่สูงกว่าเอ เยอะ(แรงน้อยกว่าถึง 50 เท่า แต่เก็บได้นานกว่าชนิดเอมาก)
มีรายงาน ค่าความแรงของโบท็อกซ์ชนิดต่างๆดังนี้
BOTOX มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 20
Dyport มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 40
*แต่ ผลการรักษาในกรณี ฉีดกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้การฉีดแบบทฤษฎีใหม่นั้น Botox ยังให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Dysport แม้ว่าความแรงของ Dysport จะสูงกว่าก็ตาม (Taken from http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

แบรนด์ที่นิยมในไทยมี Botox ของ Allergan หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า โบท็อกซ์เมกา ยี่ห้อนี้ราคาจะสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ใช้จำนวนยูนิตที่น้อยกว่าไปด้วย มันจะให้ผลชะงัดในพื้นที่นั้นๆ ไม่กระจายไปที่อื่น อีกยี่ห้อคือ Dysport แบรนด์จากอังกฤษค่ะ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะราคาถูกกว่าเล็กน้อยและประสิทธิภาพไม่ต่างกับตัวเมกามากนัก แต่อย่างไรก็ดี ต้องใช้ปริมาณเยอะกว่าของเมกา ไปๆ มาๆ ราคาก็พอกันนะคะ เพราะของเมกาขายทีละ 100 ยูนิต แต่ของ Dysport ขาย 500 ยูนิต ดูบล็อกของคุณ onnbaby อีกยี่ห้อ คือ Neuronox หรือเรียกกันว่า โบท็อกซ์เกาหลี สรรพคุณคือ ราคาถูกกว่าอีกสองเจ้า มีของ Botulax ด้วยค่ะ ซึ่งบล็อกของคุณ Nacholnipa รีวิวไว้ตามนี้  และ Synorox มักเรียกว่าโบท็อกซ์เยอรมัน นอกนั้นจะมีรายย่อยอีกค่ะ คือ เอาเป็นว่าราคาลดหลั่นกันลงมา ยี่ห้อกลุ่มสุดท้ายนี่ เรียกว่าถูกกว่ายี่ห้อแรกถึง 5-6 เท่าเลยค่ะ

Botox
รูปจาก E-cosmedical ขอเซ็นเซอร์ราคานะคะ

ไปหาข้อมูลมาเพิ่มค่ะ จากหลายๆ เว็บ พบว่า มีโบท็อกซ์ที่ได้รับ อ.ย. ถูกกฎหมายใช้ได้ในไทย ดังนี้
1. Botox (Allergan, USA)
2. Dysport (Ipsen, Ireland)
3. Neuronox (Medy-Tox Inc., South Korea)
4. BTXA (HUGH, Hong Kong)
5. Botulax ( or Regenox, Zentox : Hugel Pharma, South Korea)

(Credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sweet2syrup&date=16-03-2010&group=20&gblog=4)

          โบท็อกซ์เยอรมันทั้งมวล ไม่ผ่าน อ.ย. ไทย และเป็นแบบผงทั้งหมด ไม่มีแบบสูญญากาศ คำว่าผง คือ ผสม ซึ่งอาจทำให้ดื้อยาขึ้นมาได้ เช่น — Syrunox เยอรมันกล่องม่วงๆ   ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่เลิกผลิต ในตลาดตอนนี้ก๊อบปี้จากจีน, มาเล ทั้งนั้น
— Neuroxin เยอรมันกล่องขาวเขียว ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป บริษัทแม่จะมีฝาขวดสีน้ำเงิน ใช้ได้ผลบ้าง แต่ก่อให้เกิดปัญหาหน้าไม่เท่ากันตามมา เพราะยาไม่บริสุทธิเพียงพอ
— Renew เยอรมัน 150 ยูนิต ราคาจะอยู่ที่ 2,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่สูญญากาศอยู่ดี
— Fine ฮ่องกง หรือจีน (เซิ่นเจิ่น) ราคาจะอยู่ที่ 1,000 ขึ้นไป ใช้ได้ผลชั่วคราว และทำให้เกิดอาการดื้อยา จนใช้โบท็อกซ์ใดๆ ก็ไม่เกิดผลอีก
— Beautox เกาหลี 150 ยูนิต สีชมพู ใช้ได้ผลสูงสุด เทียบเท่าสูญญากาศ แต่อยู่ได้ 2-3 เดือน โดยของแท้ฝาชมพู ต่อมาบริษัทแม่เลิกทำ จนมีฝาขาวจากมาเล และฝาเหลืองจากจีน เข้ามาและไม่เห็นผล ห่วยแตก ราคาจะอยู่ที่ 2,500 ขึ้นไป
— โบท็อกซ์รีไฟลเอ็กซ์ เป็นโบท็อกซ์สูญญากาศที่ผลิตในประเทศไทย เป็นของปลอมที่ทำให้เกิดปัญหาดื้อยา จนไม่สามารถใช้โบท็อกซ์ใดๆ ได้อีก เนื่องจากการผลิตไม่บริสุทธิ์เพียงพอ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด และที่สำคัญ เลข อ.ย. ที่อ้างข้างขวดเป็นของปลอม โรงงานนี้ยังมั่วถั่วผลิต เมโสแฟตไขมันเลข อ.ย. ปลอมที่ชื่อ เดอม่าร์ลิส แม้จะได้ผลดี แต่ก็เป็นของไม่มีคุณภาพ
(Quote from : http://pinkmaya.gagto.com/?cid=481573)

