[CR] รีวิว สักคิ้ว 6 มิติ

รีวิวนี้พี่มิชออกเงินเอง รีเสิชมาเองนะคะ หากไปทำตามแล้วดีไม่ดียังไง ไม่มีส่วนรู้เห็นนะ

คืองี้ อีการสักคิ้วถาวร 3 มิติ 6 มิตินี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในวงการชะนีรักสวยรักงาม เมื่อก่อนคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่อ่ะ ที่แก่แล้วจะเห็นรอยสักเขียวๆ ที่คิ้วแล้วมันดูปลอมๆ จนกระทั่งมันใกล้ตัวมาเรื่อยๆ ทั้งเมคอัพที่รู้จักไปเรียนสักและเพื่อนร่วมงานไปสักก่อนคนแรก พี่มิชก็คิดนะ ว่ามีขนคิ้วอยู่บ้างแต่มันลำบากเวลาเขียน มันไม่ค่อยเท่ากัน แล้วไม่รู้จะเอาทรงไหน

นี่คือรูปคิ้วที่เดี๊ยนเขียนเองเวลาไปงาน แต่งหน้าไรงี้ค่ะ อยากคิ้วตรงๆ แบบชะนีเกาโนะ จะได้หน้าดูซอฟท์

แต่พอเพื่อนร่วมงานสัก จะมีช่วงแรกๆ ที่คิ้วจะเข้มม๊าก แต่พอมันจางก็เออ ดีแฮะ ที่ไม่ไปซักที เพราะค่าสักของเค้าแพงค่ะ ประมาณ 9 พันแน่ะ รูดก็ไม่ได้ เป็นการใช้เงินก้อนใหญ่สำหรับเรานิดนึงนะ

จนได้ไปเห็นรูปเพื่อนนิเทศค่ะ นางนึง เอ๊ะ ปกติคิ้วนางไม่สวยขนาดนี้ นี่ดูเข้ม เป็นรูปทรง เลยหลังไมค์ไปถามนางว่า สักคิ้วใช่ไหมแก ที่ไหน ยังไง เลยได้ร้านมาค่ะ ชื่อร้าน barehare  มีสองสาขาคือเอกมัยกับเซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะนางบอกว่านางสักกับอาจารย์ เราเลยขอเข้าไปดูไอจีร้าน มีดาราไปทำหลายคน เออ ก็ทรงสวยดี แต่ออกแนวโค้งๆ แบบไทยอ่ะ

มีโปรโมชั่นตอนนั้นคือ 6 มิติ ราคา 5,900 บาท ผ่อนได้ 3 เดือนกับบัตรเครดิตกสิกรด้วย (มารู้ตอนจะจ่ายเงิน) ราคานี้รวมสัก 1 ครั้ง เติม 1 ครั้ง และแว็กซ์คิ้ว 1 ครั้ง ปกติถ้าแว็กซ์คิ้วเฉยๆ ครั้งละ 500 ค่ะ *มีโปรใหม่ๆ อัพเดทในไอจีร้านเค้าเด้อ

ตอนก่อนไปสักคิ้ว ควรเอาคิ้วแบบที่ขอบไปด้วยนะคะ แล้วส่วนใหญ่สีที่สักจะไม่ได้อ่อนมาก ถ้าทำสีผมมาอ่อน เวลาสักคิ้วจะทำให้สีมันตัดกับผม ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปสักค่ะ เขียนไล้เอาตามสีผมสวยกว่า

ตอนจะสัก อยากได้แบบคิ้วซูยอง วง Girl’s generation ค่ะ สวยดี แต่ช่างบอกว่าโหนกคิ้วเราทำไม่ได้ เอาจริงๆ ตอนนั้นก็แอบเฟลนิดนึง เพราะอยากคิ้วเกาหลีไง แต่ร้านเค้ามาสไตล์นี้ ก็ลองดูค่ะ

ขั้นตอนหลังจากโทรนัดคิว ก็จะเข้าไปให้ช่างแว็กซ์คิ้วแล้วก็วาดคิ้วแบบที่ต้องการ ตอนนี้ถ้าจะเปลี่ยนทรงก็ยังทันอยู่ค่ะ แต่ถ้าลงเข็มแล้วเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ถูกใจก็ลองทำจนกว่าจะถูกใจ ซึ่งการเขียนคิ้วนี่ สีจะเข้มมากนะคะ อาจจะดูแล้วหลอก หรือดูน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะจางไปเองค่ะ ดูที่ทรงก่อนดีกว่าว่ารับกับหน้าไหม แนะนำให้ส่งไปให้เพื่อนช่วยดู หรือพาเพื่อนไปช่วยตัดสินใจก็ดี

IMG_7482

วันที่ไปสักคิ้วแบบนี้ค่ะ

พอได้ทรงแล้วก็จะทายาชาค่ะ แล้วแปะแวร็ปไว้ประมาณ 30 นาที ตอนที่ไป มีลูกค้ามาแทรกคิว ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ รอนานมาก แถมยังมีข่าวระเบิดตรงพระพรหมด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าบอกข่าวช่างเลย กลัวมือสั่น หรือรีบทำเพราะรีบกลับบ้านงี้

ตอนช่างลงเข็มบอกเลยว่าไม่เจ็บ หลายคนบอก กลัวเจ็บ เอิ่ม เค้ามียาชาค่ะลูก แล้วถ้ายาชาออกฤทธิ์ไม่ต้องกลัว ทีไปผ่าหน้าอย่างอื่นล่ะทำมาหมดแล้วไม่เห็นกลัวเลยลูก

เวลาช่างจะเริ่มสัก ควรดูว่าเป็นเข็มใหม่ เพื่อกันการติดเชื้อและความคมในการสักจะได้ไม่ช้ำค่ะ

ตอนสักจะได้ยินเสียงดัง “กึด กึด กึด” เหมือนเวลาวาดรูปเลยค่ะ ช่างสักจริงๆ 10 นาทีเองค่ะ แต่วันนั้นที่นานเพราะมีคิวแก้มาแทรกแล้วใช้เวลานานมาก ซึ่งราคาแก้สักคิ้วจะแพงกว่าสักใหม่นะคะ

พอสักเสร็จเค้าจะให้เจลอะโลมาทาค่ะ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน แล้วทาเจลให้ชุ่มชึ้นเสมอ ให้แผลหายข้าที่สุด

ก่อนไปสักแนะนำให้บอกเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และแฟนไว้ก่อนนะคะ เนื่องจากช่วงสักสองวีคแรก คิ้วจะเข้มมาก เหมือน Frida ถ้าคนไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าอีนี่คิ้วปลิง และทำให้เราเสียเซ้ว เราต้องมั่นค่ะ เพราะพอมันตกสะเก็ดจะจางกำลังดี

 

คลิกดูรูปแต่ละวันได้นะคะ

ส่วนใหญ่จะให้เข้ามาสักซ้ำพอผ่านไปซัก 1 เดือนค่ะ เพื่อเติมส่วนที่ขาดไป ซึ่งรอบนี้บอกเลยว่าเจ็บ แหะๆๆ ถึงจะมียาชาก็เหอะ เพราะเหมือนเอามีดกรีดลงไปบนแผลอ่ะค่ะ วิธีดูแลก็เหมือนเดิม คือ ห้ามโดนน้ำ 3 วัน และทาเจลอะโล จนกว่าจะหมด

 

ก่อนไปสักซ้ำรอบแรกนะคะ

ทีนี้พอแผลสมาน เราก็เหมือนเกิดมามีคิ้วแต่กำเนิดทีเดียว ธรรมชาติมาก ไม่ค่อยจางมาก แต่ก็ไม่เข้ม ทุกวันนี้แต่งหน้าไม่ค่อยเขียนคิ้วเลยค่ะ เพราะมันครบแล้ว