เรื่องของชนิดของโบท็อกซ์นั้น บุคคลในเว็บบอร์ดนี้ แย้งว่า โบท็อกซ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ นั้น มันถูกทำเป็นผงเล็กๆเเล้วเก็บในขวดสเตอไรซ์ สุญญากาศอยู่เเล้วครับผม  ไม่มีเเบบโบท็อกซ์สุญญากาศ ดีกว่า โบท็อกซ์เเบบผง อะไรเลยครับ โฆษณาโม้ทั้งนั้น ผมเคยได้ยินครับ ของเราใช้เเบบสูญญากาศเท่านั้น …..เอ่อ ผมจะบอกครับว่ายาใส่ขวดเเบบฉีดทุกอันเขาสูญญากาศหมดล่ะครับ
(Quote from: http://www.route035.com/webboard/index.php?topic=23.0)

เดี๋ยวเราไปถามคุณหมอมาให้อีกที สำหรับเรื่องชนิดผงกับสุญญากาศ (ขวดแก้ว) ละกันค่ะ ส่วนเทคนิคการฉีดก็ที่เคยรู้กันคือฉีดลดกล้ามเนื้อ และวิธีใหม่สำหรับลดริ้วรอยคือแบบจิ้มลงไปไม่ลึกมากค่ะ อ่านเทคนิคกันได้ที่ บล็อกคุณmiNipanda-z และคุณ SuperGiBZz นะคะ

อ่ะ ข้ามมาเรื่องการปรึกษาคุณหมอเลยดีกว่าค่ะ ใจจริงไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นเดือนมกราคมหรอกค่ะ แต่ตั้งใจจะไปปรึกษาเฉยๆ (หรอ….บัตรเครดิตในมือสั่นไปหมดละกรู) จองคิวไว้ล่วงหน้าค่ะ (จริงๆ โทรเข้าไปถามราคาเฉยๆ น้า…..) เลือกไปสาขาบางนาค่ะ อยู่ตรง The Coast เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เปิดใหม่ ถ้ามาจากเมกาบางนา ให้เลี้ยวซ้ายแยกบางนาแล้วยูเทิร์นใต้รถไฟฟ้าสถานีบางนาค่ะ เกือบถึงแยกบางนา จะอยู่ทางซ้าย สังเกตป้ายแมคโดนัลด์นะคะ คลีนิคอยู่หลัง MK ค่ะ จอดรถหน้าร้านได้เลย

เข้าไปพบหมอคิวที่ 2 ค่ะ รอไม่นาน เริ่มต้น คุณหมอถามว่าต้องการปรึกษาเรื่องอยากทำไรบ้างคะ เราก็บอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ จากนั้นคุณหมอก็เงียบไป พร้อมเดินไปหยิบกระจกมาอันนึง แล้วพูดว่า เดี๋ยวคุณหมอจะบอกอะไรให้สองสามอย่างนะ เอิ่ม…อะไรนะคะ ดูน่ากลัว ต้องทุบทั้งหน้าป่ะคะ? หมอบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าคุณทำแต่โบท็อกซ์อย่างเดียว โหนกแก้มของคุณจะเด่นชัดขึ้นนะคะ (อา….ค่ะ แน่นอน โหนกคือจุดเด่นบนใบหน้าหนู) ทีนี้ ปัญหาของคุณคือ คางคุณสั้นเกินไปมื่อเทียบกับสัดส่วนอื่นๆ บนใบหน้าตามหลักของ Golden ratio (อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าใช้หลักการนี้ คือ หน้าตามแนวตั้งจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ดูได้ที่ลิงค์นี้ http://www.goldennumber.net/facial-beauty-new-golden-ratio/)
face-new-golden-ratio-beauty-proportions
คุณควรเติมคางให้สมดุลค่ะ ถ้าไม่ทำโบท็อกซ์ จะใช้ฟิลเลอร์ (ในที่นี้คือสารไฮยาลูรอนิก*) ประมาณ 2 ซีซี (หรือ 2  SYRINGE) แต่ถ้าคุณทำโบท็อกซ์ที่กราม คุณจะฉีดคางแค่ 1 ซีซีค่ะ ส่วนโหนกแก้มที่ดูเด่นชัดขึ้นนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการลวงตาว่าส่วนนูนบนใบหน้าจากโหนกแก้มมาที่ร่องน้ำตาข้างจมูก (ตามรูปด้านล่าง) ซึ่งคุณหมออธิบายว่า เวลาคนอื่นมองเรานั้น เค้ามองจากมิติเดียว คือโดยรวม ถ้าแก้จากการเอาจุดเด่นของโหนกมาอยู่ตรงกลางแทนจะดีกว่า คุณหมอเจอเคสหน้าแบบเรามาเยอะค่ะ (หน้าไทย-อีสานสไตล์สินะคะ) คุณหมอบอกว่าฟิลเลอร์นั้นฉีดทีละนิดแล้วมาเติมหากไม่พอใจดีกว่าแล้วมีสารฉีดสลายได้ด้วยค่ะ และฉีดฟิลเลอร์ก็เห็นผลทันที ถ้าคุณไม่อยากเปลี่ยนหน้าแบบฉับพลันก็ค่อยๆ ทำทีละอย่างก็ได้ เราเลยถามว่าแล้วคุณหมอจะแนะนำให้ทำอะไรก่อนคะ? คุณหมอบอกว่าโบท็อกซ์ค่ะ เพราะฤทธิ์ของโบท็อกซ์นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดไปแล้ว 3 เดือน แต่ที่หลายเจ้าบอกว่า 6 เดือนนั้น คือ สารสลายไปหมดแล้วค่ะ หากไม่อยากให้กรามกลับมาทั้งหมด แนะนำให้มาฉีดซ้ำตอนครบ 3 เดือนค่ะ ซึ่งงานวิจัยพบว่าในบางราย ขนาดของกล้ามเนื้อลดลงไปจริงหากฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เราเลยถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาใจค่ะ เราถามว่าแบบนี้หนูควรทำจมูกมั้ยคะ? ดั้งแหมบอ่ะค่ะ คุณหมอบอกว่าจริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะทรงจมูกและขนาดมันเหมาะกับหน้าแล้ว หากคุณทำ (คุณหมอเอามือมาดึงดั้งขึ้น) ตาของคุณจะเล็กลงและชิดกันมากขึ้น ทำให้องค์ประกอบมันไม่สมดุลย์ แต่ถ้าคุณอยากทำก็อาจจะเติมปลายให้เล็กน้อยให้เชิดขึ้น (แต่ตอนที่เห็นรู้สึกเฉยๆ ค่ะ ไม่ชอบทรงนั้น ชอบทรงปัจจุบัน แค่อยากให้สูงขึ้นค่ะ) ถ้าคุณอยากทำก็ทำได้ แต่ควรทำอันดับสุดท้ายค่ะ ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจเล็กๆ และแปลกใจนะคะ ที่จริงๆ แล้วปัญหาที่เราคิดว่าหน้าแบนนั้นมันอาจจะไม่อยู่ที่จมูกก็ได้ และกอปรกับความเชื่อส่วนตัวเรื่องทำจมูกแล้วจะเปลี่ยนแฟนด้วย (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) เลยไม่อยากทำจมูกละค่ะ เหมือนตอนเด็กกว่านี้เคยเสาะหาไปปรึกษาทันตแพทย์เพราะอยากจัดฟันสองสามร้าน แล้วได้รับคำตอบมาว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ฟัน มันอยู่ที่ส่วนอื่น และฟันก็สบกันดีแล้ว เรียงสวยแล้ว จะมาทำให้เจ็บตัวทำไม เลยเลิกฝันจะจัดฟันค่ะ (แหม่…กูสวยอยู่แล้วสินะ เลยทำไม่ได้ซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ)