IMG_7507

หลังไปซ้ำรอบแรกมาค่ะ

ข้อแนะนำ

  • ศึกษาสไตล์คิ้วของแต่ละร้าน หรือดูรีวิวของคนที่เราชอบ แล้วเซฟรูปต้นแบบไป
  • บอกคนรอบข้างให้เข้าใจชีวิตหลังการสัก
  • การสักเป็นการเสริมสวยกึ่งถาวร ถ้าสักแล้วจะถอนตัวไม่ได้ ต้องรอจางประมาณ 2-3 ปี
  • ราคาสักคิ้วในปัจจุบันลดหลั่นกันตามฝีมือ ประสบการณ์ ชื่อเสียง เลือกที่ถูกก็อาจจะดีก็ได้ เลือกที่แพงก็อาจไม่ดี อยู่ที่ความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ
  • ตรวจดูให้แน่ใจว่าร้านสะอาด มีสุขอนามัย และใช้ใบมีดใหม่ทุกครั้ง
  • เมื่อมีขนคิ้วงอกมานอกรอยสัก แนะนำให้ถอน หรือแว็กซ์

 

IMG_7509IMG_7511

คิ้วเหมือนธรรมชาติเค้าให้มาเนาะ เปล่าค่ะ เงินล้วนๆ

เอาจริงๆ สมัยก่อนที่แต่งหน้าไปสมัครงาน ไม่เคยเขียนคิ้วเลย ไม่รู้ว่ามันสำคัญ จนกระทั่งเวลาเราหน้าโล้น หรือไปเจอเพื่อนมีคิ้ว เราถึงเข้าใจแล้วว่า คิ้วมีความสำคัญ สร้างกรอบให้หน้าทีเดียว พอมีแล้วพบว่า แค่ทาตา หรือทาปากก็จบแล้วอ่ะ แล้วหน้าดูครบขึ้นเยอะเลย ขอโทษด้วยนะ ที่ไม่เคยใส่ใจอ่ะ

ข้อคิดวันนี้ : อยากมีอะไรก็มีได้ ถ้ามีเงินนะลูก ความสวยพ่อแม่ไม่ได้ให้ แต่เงินช่วยเราได้

 

รอบหน้า จะรีวิวขนตาถาวรนะคะ

Advertisements

[รีวิว] น้ำยาล้างจานที่ไม่ระคายเคืองผิว cococlean

เคยมั้ยคะ เวลาทำกับข้าวกินกับผู้ชแล้วแบบแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนไหนทำกับข้าว อีกคนต้องล้างจาน
แล้วแบบพี่มิชไม่ชอบล้างจาน เพราะมันล้างแล้วไม่สบายมือ

ปกติเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าล้างจานอยู่แล้วค่ะ คือ พี่มิชเห็นหน้าตาแบบนี้ ก็ทำอาหารได้บ้าง แถมดูไม่น่าจะแพ้อะไรง่ายๆ แต่กลับแพ้พวกสารฟอกขาวต่างๆ หรือพวกฟองเยอะๆ เช่น แฟ้บ (ว้าย โบราณมาก เค้าเรียกผงซักฟอกไหม) หรือพวกน้ำยาล้างจานไรงี้ค่ะ พอล้างเสร็จจะต้องล้างน้ำเปล่าออกเยอะๆ ไม่งั้นมือจะแห้ง แล้วบางครั้งคือ คันยิบๆๆๆ ทั้งวัน คือ เกาจนแผลถลอกเลยอะ เหมือนคนเป็นหิด กินยาหมอมีแก้ฝีแก้หิดก็ไม่หาย ผู้ชก็เลยจำใจและเสนอตัวล้างจานให้ตลอดค่ะ ดัดจริตเนาะ (อนุญาตให้มองบนค่ะ)

พอมาที่ออฟฟิศ ถึงจะมีเครื่องล้างจานให้แล้วก็เหอะ แต่มันจะมีเวลาที่แม่บ้านเปิดเครื่องค่ะ พอเครื่องเปิดแล้วคือจบนะ ก็ต้องล้างเองอ่ะ ใครวางแก้วทิ้งไว้ให้แม่บ้านล้างจะโดนประณาม 3 ชาติ เพราะที่นี่อยากให้พนักงานช่วยเหลือตัวเองค่ะ แม่บ้านไม่ได้มีหน้าที่มาล้างให้พนักงานโนะ แล้วแบบที่ทำงานจะมีน้ำยาล้างจานยี่ห้ออื่น แล้วแต่เวรของแต่ละแผนกที่จะจัดซื้อมาแต่ละเดือน มันจะมียี่ห้อที่มิชแพ้มาก และยี่ห้อมิชแพ้น้อย และรวมทั้งประสิทธิภาพในการล้างด้วย

—- [ บริเวณแพนทรี่ของออฟฟิศค่ะ เครื่องล้างจานเราก็มีแต่เรามาไม่เคยทัน ] —

เอาตรงๆ ให้เรียงลำดับยี่ห้อน้ำยาล้างจานในตลาดตอนนี้ ที่ชอบและถูกจริตที่สุดคือ A ย่อว่า ทพ หลายคนไม่รู้จัก ขวดสีขาวน้ำเงิน เป็นน้ำยาใสๆ กลิ่นไม่ฉุนมาก ล้างแล้วกลิ่นไม่ติดที่จานและไม่คันมือ รองลงมาที่หาซื้อง่ายกว่าคือยี่ห้อ B ย่อว่า ลปอ (ย้ำว่า ต้องลปอ,นะ อีกสูตรมะนาวของเขา กลิ่นยังฉุนอยู่) อันนี้สรรพคุณคล้ายกัน แต่กลิ่นแรงกว่ายี่ห้อ Aเล็กน้อย ล้างคราบมันได้ดี รูดนิ้วแล้วดังเอี๊ยด ส่วนยี่ห้อที่ไม่ใคร่จะชอบคือ ยี่ห้อ C ค่ะ ย่อว่า ซล, แล้วเป็นไรไม่รู้นะ เวลาไปต่างที่ต่างถิ่นนะ จะต้องโดนยี่ห้อนี้ตลอด อาจเพราะราคาถูกสุดมั้งคะ แล้วข้อเสียที่ไม่ชอบคือ กลิ่นมันติดจานค่ะ กลิ่นเลมอนหอมชื่นใจ (หรา) โอเคล้างแล้วกลิ่นคาวหาย กลายเป็นกลิ่นน้ำยาล้างจานแทน เลยไม่รู้ว่าสะอาดป่าวอะ


— [ใช้ขวดแบบเติมค่ะ ด้านในไม่แน่ใจว่าของไร แม่ซื้อมา แหะๆ ]—

เวลาที่มือแห้งๆ หลังล้างจานก็ต้องทาแฮนด์ครีมทับอีก ดูซ้ำซ้อนนะคะ ทั้งต้องล้างจาน ทั้งต้องบำรุงมือ แล้วคือเป็นไรไม่รู้ ทาแฮนด์ครีมทีไร ต้องมีอันจับของกินแล้วไปล้างมือใหม่อีกละ 55555 วนลูป เพราะเดี๊ยนกินทั้งวัน

IMG_6224
— [ แฮนด์ครีมบนโต๊ะ ของฝากจากเพื่อนร่วมงานบ้าง ซื้อมาเองบ้าง เพราะล้างมือแล้วมือแห้งค่ะคุณ ]—

ทีนี้มีรุ่นน้องเอาน้ำยาล้างจานยี่ห้อ Cococlean (โคโค่คลีน) มาให้ ดูจากชื่อนี่คือต้องมีแรงบันดาลใจจากมะพร้าวแน่ๆ แต่ไม่ได้ทำมาจากน้ำมันมะพร้าวนะคะ เป็นสารทำความสะอาดจากมะพร้าว เพราะถ้าเป็นน้ำมันมะพร้าวอันนั้นคือจะมันแทน ตอนที่เอามานี่คือบับ มิชไม่ค่อยล้างจานเยอะๆ นะ แต่ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อจะดี เค้าบอกว่าไม่มีสารพวก LAS  ที่ทำให้มือแห้ง ในน้ำยาล้างมือทั่วไป แล้วก็สาร SLS ที่ทำให้รู้สึกระคายเคือง** ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นแม่ผีเรือน เอ๊ย แม่ศรีเรือน เลยมาลองวางไว้ที่ออฟฟิศดูละกัน อย่างน้อยเอาไว้ล้างแก้วหลังเลิกงาน