botox01
ที่วงคือที่ควรฉีดฟิลเลอร์ลงไปค่ะ

จากนั้นเราก็บอกคุณหมอว่า งั้นวันนี้ขอปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ก่อนละกันค่ะ (เพราะหน้าไม่เท่ากันด้วย) และรอให้เห็นผลอีก 3 เดือนแน่ะ  โดยสำหรับกรามเราคุณหมอจะใช้โบท็อกซ์ยี่ห้อ Allergan ของเมกาค่ะ (แพงสุดในตลาดละ) ซึ่ง 1 ขวด มี 100 ยูนิต (มีโปรโมชั่นด้วยค่ะ ลด 20% จาก 24,000 บาทเหลือ 19,200 บาท เก็บไว้ได้ 1 ปีค่ะ) โดยเราฉีดครั้งแรก 60 ยูนิต (ข้างละ 30) แล้วพออีก 3 เดือนค่อยมาซ้ำอีก 30 ยูนิต (ข้างละ 15 ยูนิต) ค่ะ แต่พอฉีดไปแล้ว 2 อาทิตย์ คุณหมอจะนัดมาดูอีกครั้งนะคะ จะได้คิดดูว่าจะฉีดฟิลเลอร์เลยมั้ย (ใจหนูอ่ะอยากค่ะ แต่เงินหนูอ่ะมันไม่สะดวก) เราถามเพิ่มคือ แล้วอีกยี่ห้อคือ Dysport มันมีข้อดีข้อเสียต่างกันตรงไหนบ้าง คุณหมอบอกว่า ราคามันต่างกับ Allergan ไม่มาก แต่ปริมาณที่ใช้มันเยอะ เช่น ราคาของ 500 ยูนิต ถูกกว่า Allergan นิดเดียว เวลาฉีดอาจจะกระจายไปมากกว่า เพราะใช้ปริมาณเยอะกว่า แล้ว Allergan ออกฤทธิ์เฉพาะจุด (อันนี้คิดเอาเองนะคะว่าแบบนี้ใช้แบบปริมาณน้อยและคุณภาพสูงเลยไม่ดีกว่าหรือ?) แต่ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ตอนจะฉีดคุณหมอถามว่าจะให้แปะยาชามั้ย ในฐานะที่ใจไม่ด้านพอ เลยขอแปะก่อนค่ะ คนมันไม่เคยเข็ม แปะยาชาไว้ 45 นาทีแน่ะ (นานจุง) จากนั้นคุณหมอก็เข้ามาฉีดค่ะ ให้เรากัดกรามแน่นๆ เพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อชัดๆ เวลาฉีดจะได้ง่าย คุณหมอฉีดไม่ถึง 5 นาทีค่ะ บอกเลย มือเบามาก คุณหมอบอก ตอนคุณหมอฉีดเองไม่เคยแปะยาชานะ เราก็ว่าคราวหน้าจะไม่แปะละค่ะ เสียเวลาค่ะ
botox03
แปะยาชาค่ะ วันหลังจะไม่แปะละ ชอบอะไรซาดิสม์
การดูแลรักษา คุณหมอแค่บอกว่าไม่ควรนวดหน้า อบหน้า ไม่ควรเข้าที่ร้อนๆ เช่น ซาวน่า โยคะร้อนค่ะ แต่ออกกำลังกายได้ปกติ แต่เราดันไปกินเอ็มเคหน้าหม้อไอน้ำซะงั้น ฤทธิ์จะสลายมั้ยนี่

botox02
หลังฉีด 15 นาทีค่ะ เอาหน้ามาอังไอน้ำหม้อสุกี้

เดี๋ยวอีก 2 อาทิตย์จะไปดูอาการค่ะ หลังฉีด 4 ชั่วโมงเค้าว่าห้ามนอน เราก็ยังไม่นอนหรอกค่ะ เมาท์แตกอยู่ แต่หน้าชานานมากจริงๆ พยายามไม่นอนตะแคงด้วย กลัวแผลกดทับ 5555 พอตื่นเช้ามาเมื่อยกรามค่ะ (เป็นอาการที่คุณหมอบอกไว้แล้ว) ไม่กล้าเคี้ยวของเหนียวๆ เลยค่ะ กลัวที่ฉีดมาไม่ได้ผล นอยด์สาด