IMG_5964

—[มีแต่คนถามว่า Cococlean นี่กลิ่นมะพร้าวหรอ?]—

เอาจริงๆ เห็นขวดทีแรกนึกว่าน้ำผลไม้ แหม่…. สีน้ำเงินเขียวอ่อน ดู tropical มาก อยากจะกินค็อกเทล พอเปิดขวดออกมากดใช้ รู้สึกว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายมะนาว (ก็เค้าบอกว่ากลิ่น Lime french เนาะ) ไม่มีสี ไม่มีพาราเบน* พอล้างเสร็จเช็ดมือด้วยทิชชู ก็ไม่รู้สึกแห้งที่ปลายนิ้วนะ ไม่ต้องทาแฮนด์ครีมซ้ำ หรือไม่ต้องล้างมือด้วยโฟมล้างมือตามปกติเลย ถือว่าแง่การแพ้และไม่แห้งตึงนั้นผ่าน สำหรับกลิ่นที่ติดจานนั้นก็ไม่มี เพราะนั้นชนะยี่ห้อ C ไปได้ทุกข้อราบคาบ สามารถล้างขวดนมได้เลย แสดงว่าอ่อนโยนมาก ไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างขวดนมแยกไปอีกสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก

*พาราเบน คือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ (credit: http://www.sirichiva.com)
เนื่องจากพาราเบนส์ถือเป็นสารรบกวนฮอร์โมน แม้จะเป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่จะผสมในผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางทุกชนิด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าหากใช้ไปนานในระยะเวลาต่อเนื่อง จะ ส่งผลเสียต่อร่างกายคนเราหรือไม่ (credit: http://www.consumerthai.org/)
สารกลุ่มพาราเบน (อังกฤษ: paraben) เป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แม้จะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่ได้แต่ในปริมาณที่กำหนด นิยมใช้กับเครื่องสำอางประเภท แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด ครีมสำหรับเล็บ น้ำยาดัดผมถาวร และ ยาสีฟัน Paraben ชนิดที่นิยมใช้ สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม เพราะร่างกายของเราสามาตรดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล (credit: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99)

** อ่านจากในเว็บไซต์ของ Cococlean (Cococleanthailand.com) เกี่ยวกับ SLS ได้มาว่า SLS หรือ Sodium lauryl sulfate เป็นสารทำความสะอาดที่ทำให้มีฟองดีมากตัวหนึ่ง แต่ในทางการทดสอบของแพทย์ผิวหนังจะใช้สารตัวนี้ในการกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เพราะมีการวิจัยกันค่อนข้างแพร่หลาย ว่า SLS ทำให้เกิดการแดงและระคายเคืองของผิวได้ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคส์ต่างตื่นตัวในการ ตัดสาร SLS ออก บางคนอาจสับสนสาร SLS กับ Sodium laureth sulfate (SLES) ซึ่งเปรียบเสมือนญาติกับ SLS แต่ลบการระคายเคืองออกไป SLES จึงใช้กันอย่างแพร่หลายในทั้งแชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

เอาล่ะข่า (ทำเสียงเอ็มซีมอเตอร์โชว์) เรามาล้างแก้วกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชมคะ

IMG_5965

— [เรียกว่าวางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันเดิม]—

—[เมื่อก่อนมีแก้วประจำตัวค่ะ พอหายเข้าซัก 3 ใบ พี่มิชก็คิดว่าใช้แก้วออฟฟิศไปละกัน]—

แต่แค่ล้างถ้วยกาแฟยังไม่สาแก่ใจอีช้อย เดี๋ยวขอทำกับข้าวในกระทะแล้วล้างหน่อยซิ เอาแบบคราบน้ำมันสุดๆ  ผลคือ ใช้ปริมาณน้ำยาน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ แต่สามารถขจัดคราบมันของกระทะได้หมดเลย เออ เก๋อ่ะ ผ.แซวว่าเทฟล่อนนี่ ก็ไม่มีไรติดกระทะอยู่แล้วจะพิสูจน์อะไรได้ แต่บางครั้งคนก็ล้างกระทะเทฟล่อนแล้วทิ้งความมันไว้นะคะ พอเราวางไว้ที่ซิ้งค์ล้างจานที่บ้าน พ่อชั้นคิดว่ามันคือน้ำยาล้างมือตัวใหม่แหงเลย ก็มันไม่คุ้นตา ไม่คุ้นยี่ห้อนี่นา แต่มั่นใจว่านางจะต้องชอบ เลยเอาไปให้นางลอง

IMG_6190

IMG_6192

IMG_6191

IMG_6195สรุปคือ ผลการทดลองทั้งประสิทธิภาพของการล้างจาน ขจัดความมันได้ดี โดยไม่เปลืองน้ำยา และที่สำคัญมือไม่แห้ง ไม่คันยิบๆ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ควรค่าแก่การลงทุนซื้อมาให้แม่และผ.ใช้ในอนาคต แล้วเดี๊ยน”อาจจะ”ช่วยล้างจานมากขึ้นก็ได้ เพราะไม่มีข้ออ้างว่าล้างแล้วคันยิบๆ หรือแพ้น้ำยาล้างจานอีกต่อไป อาจใช้แทนน้ำยาล้างมือด้วยนะ เอ่า…งานเข้าล่ะสิชั้น ต่อไปสงสัยต้องเป็นคนล้างจานแทนซะแล้ว 555

ป.ล. หลังจากวางไว้ที่ออฟฟิศสองวัน มีคนมาถามว่า ซื้อน้ำยาล้างจานโคโค่คลีนที่ไหน เราก็บอกว่ากูร์เมต์ เดอะมอลล์ พารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ แล้วก็โฮมเฟรชมาร์ช ในเดอะมอล์ทุกสาขาไรงี้​หรือจะซื้อผ่านเว็บก็ได้ (โห ไฮเทคแม่ก เหมาะกับแม่บ้านไม่มีเวลาแบบฉัน) ที่นี่ http://cococleanthailand.com/

IMG_6187

IMG_5663—[แถมท้ายด้วยเมนูวิจิตรมากค่ะ มาม่าเกาหลีโปะไข่ (ไม่ค่อยเยิ้มแฮะ)]—

 

ซีรีส์ลดน้ำหนัก ตอนสอง ปรับการกิน เข้ายิมแบบมีหลักการ

หลังจากผ่านเดือน ม.ค. 56 นะคะ น้ำหนักเราลดลงไปแค่ 2 กก. ค่ะ ทั้งที่เข้ายิมไป 9 ครั้ง โดยไม่ได้จ้างเทรนเนอร์ แต่ใช้บริการ 3 ครั้งที่ลงโปรโมชั่นไว้ ครั้งแรกจะวัดไขมัน ชั่งน้ำหนักและทดสอบร่างกาย ตั้งแต่วิ่งในเวลาจำกัด Plank ได้กี่นาที กางแขนขาดูสมดุลร่างกายค่ะ บอกเลยว่า สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เอ๊ย สมรรถภาพของร่างกายเราลดลงมากๆ นี่นักกีฬาเก่านะคะ เล่นกีฬามาแต่เด็กๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ แค่ซิตอัพ 20 ครั้งยังไม่ขึ้น เศร้าเนอะ วัดสัดส่วนเก็บไว้ เช่น รอบแขนบน รอบเอว สะโพก ต้นขา แล้วครั้งที่สองก็จะสอนว่าเล่นท่าไหน มีประโยชน์ยังไง เพื่อให้เราสามารถจำและเอาไปใช้ได้เอง และครั้งที่สามก็จะเทสต์แบบเดิมอีกค่ะ ว่าทำสถิติได้ดีขึ้นมั้ยค่ะ จากนั้น ถ้าเราสนใจจะต่อก็สามารถซื้อคอร์สต่อได้ แต่ถ้าอยากเล่นเองก็ไม่ฮาร์ดเซลล์ขายคอร์สเหมือนแคลิฟอร์เนียนะคะ เทรนเนอร์เป็นผู้หญิง จบวิทยากีฬามาด้วยค่ะ ส่วนตัว เราไม่ชอบเทรนเนอร์ผู้ชายค่ะ

ทีนี้หลังจากเราเล่นเองแบบออกกำลังเบิร์น (Cardio) บนเครื่อง elliptical แบบนี้ เป็นเวลา 30 นาทีอย่างต่ำทุกครั้งค่ะ
Image

(credit: http://scottfennfitness.com/2013/06/)

ที่ชอบเล่นเครื่องนี้เพราะไม่กระแทกเข่าดีค่ะ เราไม่ชอบวิ่งบนลู่ เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ถ้าคุณอยากเบิร์นก็ลองหาเครื่องที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ แล้วก็เล่นท่าตามที่เทรนเนอร์เคยสอนมานิดๆ หน่อยๆ แต่น้ำหนักไม่ลงตามที่ตั้งใจค่ะ เราเลยตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ที่จะลงคอร์ส personal trainer ดีหรือเปล่า โดยเราดูผลงานที่เพื่อนร่วมงานเราลงคอร์ส PT แล้ว เพื่อนร่วมงานลดน้ำหนักลงและดูดีขึ้น ถือว่าเก่งอยู่นะคะ แล้วเราไปถามคุณหมอผิงในงานบรรยายและฟังคุณบุ๊งเล่าเรื่องการออกกำลังแล้ว คุณหมอไม่ได้แนะนำว่าควรใช้หรือไม่นะคะ ขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ บางคนไม่ชอบให้คนมาสั่งน่ะค่ะ แต่เราชอบ 555 ชอบให้คนบังคับ และอยากเห็นผล สุดท้ายเราเลยลงคอร์ส PT กับเทรนเนอร์คนเดียวกับเพื่อนที่ออฟฟิศค่ะ เพื่อนลงแบบ 30 ครั้ง ส่วนเราเทรนเนอร์บอก 20 ครั้งก็พอ ก็ตามนั้นเลยค่ะ (ดีละ เบี้ยน้อยหอยน้อย) เริ่มเข้า PT ครั้งแรกวันที่ 19 ก.พ. 56 นะคะ เรานัดเล่นวันอังคารกับพฤหัสค่ะ ถ้าวันไหนไม่ว่างก็ค่อยเลื่อนเป็น เสาร์ แต่จะเล่น PT แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

ในแต่ละครั้ง PT จะมีท่าออกกำลังให้ 2 เซ็ตค่ะ เซ็ตละ 3-4 ท่า ไม่ซ้ำกันเลอ แต่เหนื่อยมาก ปกติตอนเล่นแคลิฟอร์เนียนี่วันรุ่งขึ้นไปทำงานไม่ไหวเลยนะคะ แต่นี่ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ตื่นไหวอ่ะค่ะ เล่นที หัวใจเต้นเร็ว แต่ก็ท้าทายมากๆ ต้องทำให้ได้ แต่รู้สึกดี เหมือนน้ำหนักจะลดเลยเนอะ (จริงๆ น้ำหนักไม่ค่อยลดเลยค่ะ ทำใจไว้แล้ว) คนเราพอเสียเงินลงไปก็อยากให้ได้ผลเร็วๆ กันทั้งนั้น อันนี้ต้องเตือนกันไว้เลยนะคะ จะได้ไม่เฟลไม่ท้อกลางทาง

ระหว่างนั้น ก็มีทริปไปเชียงใหม่ค่ะ อันนี้เล่น PT มาแค่ 4 ครั้งเองนะ ก็ต้องไปต่างจังหวัดละ แล้วเชียงใหม่นี่มีแต่กินกับนอนค่ะ เช่ารถขับอีก แทบไม่ได้เดินเหิน ทั้งสปาเกตตี้, ไก่ทอด, โรตี, กาแฟ ฯลฯ ผลคือ อ้วนขึ้นค่ะ มวลไขมันก็เพิ่ม เสื่อมมาก กลับมาเทรนเนอร์พูดแล้วเจ็บมากๆ คือ เค้ามีหน้าที่ motivate และดูแลเรื่องของวิธีการออกกำลังนะ แต่เรื่องของการกินนี่ เค้าคงห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักจะต้องทำเอง เสียเงินไปแล้วก็แล้วแต่นะ โห…ความงกของกูนี่ขึ้นเลยค่ะ ฮึดมากๆ ค่ะ ยังค่ะยัง ถัดจากทริปเชียงใหม่ เดี๊ยนยังมีทริปเกาหลีอีกค่ะ แต่บทเรียนทำให้เราระวังตัวมากขึ้น และเกาหลีเราเดินเยอะด้วยค่ะ ในขณะที่เชียงใหม่ เราเช่ารถขับค่ะ ตัวแทบไม่กระดิกเลย 555 แล้วตอนไปเกาหลี เราแอคทีฟมาก กินผักเยอะด้วยค่ะ ทั้งที่กินมื้อเย็นตอน 5 ทุ่ม แต่กลับมาน้ำหนักเท่าเดิม แถมเปอร์เซ็นต์ไขมันดีขึ้นอีก สุดยอดเลอ! หลายคนที่ไปเที่ยวเกาหลีก็น้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ ทั้งที่กินเยอะ แต่ก็เดินเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอากาศเย็นสบาย เราก็น่าใช้การเดินเพื่อลดน้ำหนักได้นะคะ

Image
อาหารที่เกาหลี

ช่วงนั้นเองค่ะ เราได้เข้าสู่วงจรการคำนวณแคลอรี่ค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความถนัดนะคะ วิธีการคำนวณแคลอรี่ของเราคือ เราต้องหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของตัวเองก่อนค่ะ (คือเป็นค่าของอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ขั้นพื้นฐานของแต่ละคน) คือ ถ้าเรากินเท่ากับ BMR ก็จะเท่าทุนค่ะ แต่ถ้าเรากินมากกว่า BMR แล้วไม่ได้เผาผลาญ ก็จะสะสมในร่างกาย แต่ถ้าเราเพียงลดแคลอรี่ในแต่ละวันให้น้อยกว่า BMR ก็จะลดน้ำหนักลงค่ะ อ่านรายละเอียดง่ายๆ ได้ที่นี่ http://www.never-age.com/bmr_2.php หรือhttps://jeban.com/viewtopic.php?t=119938

ทีนี้ การทานอาหาร เราก็จะใช้การประมาณเอาจากน้ำหนักและค่าพลังงานจากหลายๆ แหล่งค่ะ ก็ไม่เป๊ะนะ แต่มันก็สามารถคำนวณแคลอรี่ต่อวันได้ดีทีเดียว วิธีการเราคือ เช่น ข้าวสวยหนึ่งจาน หนัก 200 กรัม จะมีแคลอรี่ 400 กิโลแคล ทีนี้ ถ้าเรากินแค่ 80 กรัม ก็จะได้พลังงาน 160 แคล แล้วก็บวกกับข้าวไปค่ะ เช่น ไข่ต้ม 1 ฟอง 80 แคล แต่เราไม่กินไข่แดง ก็ลดไปเหลือเดาๆ เอาว่า 40 แคลไรงี้ ส่วนถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง เช่น ของ S&P หรือ ซีพี จะมีข้อมูลโภชนาการแปะอยู่หน้าซองค่ะ เช่น สปาเกตตี้คาโบนาร่า ได้แคลอรี่ 450 ประมาณนี้ อาหารแต่ละมื้อน่าจะไม่เกิน 500-600 แคลนะคะ ถ้าเรากินครบ 3 มื้อ ก็จะได้แคลอรี่ประมาณ 1500 ก็น่าจะเกินค่าการเผาผลาญมาเล็กน้อย แต่การเบิร์น มันเกิน 200 แคลอยู่แล้ว เราก็จะมีพลังงานเข้าร่างกายในวันนั้นประมาณ 1300 ค่ะ