ฟิลเลอร์ ที่เราชอบเรียกกันนั้น เท่าที่อ่านมา คือ มีสองแบบที่ยอมรับในประเทศไทยและอย.นะคะ คือ ไฮยาลูรอนิก(Hyaluronic Acid-HA) และไขมันของตนเอง และในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นไฮยาลูรอนค่ะ มียี่ห้อที่อนุญาตให้ใช้ในไทยได้ดังนี้ http://rakkhunclinic.blogspot.com/p/blog-page_22.html

ตอนนี้ไม่ได้หาข้อมูลฟิลเลอร์เท่าไหร่เลยค่ะ หาแค่โบท็อกซ์ก่อนละกันนะคะ

เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที ตอนครบ 3 เดือนนะคะ

ราคา: 19,200 + ค่าแพทย์ 300 (ออกเองนะคะ ไม่เคยทำฟรี บอกเลย 5555)

Link: อ่านเพิ่มเติมของท่านอื่นๆ ได้ตามลิงค์นะคะ
แถมๆ http://force8949.blogspot.com/2012/07/all-about-botox.html

รีวิวยืดผมแบบวอลลุ่ม : Volume hair straighten technique review

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่านคะ

หลังจากเวียนว่ายตายเกิดใน exteen มาจนถึงวันที่บล็อกร้าง เอ๊ย เข้าไม่ได้แล้ว เราเลยขอเปิดบล็อกใหม่มาพรั่งพรูเวิ่นเว้อให้มันสะใจกว่าเขียนสเตตัสในเฟสบุ๊คนะคะ

ขี้เกียจจะด่าระบบบล็อกที่เก่าละค่ะ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ที่นี่เนาะ

ขอประเดิมบล็อกแรกจากเรื่องล่าสัดกันก่อน คือ เพิ่งไปยืดผมมาค่า สมัยก่อนยืดผมจะเรียกกันว่ายืดผมถาวร หรือรีบอนดิ้งกันใช่มั้ยคะ ตอนนี้มันมีอีกศัพท์มาใหม่แล้วค่ะ มันคือ การยืดผมแบบวอลลุ่ม (Volume) หรือถ้าอ่านแบบเมกันต้องอ่านว่า วอยุ่ม หรือถ้าอ่านแบบเกาหลีก็ บอลุ่ม โอ๊ย จะอ่านหลายภาษาทำไมคะ เอาเป็นว่ายืดแบบยกโคน ปลายโค้งละกันค่ะ

จริงๆ สนใจการยืดแบบวอลลุ่มแมจิกตั้งแต่รุ่นน้องมาแนะนำการทำผมในเกาหลีให้ฟังเมื่อหลายปีที่แล้ว และได้อ่านกระทู้ของน้องแอร์ที่ไปยืดผมปลายโค้งที่เกาหลีมา อยากทำมากๆๆ แต่พอไปเกาหลีจริงๆ แล้ว ผมดี๊ดี ไม่ชี้แห้งฟู แถมตรงสวยงาม เลยไม่อยากเสียเงินประมาณ 3 พันทำที่เกาค่ะ งกด้วยแหละ กลัวคุยกับอาจุมม่าไม่รู้เรื่อง

ข้ามมาที่ไทยค่ะ 3 ปีให้หลัง มันก็เข้ามาไทยค่ะเรียกชื่อเดียวกันเลย บางที่เรียกยืดวอลลุ่ม บางที่เรียก แมจิกวอลลุ่ม/วอลลุ่มแมจิก น้ำยามีหลายเกรดค่ะ ทั้งชิเซโด ชวาสคอฟ และน้ำยาญี่ปุ่น วิธีการมันก็คือเอาน้ำยาตัวนี้ทาไปบนผมที่เซ็ตไว้ (ไดร์ไว้ตามทรง) มันทำได้ทั้งดัดและยืดค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนอยากยืดโคนดัดปลายก็ใช้น้ำยาตัวเดียวกัน

เราค้นคว้า เสาะหาร้านที่ทำมาหลายวีคเลยค่ะ (แบบอยากได้ของถูกใจและถูกราคา) เลือกมา 5 ร้านที่มีชื่อด้านนี้ค่ะ คือ