จากนั้น เราก็ใช้แอพพลิเคชั่น Myfitnesspal ช่วยบันทึกแคลอรี่อาหารที่กินเข้าไปค่ะ เพื่อเตือนใจเราด้วยในอีกทางว่าเรากินเยอะไปหรือน้อยไป โดยมีเพื่อนร่วมงานของเราแนะนำแอพนี้มา และแอดกันเป็น social network ได้ด้วยนะ การบันทึกของเรา ก็เป็นการกะประมาณเอาน่ะค่ะ เช่น คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะมีกี่แคล เป็นต้น แล้วก็อิงจากตารางค่าแคลอรี่ของอาหาร (เว็บ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/05/L6643174/L6643174.html http://adia.exteen.com/20070512/entry ) พอเราคำนวณเสร็จ มันจะบอกว่ากินมากหรือน้อยไป แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ในอีก 7 วัน ประมาณนั้น (อ่านเต็มๆ ได้ที่บทความของอีคอมเมิร์ซนะคะ แหะๆ เขียนเอง ชงเองค่ะ http://www.ecommerce-magazine.com/issue/172/April-2013-Mkt-Fat)

ทีนี้ การกินที่สำคัญคืออะไร คุณหมอผิงเคยบอกไว้แล้วในตอนที่ 1 นะคะ ว่าการกินอาหารที่เป็นสูตรนั้นนี้ สุดท้ายถ้าคุณกินแบบนั้นแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง จริงอยู่ มันลดน้ำหนักค่ะ แต่มันไม่ยั่งยืน คุณจะกินอาหารนก กินผักได้ขนาดนั้นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า? ถ้าทำได้ตลอด เราไม่ว่ากันค่ะ แต่สำหรับเราค่านิยมของเราก็คือ กินอะไรที่มันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่มันมีประโยชน์ หาทานได้ง่าย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก เช่น ไข่ขาว, ผักใบเขียว, บรอคโคลี, ดอกกระหล่ำ, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, เนื้อปลา แต่คุณหมอผิงบอกว่าหมูไม่ควรกินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แหะๆ เราชอบกินหมูนี่นา พวกสัตว์เนื้อแดงน่ะค่ะ เราไม่กินเนื้อ ไม่กินปลาหมึก ไม่กินหอยอยู่แล้ว โชคดีไป

การปรับการกินนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าหักโหมจนร่างกายรับไม่ได้แล้วจะเบื่อ สำหรับเราปรับการกินจนตอนนี้นิสัยการกินเปลี่ยนไปเลยค่ะ เปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกัน

1. กินผักต้ม
ก่อนหน้านี้เรากินผักสดที่ขายเป็นแพ็คๆ หรือแบบตักตามสลัดบาร์ของซูเปอร์น่ะค่ะ แต่ต้องเลือกนะคะ ไม่ใช่ว่าตักแต่แฮม, ไข่นกกระทา, มันอบ, แครอตไรงี้ (แครอต เป็นแป้งนะคะ) แล้วพยายามไม่ใส่น้ำสลัดค่ะ เข้าใจว่าทำยาก ตอนแรกๆ ขอให้เปลี่ยนมาใช้สลัดน้ำใสก่อนค่ะ แล้วมาเป็นกินแบบวัว คือ ไม่ใส่น้ำสลัดเลย เคี้ยวกร้วมๆ เลยค่ะ ก็อร่อยดีนะคะ แต่การกินผักสด แก็สในท้องจะเยอะนิดนึงค่ะ บางทีผักก็ช้ำไรงี้ จะกินผักได้เยอะมากค่ะ เวลาช้อปปิ้งคือ ช้อปผักสดทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือกลางสัปดาห์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างฟู้ดแลนด์, เดอะมอลล์ หรือ Tops แต่ผักพวกนี้ พอเปิดถุงแล้วอยู่ได้ไม่นานค่ะ จะเน่าเร็วมาก กินไม่ทัน หรือไม่มีเวลาไปซื้อ ราคาถุงละ 50-70 บาทเป็นผักสลัดรวม แต่พอหลังจากเรากลับจากเกาหลีไม่รู้อะไรดลใจนะคะ เลยบอกแม่ให้ช่วยต้มผักแทน เอาผักง่ายๆ ที่แม่หาซื้อตามตลาดแถวบ้านได้ทุกวันน่ะค่ะ เช่น ดอกกะหล่ำ, บรอคโคลี, แครอต (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นแป้ง), เห็ดออเรนจิ ทีนี้คือ จุดเปลี่ยนเลยค่ะ พอเปลี่ยนมาต้มผักแทน มันทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น เพราะผักอุ้มน้ำค่ะ แนะนำให้ทุกมื้อมีผักต้มนะคะ กินแกล้มกับกับข้าวอื่นๆ ได้เลยค่ะ ทีนี้น้ำหนักเราก็เริ่มลดลงแบบมีนัยยะสำคัญทีเดียวค่ะ ในเดือน 4-6

Image

2. กินกาแฟร้อน ไม่ใส่น้ำตาลและสารให้ความหวาน
เรียกว่าอันนี้วัดใจนายกับเรามากนะคะ สำหรับคนชอบกินอะไรหวานๆ มาตลอดชีวิตอย่างเรา แค่เลิกกินชานมไข่มุก มิสเตอร์เชคมาปีกว่า (นับถึงตอนนั้น) ก็ถือว่าใจเด็ดมากแล้ว นี่จะมาให้กินกาแฟร้อนแบบไม่หวานอีก แต่ก็ต้องทำค่ะ เริ่มแรกก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เวลาสั่งกาแฟก็พยายามบอกให้ใช้นมโลวแฟตหรือนอนแฟต แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องซีเรียสนะคะ จากนั้นก็ขอน้ำตาลเทียม (อิควล) น่ะค่ะ มาใส่ให้พอประทังชีวิตไป รสชาติมันห่วยแตกอยู่นะคะ สำหรับคนไม่เคย พอเราเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง และที่เคยสั่งน้ำหวาน น้ำอะไรปั่นๆ เย็นๆ ก็เลิกซะ เพราะกว่าเค้าจะทำให้เครื่องดื่มมันหวานได้เนี่ย ก็ต้องใช้ทั้งน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น เราไม่ควรได้รับน้ำตาลมากกว่า 24 กรัมต่อวันนะคะ พอเราเริ่มเลิกเสพติดหวาน ต่อจากนั้นซัก 2-3 เดือน ชีวิตเราจะไม่ชินความหวาน น้ำตาลก็จะไม่แทรกซึมผ่านเราได้เยอะค่ะ หลายคนงดแป้ง งดไขมัน แต่ไม่ลดน้ำตาล กินแต่น้ำหวาน น้ำปั่น จะผอมได้ไงคะ ตัวเราเองอ่ะ บอกเลยว่าโง่เรื่องโภชนาการมาก ตอนเพื่อนบอกว่ากินน้ำหวานก็น้ำตาลเข้าเส้นเลือดเร็วเลยสิ เราก็ไม่เก็ตค่ะ ก็แบบเออ ดีออก ไม่ต้องย่อยด้วย ไม่มีแคลอรี่ … โถ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ก็เพราะมันเข้าสู่เส้นเลือดเร็วก็คือมันอ้วนเร็วกว่าแป้งอีกไงล่ะ เพราะแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแล้วเข้าสู่กระแสเลือดชิป่ะ แต่นี้ไม่ต้องใช้อะไรย่อยเลย เข้าปรี๊ดเลอ

3. กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว และลดอาหารเส้น
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ชอบกินข้าวขาว ขนมปังขาวแบบเรา หันมาเปลี่ยนชีวิตหุงข้าวกล้องมากินทุกวัน ค่ะ เริ่มจากที่บ้านปกติซื้อข้าวแบบหุงสำเร็จมา หรือข้าวก้อนๆ น่ะค่ะ เป็นข้าวขาวกับข้าวแดง ซึ่งเราอ่ะไม่ชอบรสชาติหยาบๆ ของข้าวแดงแบบนี้อยู่แล้ว เลยพยายามไปหาข้าวหอมมะลิกล้องมา ชอบของมาบุญครองค่ะ ห่อไม่ใหญ่มาก หนึ่งห่อพอดีกินคนเดียว 1 เดือน ทีนี้ จะหุงให้กินคนเดียวต่อวัน ปริมาณจะน้อยเกินไปสำหรับหม้อใหญ่ เราก็ซื้อหม้อเล็กมาเลยค่ะ หุงกินคนเดียว แม่จะช่วยหุงให้ (อีกแล้ว แหะๆ) ตอนแรกจะกะปริมาณน้ำไม่ค่อยถูกค่ะ แฉะไปบ้าง แห้งไปบ้าง แต่ก็อร่อยกว่าข้าวแดงเยอะ ทีนี้ก่อนกินทุกมื้อ เราชั่งน้ำหนักข้าวค่ะ เพื่อวัดแคลอรี่ แหะๆ ก็ต้องซื้อตาชั่งตวงอาหารมาเนอะ เราซื้อของ IKEA ค่ะ ราคา 990 บาท เวลาชั่งก็แค่กดเปิด 1 ครั้ง ให้ขึ้นเลข 0 เอาจานที่เราใส่ข้าววาง แล้วกดอีกครั้งให้ตาชั่ง tare หรือเซ็ตศูนย์ จากนั้นก็ตักข้าวลง มื้อเช้าเรากิน 80 กรัม กลางวัน 100-120 กรัม มื้อเย็นประมาณ 50 ค่ะ ทุกมื้อควรมีแป้งนะคะ ไม่ควรงดแป้งไปเลย วิธีของเราคือ ลดแป้งไม่ใช่งดค่ะ ไม่งั้นร่างกายจะโยโย่ แป้งมาได้หลายรูปแบบค่ะ ไม่ได้จำกัดจากข้าวอย่างเดียว อาหารบางชนิดก็มีศักดิ์เป็นแป้งค่ะ เช่น ข้าวโพด มัน เผือก แครอต พวกพืชจำพวกหัวทั้งหลาย

ส่วนอาหารเส้น มันคือสิ่งที่แปรรูปมาจากข้าวและแป้งนะคะ เป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี เออ อันนี้เอาเป็นว่าพยายามเลี่ยงอาหารประเภทเส้นค่ะ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน พาสต้า อา….ของโปรดทั้งนั้น ยากจุง ก็ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงค่ะ เพื่อตัวเรานะคะ อดทนอีกนิด ให้วีคละ 1 ครั้งละกัน อิอิ

4. เลิกซะนิสัยกินแบบบุฟเฟ่ต์
สั่งแค่ตัวเองพอ แล้วกินแค่ครึ่งเดียว คือ เข้าใจทุกร้านอาหารที่จะมีสัดส่วนปริมาณ (portion) ในแต่ละจานตามมาตรฐาน ดังนั้นการจะมาบอกว่า เอาข้าวครึ่งเดียว ไม่เอาข้าว นางไม่ทำให้ค่ะ ชีวิตยากเนอะ ก็ชั้นมีแต่ข้าวไป ไม่อยากกินข้าวเธอนี่นา แค่ทำปริมาณเหมือนราดข้าวแหละ แต่ไม่เอาข้าว ไม่เข้าใจหรา? บางร้านนางบอกเป็น KPI ขายเป็นเซ็ตค่ะ อ่ะ ก็ได้ ชั้นอารยะขัดขืนด้วยการไม่กินข้าวของเธอเองละกัน บางร้านมาถึง บ่นเสียดาย อ้าว ก็พี่ทำให้หนูไม่ได้นี่นา ยินดีจ่ายราคาเต็มนะคะ แต่กินครึ่งเดียว หรือบางทีก็ต้องทนอาย พกข้าว (มีแต่ข้าวนะคะ) ไปนั่งกินร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ในร้านอาหารบ้าง ก็ต้องทนค่ะ ถ้าร้านเค้าอนุญาต เพราะเราเองก็สั่งอาหารเค้านะ แต่ไม่เอาข้าวเท่านั้นเอง เวลาไปร้านข้าวมันไก่ ก็สั่งแต่ไก่นะคะ เนื้ออกดีที่สุด แต่เนื้อน่องมันอร่อยน้า

Image
Image

5. หาของว่างที่มีประโยชน์กิน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็ต้องมีการหิวระหว่างมื้อ คุณหมอผิงเลยบอกว่า อาจจะลองแบ่งเป็น 5 มื้อย่อย จะได้ไม่หิวจนตาลาย และควรกินให้ตรงเวลาทุกมื้อนะคะ ตอนนี้เราฝึกร่างกายจนถึงลมปราณขั้นสุด เอ๊ย ไม่ใช่ คือ 5 โมงเย็นปุ๊ป ความหิวมาเลยค่ะ ต้องกินข้าวเย็นประมาณนี้ แล้วพัก 2 ชั่วโมง ไปออกกำลังพอดี ส่วนของว่างนั้น เราก็ได้อ่านมาหลายที่ บางคนแนะนำ กรีกโยเกิร์ตค่ะ ที่เราชอบคือยี่ห้อนี้ค่ะ TamarValley (ตามรูป) สนนราคาก็ ถ้วยละ 100 กว่าบาทเอง อุ๊ต่ะ จะผอมได้ต้องรวยนะคะ แต่ต้องแบ่งกินนะคะ ถ้วยนึงแคลอรี่ก็หนักอยู่ แล้วเนื้อโยเกิร์ตก็เปรี้ยวมาก ดีที่มีรสผลไม้มาดับความกรีกในตัวมัน ไม่งั้นก็กินไม่ได้ แนะนำรสราสเบอรี่หรือเบอรี่รวมค่ะ รสมะม่วงมันประหลาดมาก 555 หาซื้อได้ที่วิลล่ามาร์เก็ตบางสาขานะคะ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีขายเยอะละนะ โยเกิร์ตตามท้องตลาดก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ แต่นอกจากเรื่องแคลอรี่หรือไขมันต่ำแล้ว ให้ดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมค่ะ เพราะที่มันอร่อยก็เพราะมีโซเดียมเยอะ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี  อีกอย่างก็คือพวกถั่วค่ะ หมอผิงแนะนำอัลมอนด์ แต่เราชอบถั่วปากอ้าค่ะ อร่อยมากกกก แบบที่ขายถุงละ 10 บาทตามเซเว่นน่ะค่ะ แก้เหงาปากได้ดี และถูกกว่าอัลมอนด์เยอะ อีกอย่างคือซีเรียลบาร์ค่ะ มีช่วงนึงเราซื้อตุนเลยอ่ะค่ะ ยังกะนักเพาะกาย 555 ก็มันอร่อยดีนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินขนมกรอบๆ มันฝรั่งทอดงี้ แหม…รักสุขภาพเว่อร์จริงกู ปกตินี่กรอกมโนราห์ เลย์ ก๊อบกอบ พริงเกิลเข้าปากตลอด 555 ก่อนนี้ก็ชอบกินกัมมี่ค่ะ ของ Haribo แหม่…หวานๆ หนึบๆ เนียนเลย เลิกกินหมากฝรั่งค่ะ เพราะนอกจากกรามจะใหญ่แล้ว ยังมีน้ำตาลอีก ลูกอมนี่ก็ตัวดี หวานๆ น้ำตาลทั้งนั้นเลิกค่ะ ถ้าง่วงให้กินถั่วแทน

ImageImage

Image

Image

แอปเปิ้ลแดงยี่ห้อนี้ อร่อยดีนะคะ แนะนำ

เอาล่ะ บล็อกนี้เอาแค่นี้ก่อนค่ะ ตอนช่วงที่ 2 เราน้ำหนักเหลือประมาณ 56-55 แล้วนะคะ นับถึงเดือนพ.ค. นะคะ คราวหน้าจะเป็นตอนที่จบคอร์สพีที และมีท่าในการเล่นยิมมาฝากค่ะ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องใดๆ แล้วเราเขียนผิดไป มาทักท้วงได้นะคะ ยินดีค่ะ เราไม่ได้เล่าละเอียดในทุกเรื่องค่ะ เพราะความรู้มีกระท่อนกระแท่นแล้ว ตอนที่เริ่มลดน้ำหนัก เนื้อหาปึ้กกว่านี้เยอะ หากอยากทราบอะไรเพิ่มลองกูเกิ้ลหาเพิ่มได้เลยค่ะ มีเว็บดีๆ สอนเยอะเลยค่ะ เราแค่เล่าวิธีที่เราทำแล้วเวิร์คเนาะ มาแชร์ๆ

ป.ล. ตอนนี้ (มี.ค. 57) น้ำหนักเราค่อนข้างคงที่แล้วนะคะ หลังจากหยุดพีทีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 56 แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่เช่นเดิมค่ะ อะไรที่ดีแล้วก็ดีไป แต่ตอนเครียดทีไร ขอ junk food มาหน่อยเด๊ะ!