1. Hair Atelier by Ador ทองหล่อซอย 25 ช่างญี่ปุ่น ชื่อ ยูตะซัง เค้าว่าหล่อกัน ก็แบบเจป๊อปอ่ะนะคะ มีโปรโมชั่นด้วย คือ ดัด+ตัด+ทรีทเมนท์ หรือ ยืด+ตัด+ทรีทเมนท์ ทุกความยาว 4,170 บาทค่ะ น้องอีกคนซื้อดีลทำทรีทเมนท์และตัดไว้ที่ ensogo ราคา 1,990 เท่านั้น อันนี้มีพอร์ตยืดผมเยอะอยู่ค่ะ แต่มีรีวิวของท่านนึงบอกว่า ราคาโปรนี้ ถ้าเป็นยืดโคนดัดปลาย จะบวกไปอีก 1,500 เวลาตกลงกับช่าง คุยกันดีๆ นะคะ เดี๋ยวบวกไปมาแล้วแพง (http://a-dor.net/ http://www.facebook.com/HairAtelierADOR)

2. More Hair ตึกไทม์สแควร์ ช่างเกาหลี ชื่อซอฮยอน (อ่านง่ายๆว่า ซอ ยอน) ราคาผมยาวครึ่งหลังประมาณ 5,000 ค่าตัด 700 ค่ะ อันนี้เพื่อนร่วมงานไปทำมา สวยอยู่ รีวิวของท่านอื่นๆ ก็สวยค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะยืดโคนดัดปลาย ดูรีวิวของท่านนี้ได้ค่ะ (www.facebook.com/MoreHairShopTimeSquare)

3. Kudos by Tarakorn แถวเลียบทางด่วนค่ะ มีโปรโมชั่นด้วยนะคะ มีน้ำยาสองอย่างค่ะ ร้านนี้ค่อนข้างฮอตค่ะ ต้องจองคิวก่อนค่ะ (www.facebook.com/Kudossalon) ไปดูคุณพี่ท่านนี้รีวิวในจีบันกันนะคะ http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=162544

4. Prestige Hair ที่ทองหล่อและสยามค่ะ ราคาเริ่มต้นไม่ต่างจากร้านอื่นๆ นะคะ แต่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเยอะเรื่องทำผมราคาเป็นหมื่น และทำผมลูกค้าทั่วไปไม่ค่อยดี ต้องไปแก้ อันนี้เพื่อนร่วมงานเราที่เคยไปดัดที่นี่บอกเองเลย คุณพระเสียค่าทำผมเป็นหมื่น คุณพระ(อีกที) (http://www.prestige-hair.com/ http://www.facebook.com/pages/Prestige-Hair/460723497341816)

5. Park & Bomb อันนี้น้องที่ออฟฟิศไปทำมา ลอนสวยมาก แต่น้องดัดปลาย ผมเส้นใหญ่ ผมเยอะ และยาวค่ะ น้องไปทำตอนมีโปร สวยดี แต่ไม่อยู่ในช้อยส์เรา เพราะไม่ค่อยเห็นพอร์ตยืดผมค่ะ แล้วก็ค่อนข้างแพง (เฟสบุ๊คจะแยกเป็นสาขาอ่ะค่ะ เอาของสยามมา ดัดสวย https://www.facebook.com/parkandsiam)

เอาล่ะ เราตัดช้อยส์เหลือแค่ข้อ 1 กับ 2 แล้วค่ะ เพราะสนนราคาใกล้เคียงกัน จริงๆ นัดกับ More hair ไว้แล้ว แต่วีคนั้นป่วยพอดี เลยไม่ได้ไปทำ แล้วก็หาข้อมูลเรื่อยๆ จนเริ่มมั่นใจในยูตะซังและจะยืดเท่านั้น เลยตัดสินใจไปข้อแรกค่ะ โทรนัดเรียบร้อยที่เบอร์ตามเว็บ เป็นช่างญี่ปุ่นทุกท่านค่ะ แต่ผู้ช่วยคนไทย อยู่ที่ซอยทองหล่อ 25 ตรงข้ามร้านอาหารญี่ปุ่นค่ะ ตรงทางโค้งๆ น่ะแหละค่ะ จอดรถเล้ย ใช้เวลาทำประมาณ 3 ชั่วโมง นะคะ โทรนัดก่อนก็ดีค่ะ