รีวิวยืดผมแบบวอลลุ่ม : Volume hair straighten technique review

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่านคะ

หลังจากเวียนว่ายตายเกิดใน exteen มาจนถึงวันที่บล็อกร้าง เอ๊ย เข้าไม่ได้แล้ว เราเลยขอเปิดบล็อกใหม่มาพรั่งพรูเวิ่นเว้อให้มันสะใจกว่าเขียนสเตตัสในเฟสบุ๊คนะคะ

ขี้เกียจจะด่าระบบบล็อกที่เก่าละค่ะ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ที่นี่เนาะ

ขอประเดิมบล็อกแรกจากเรื่องล่าสัดกันก่อน คือ เพิ่งไปยืดผมมาค่า สมัยก่อนยืดผมจะเรียกกันว่ายืดผมถาวร หรือรีบอนดิ้งกันใช่มั้ยคะ ตอนนี้มันมีอีกศัพท์มาใหม่แล้วค่ะ มันคือ การยืดผมแบบวอลลุ่ม (Volume) หรือถ้าอ่านแบบเมกันต้องอ่านว่า วอยุ่ม หรือถ้าอ่านแบบเกาหลีก็ บอลุ่ม โอ๊ย จะอ่านหลายภาษาทำไมคะ เอาเป็นว่ายืดแบบยกโคน ปลายโค้งละกันค่ะ

จริงๆ สนใจการยืดแบบวอลลุ่มแมจิกตั้งแต่รุ่นน้องมาแนะนำการทำผมในเกาหลีให้ฟังเมื่อหลายปีที่แล้ว และได้อ่านกระทู้ของน้องแอร์ที่ไปยืดผมปลายโค้งที่เกาหลีมา อยากทำมากๆๆ แต่พอไปเกาหลีจริงๆ แล้ว ผมดี๊ดี ไม่ชี้แห้งฟู แถมตรงสวยงาม เลยไม่อยากเสียเงินประมาณ 3 พันทำที่เกาค่ะ งกด้วยแหละ กลัวคุยกับอาจุมม่าไม่รู้เรื่อง

ข้ามมาที่ไทยค่ะ 3 ปีให้หลัง มันก็เข้ามาไทยค่ะเรียกชื่อเดียวกันเลย บางที่เรียกยืดวอลลุ่ม บางที่เรียก แมจิกวอลลุ่ม/วอลลุ่มแมจิก น้ำยามีหลายเกรดค่ะ ทั้งชิเซโด ชวาสคอฟ และน้ำยาญี่ปุ่น วิธีการมันก็คือเอาน้ำยาตัวนี้ทาไปบนผมที่เซ็ตไว้ (ไดร์ไว้ตามทรง) มันทำได้ทั้งดัดและยืดค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนอยากยืดโคนดัดปลายก็ใช้น้ำยาตัวเดียวกัน

เราค้นคว้า เสาะหาร้านที่ทำมาหลายวีคเลยค่ะ (แบบอยากได้ของถูกใจและถูกราคา) เลือกมา 5 ร้านที่มีชื่อด้านนี้ค่ะ คือ

1. Hair Atelier by Ador ทองหล่อซอย 25 ช่างญี่ปุ่น ชื่อ ยูตะซัง เค้าว่าหล่อกัน ก็แบบเจป๊อปอ่ะนะคะ มีโปรโมชั่นด้วย คือ ดัด+ตัด+ทรีทเมนท์ หรือ ยืด+ตัด+ทรีทเมนท์ ทุกความยาว 4,170 บาทค่ะ น้องอีกคนซื้อดีลทำทรีทเมนท์และตัดไว้ที่ ensogo ราคา 1,990 เท่านั้น อันนี้มีพอร์ตยืดผมเยอะอยู่ค่ะ แต่มีรีวิวของท่านนึงบอกว่า ราคาโปรนี้ ถ้าเป็นยืดโคนดัดปลาย จะบวกไปอีก 1,500 เวลาตกลงกับช่าง คุยกันดีๆ นะคะ เดี๋ยวบวกไปมาแล้วแพง (http://a-dor.net/ http://www.facebook.com/HairAtelierADOR)

2. More Hair ตึกไทม์สแควร์ ช่างเกาหลี ชื่อซอฮยอน (อ่านง่ายๆว่า ซอ ยอน) ราคาผมยาวครึ่งหลังประมาณ 5,000 ค่าตัด 700 ค่ะ อันนี้เพื่อนร่วมงานไปทำมา สวยอยู่ รีวิวของท่านอื่นๆ ก็สวยค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะยืดโคนดัดปลาย ดูรีวิวของท่านนี้ได้ค่ะ (www.facebook.com/MoreHairShopTimeSquare)

3. Kudos by Tarakorn แถวเลียบทางด่วนค่ะ มีโปรโมชั่นด้วยนะคะ มีน้ำยาสองอย่างค่ะ ร้านนี้ค่อนข้างฮอตค่ะ ต้องจองคิวก่อนค่ะ (www.facebook.com/Kudossalon) ไปดูคุณพี่ท่านนี้รีวิวในจีบันกันนะคะ http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=162544

4. Prestige Hair ที่ทองหล่อและสยามค่ะ ราคาเริ่มต้นไม่ต่างจากร้านอื่นๆ นะคะ แต่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเยอะเรื่องทำผมราคาเป็นหมื่น และทำผมลูกค้าทั่วไปไม่ค่อยดี ต้องไปแก้ อันนี้เพื่อนร่วมงานเราที่เคยไปดัดที่นี่บอกเองเลย คุณพระเสียค่าทำผมเป็นหมื่น คุณพระ(อีกที) (http://www.prestige-hair.com/ http://www.facebook.com/pages/Prestige-Hair/460723497341816)

5. Park & Bomb อันนี้น้องที่ออฟฟิศไปทำมา ลอนสวยมาก แต่น้องดัดปลาย ผมเส้นใหญ่ ผมเยอะ และยาวค่ะ น้องไปทำตอนมีโปร สวยดี แต่ไม่อยู่ในช้อยส์เรา เพราะไม่ค่อยเห็นพอร์ตยืดผมค่ะ แล้วก็ค่อนข้างแพง (เฟสบุ๊คจะแยกเป็นสาขาอ่ะค่ะ เอาของสยามมา ดัดสวย https://www.facebook.com/parkandsiam)

เอาล่ะ เราตัดช้อยส์เหลือแค่ข้อ 1 กับ 2 แล้วค่ะ เพราะสนนราคาใกล้เคียงกัน จริงๆ นัดกับ More hair ไว้แล้ว แต่วีคนั้นป่วยพอดี เลยไม่ได้ไปทำ แล้วก็หาข้อมูลเรื่อยๆ จนเริ่มมั่นใจในยูตะซังและจะยืดเท่านั้น เลยตัดสินใจไปข้อแรกค่ะ โทรนัดเรียบร้อยที่เบอร์ตามเว็บ เป็นช่างญี่ปุ่นทุกท่านค่ะ แต่ผู้ช่วยคนไทย อยู่ที่ซอยทองหล่อ 25 ตรงข้ามร้านอาหารญี่ปุ่นค่ะ ตรงทางโค้งๆ น่ะแหละค่ะ จอดรถเล้ย ใช้เวลาทำประมาณ 3 ชั่วโมง นะคะ โทรนัดก่อนก็ดีค่ะ