สภาพผมตอนเราไปก็คือปลายผมเสียมาก เป็นไม้กวาด จากการทำสีแบบ Ombre ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จึงอยากตัดปลายออกประมาณ 10-15 ซม ค่ะ แล้วยูตะซังก็เล็มผมเราแล้วไดร์ลมม้วนด้วยมือเบาๆ จากด้านหลัง อุ๊ต่ะ ยังกะทำเสร็จแล้วเลยค่ะ เพราะข้างบนเรียบ ข้างล่างลอนสวยงามเหมือนคนดัดปลายผมเลย (ตอนนั้นคิดเลย กูจะมายืดผมทำไมว้า ผมแบบนี้ก็สวยดีแล้ว แค่ซอยให้เข้าทรงเอง) ช่างผู้ชายน้องเก้งถามว่านี่ดัดมานานยัง อ่อ ผมธรรมชาติค่ะ

image_3
ผมก่อนทำ ปลายผมเยี่ยงไม้กวาด

image_7
ยูตะซังซอยผมเบาๆ แต่ผมเราหยิกเอง

จากนั้นยูตะก็ถามว่า จะเอาแบบยืดหรือยืดโคนดัดปลาย เรามโนในใจว่า ดัดปลายจะลอนแบบที่ยูไดร์ให้มั้ยล่ะ นางบอกว่าเหมือน แต่ถ้ายืด มันอาจจะไม่ม้วนขนาดนี้นะ เราเลยตัดสินใจบอกว่า งั้นยืดโคนดัดปลายก็ได้ถ้าช่างเห็นว่าดี หลังจากนั้นผู้ช่วยก็มาลงน้ำยาค่ะ ลงครึ่งหัวก่อน เพราะจะยืดโคนใช่ม้า เราก็ไลน์ถามเพื่อนร่วมงานแก็งค์ชะนีทีเดียวว่า แกๆ ชั้นจะดัดปลายนะ โน่นนี่นั่น ทันใดนั้นมีเพื่อนร่วมงานเตือนเราว่า พี่ป้อม…ถ้าเป็นคนไม่มีเวลาไดร์ผมก่อนออกจากบ้าน ไม่แนะนำ เพราะมันจะเหมือนพุดเดิ้ลมาก อัยยะ ผมของน้องเค้าก็เป็นหยักศก ฟู เหมือนเราด้วย ภาพเก่าในปี 2008 ที่เราดัดผมแล้วเป็นมหันภัยมันย้อนกลับมาทันใด ผมเราฟูมาก ไม่มีเวลาจัดทรงให้ลอนสวยด้วยซ้ำ หน้าก็ใหญ่ โอ๊ย นรก แล้วก็รีบบอกผู้ช่วยว่า เปลี่ยนใจทันมั้ยคะ ฮืออออ นางบอกเดี๋ยวบอกช่างให้นะคะ ยูตะซังเลยมาที่ผมแล้วอนุมัติ (มั้ง) สรุปคือ ยืดทั้งหัวค่ะ เฮ้อ

image_1
ตอนไดร์หลังตัดก่อนลงน้ำยาค่ะ

หลังจากชะโลมน้ำยาแล้วก็ทิ้งไว้ซักพักนึง ยืดแบบนี้ไม่มีแผ่นพลาสติกมาดามเหมือนสมัยรีบอนดิ้งนะคะ อุ๊ต่ะ เกิดทันกันมั้ยคะ? อาร์ตแฮร์สยามเป็นโรงงานรีบอนดิ้งหลายคนคงจำได้ สมัยนั้นเรารีบอนที่ร้านออกัส หน้ารามค่ะ อร๊าย อดีตมั่กๆ ผมตรงลีบติดหัว เค้าว่าฮิตกันค่า….ฟีดแบ็คจากคนใกล้ตัว บอกว่าผมแข็งยังกะไม้กวาด สยอง ผมธรรมชาติแต่ไม่เสียดีกว่านะ ฮ่าๆๆๆๆๆ
image_2
เป่าลมหลังยืดเสร็จ

จากนั้น ก็ล้างออกค่ะ แล้วมารีดผม ผู้ช่วยน้องเก้งบอกว่าอาจจะร้อนหน่อยนะคะ เป็นการใช้ความร้อนล็อคผมค่ะ จะดัด หรือจะยืดน่าจะเป็นช่วงนี้ล่ะค่ะ เพราะถ้าดัดก็จะใช้โรลไฟฟ้าให้ความร้อนกับลอน เหมือนดัดดิจิตอลนี่เอง ช่างจะใช้ที่รีดผมแบบเลอซาช่ามารีดตั้งแต่โคนเลยค่ะแล้วตวัดปลายให้โค้ง (ไปๆ มาๆ ก็เหมือนผมดัดปลายเบาๆ นะคะ) ทีนี้ มีอีกครึ่งหัว ช่างญี่ปุ่นผู้หญิงมาช่วยค่ะ นางใช้วิธีอีกแบบคือ หนีบตรงก่อน แล้วตวัดปลายทีหลัง เราก็นอยด์สิคะ ทำไมน้องเก้งตวัดปลายเลยทุกปอยผม กลัวลอนไม่เท่ากัน เอ๊ะ ได้ข่าวกูยืด จะนอยด์ทำไม พอทำเสร็จก็ทาน้ำยาล็อคค่ะ แล้วไปล้างออก ไดร์ผมเซ็ตผม น้องบอกว่าวิธีดูแล 24 ชั่วโมงแรกห้ามสระผม แต่ยังโดนน้ำได้ ดีกว่าสมัยรีบอนดิ้งเยอะค่ะ อันนั้นห้ามสระผม 3 วันหัวเน่าเหนียวมาก แล้วก็ห้ามมัดผม ติดกิ๊บไรงี้ตามปกติ ใช้เวลาทำรวมรอทุกอย่างแล้วไม่เกิน 3 ชั่วโมงค่ะ ไม่ทรมานเหมือนตอนทำรีบอนดิ้งเลย สมัยนั้นนี่แทบจะใช้ชีวิตในร้านทำผม ยืดอะไรตั้ง 5 ชั่วโมง เสียเวลาทำมาหากินมากๆ ออกจากร้านตัวเบาเลยค่ะ จ่ายบัตรเครดิตได้นะคะ เราซื้อน้ำมันใส่ปลายผมมาด้วยค่ะ เพราะอยากบำรุงบ้าง

image_5 image_6
น้องไดร์ม้วน เซ็ตแล้วย้อม เอ๊ย เซ็ตก่อนออกจากร้าน

พอสระครั้งแรกพบว่าชีวิตง่ายขึ้น 45% ค่ะ ลงน้ำมันปลายผมนิดหน่อยแล้วออกจากบ้านได้เลย ผมค่อยๆ แห้ง มันสวยตรงลอนปลายผมนะคะ คือ เป็นคนผมหยักศกอยู่แล้ว และรู้สึกดีใจที่บอกช่างทันว่ายืดค่ะ เพราะเราไม่น่าจะเหมาะกับทรงพุดเดิ้ลฟูเท่าไหร่ มันสยองมาก พูดเลอ แต่โคนผมค่อนข้างมันเร็ว อยู่ได้สองวันก็ต้องสระแล้วค่ะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะมันไม่ต้องรอไดร์ สระแล้วหัวเปียกขับรถออกจากบ้านเลย แล้วเดี๋ยวจะทำสีตอนครบ 1 สัปดาห์ค่ะ ทำเองนี่แหละค่ะ กับ ลิเซ่ (อ่านยากจุง) เดี๋ยวเอามาให้ดูอีก

image_9 image_8 photo
หลังสระผม 30 นาที

image
หลังสระผมจนแห้งสนิท ฟูนิดๆ ตามธรรมชาติ(ลงโทษ)

ตอนนี้ แฮปปี้มากค่ะ ยูตะซังซอยผมเก่งนะคะ

จริงๆ เราอยากรีวิวทำผมแบบ Ombre ที่ทำปีที่แล้วที่ซาลอนเดอแบร์นะคะ แต่ว่ามันก็ค่อนข้างนานแล้ว ผมก็ตัดออกหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆ ปีที่แล้วอยากลองอะไรที่อยากทำให้สุดๆ น่ะค่ะ ไม่อยากพลาดเพราะไม่กล้า ไงล่ะ ผมเสียต้องบำรุงเป็นปีเลย สะใจไปเลย คือผมอ่อนแออยู่แล้วนะคะ แต่ช่างทำดีค่ะ ถ้าชอบทำสีต้องพี่แป๊ะเลยค่ะ

ส่วนร้านอื่นๆ ที่เราว่าโอเคสำหรับการดัด ก็มี Salon de Bear แถวพัฒนาการ, ร้านวาซาบิ, พี่ดวง ร้าน AKRU ค่ะ ยังไงลองอ่านรีวิวเยอะๆ สอบถามทางร้านจนกว่าจะแน่ใจดีกว่าค่ะ หรือถามเพื่อนๆ ที่ทำมาว่าทำที่ไหน ถ้าชอบสไตล์นั้นๆ นะ และอย่าลืมเช็ค ensogo อยู่เสมอ เพราะหลายร้านที่ทำผมดีๆ ก็มีดีลราคาถูกใจสำหรับสาวๆ มาล่อใจเสมอค่ะ จะได้ผมสวยและไม่เสียตังค์เยอะนะคะ