สภาพผมตอนเราไปก็คือปลายผมเสียมาก เป็นไม้กวาด จากการทำสีแบบ Ombre ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จึงอยากตัดปลายออกประมาณ 10-15 ซม ค่ะ แล้วยูตะซังก็เล็มผมเราแล้วไดร์ลมม้วนด้วยมือเบาๆ จากด้านหลัง อุ๊ต่ะ ยังกะทำเสร็จแล้วเลยค่ะ เพราะข้างบนเรียบ ข้างล่างลอนสวยงามเหมือนคนดัดปลายผมเลย (ตอนนั้นคิดเลย กูจะมายืดผมทำไมว้า ผมแบบนี้ก็สวยดีแล้ว แค่ซอยให้เข้าทรงเอง) ช่างผู้ชายน้องเก้งถามว่านี่ดัดมานานยัง อ่อ ผมธรรมชาติค่ะ

image_3
ผมก่อนทำ ปลายผมเยี่ยงไม้กวาด

image_7
ยูตะซังซอยผมเบาๆ แต่ผมเราหยิกเอง

จากนั้นยูตะก็ถามว่า จะเอาแบบยืดหรือยืดโคนดัดปลาย เรามโนในใจว่า ดัดปลายจะลอนแบบที่ยูไดร์ให้มั้ยล่ะ นางบอกว่าเหมือน แต่ถ้ายืด มันอาจจะไม่ม้วนขนาดนี้นะ เราเลยตัดสินใจบอกว่า งั้นยืดโคนดัดปลายก็ได้ถ้าช่างเห็นว่าดี หลังจากนั้นผู้ช่วยก็มาลงน้ำยาค่ะ ลงครึ่งหัวก่อน เพราะจะยืดโคนใช่ม้า เราก็ไลน์ถามเพื่อนร่วมงานแก็งค์ชะนีทีเดียวว่า แกๆ ชั้นจะดัดปลายนะ โน่นนี่นั่น ทันใดนั้นมีเพื่อนร่วมงานเตือนเราว่า พี่ป้อม…ถ้าเป็นคนไม่มีเวลาไดร์ผมก่อนออกจากบ้าน ไม่แนะนำ เพราะมันจะเหมือนพุดเดิ้ลมาก อัยยะ ผมของน้องเค้าก็เป็นหยักศก ฟู เหมือนเราด้วย ภาพเก่าในปี 2008 ที่เราดัดผมแล้วเป็นมหันภัยมันย้อนกลับมาทันใด ผมเราฟูมาก ไม่มีเวลาจัดทรงให้ลอนสวยด้วยซ้ำ หน้าก็ใหญ่ โอ๊ย นรก แล้วก็รีบบอกผู้ช่วยว่า เปลี่ยนใจทันมั้ยคะ ฮืออออ นางบอกเดี๋ยวบอกช่างให้นะคะ ยูตะซังเลยมาที่ผมแล้วอนุมัติ (มั้ง) สรุปคือ ยืดทั้งหัวค่ะ เฮ้อ

image_1
ตอนไดร์หลังตัดก่อนลงน้ำยาค่ะ

หลังจากชะโลมน้ำยาแล้วก็ทิ้งไว้ซักพักนึง ยืดแบบนี้ไม่มีแผ่นพลาสติกมาดามเหมือนสมัยรีบอนดิ้งนะคะ อุ๊ต่ะ เกิดทันกันมั้ยคะ? อาร์ตแฮร์สยามเป็นโรงงานรีบอนดิ้งหลายคนคงจำได้ สมัยนั้นเรารีบอนที่ร้านออกัส หน้ารามค่ะ อร๊าย อดีตมั่กๆ ผมตรงลีบติดหัว เค้าว่าฮิตกันค่า….ฟีดแบ็คจากคนใกล้ตัว บอกว่าผมแข็งยังกะไม้กวาด สยอง ผมธรรมชาติแต่ไม่เสียดีกว่านะ ฮ่าๆๆๆๆๆ
image_2
เป่าลมหลังยืดเสร็จ

จากนั้น ก็ล้างออกค่ะ แล้วมารีดผม ผู้ช่วยน้องเก้งบอกว่าอาจจะร้อนหน่อยนะคะ เป็นการใช้ความร้อนล็อคผมค่ะ จะดัด หรือจะยืดน่าจะเป็นช่วงนี้ล่ะค่ะ เพราะถ้าดัดก็จะใช้โรลไฟฟ้าให้ความร้อนกับลอน เหมือนดัดดิจิตอลนี่เอง ช่างจะใช้ที่รีดผมแบบเลอซาช่ามารีดตั้งแต่โคนเลยค่ะแล้วตวัดปลายให้โค้ง (ไปๆ มาๆ ก็เหมือนผมดัดปลายเบาๆ นะคะ) ทีนี้ มีอีกครึ่งหัว ช่างญี่ปุ่นผู้หญิงมาช่วยค่ะ นางใช้วิธีอีกแบบคือ หนีบตรงก่อน แล้วตวัดปลายทีหลัง เราก็นอยด์สิคะ ทำไมน้องเก้งตวัดปลายเลยทุกปอยผม กลัวลอนไม่เท่ากัน เอ๊ะ ได้ข่าวกูยืด จะนอยด์ทำไม พอทำเสร็จก็ทาน้ำยาล็อคค่ะ แล้วไปล้างออก ไดร์ผมเซ็ตผม น้องบอกว่าวิธีดูแล 24 ชั่วโมงแรกห้ามสระผม แต่ยังโดนน้ำได้ ดีกว่าสมัยรีบอนดิ้งเยอะค่ะ อันนั้นห้ามสระผม 3 วันหัวเน่าเหนียวมาก แล้วก็ห้ามมัดผม ติดกิ๊บไรงี้ตามปกติ ใช้เวลาทำรวมรอทุกอย่างแล้วไม่เกิน 3 ชั่วโมงค่ะ ไม่ทรมานเหมือนตอนทำรีบอนดิ้งเลย สมัยนั้นนี่แทบจะใช้ชีวิตในร้านทำผม ยืดอะไรตั้ง 5 ชั่วโมง เสียเวลาทำมาหากินมากๆ ออกจากร้านตัวเบาเลยค่ะ จ่ายบัตรเครดิตได้นะคะ เราซื้อน้ำมันใส่ปลายผมมาด้วยค่ะ เพราะอยากบำรุงบ้าง

image_5 image_6
น้องไดร์ม้วน เซ็ตแล้วย้อม เอ๊ย เซ็ตก่อนออกจากร้าน

พอสระครั้งแรกพบว่าชีวิตง่ายขึ้น 45% ค่ะ ลงน้ำมันปลายผมนิดหน่อยแล้วออกจากบ้านได้เลย ผมค่อยๆ แห้ง มันสวยตรงลอนปลายผมนะคะ คือ เป็นคนผมหยักศกอยู่แล้ว และรู้สึกดีใจที่บอกช่างทันว่ายืดค่ะ เพราะเราไม่น่าจะเหมาะกับทรงพุดเดิ้ลฟูเท่าไหร่ มันสยองมาก พูดเลอ แต่โคนผมค่อนข้างมันเร็ว อยู่ได้สองวันก็ต้องสระแล้วค่ะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะมันไม่ต้องรอไดร์ สระแล้วหัวเปียกขับรถออกจากบ้านเลย แล้วเดี๋ยวจะทำสีตอนครบ 1 สัปดาห์ค่ะ ทำเองนี่แหละค่ะ กับ ลิเซ่ (อ่านยากจุง) เดี๋ยวเอามาให้ดูอีก

image_9 image_8 photo
หลังสระผม 30 นาที

image
หลังสระผมจนแห้งสนิท ฟูนิดๆ ตามธรรมชาติ(ลงโทษ)

ตอนนี้ แฮปปี้มากค่ะ ยูตะซังซอยผมเก่งนะคะ

จริงๆ เราอยากรีวิวทำผมแบบ Ombre ที่ทำปีที่แล้วที่ซาลอนเดอแบร์นะคะ แต่ว่ามันก็ค่อนข้างนานแล้ว ผมก็ตัดออกหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆ ปีที่แล้วอยากลองอะไรที่อยากทำให้สุดๆ น่ะค่ะ ไม่อยากพลาดเพราะไม่กล้า ไงล่ะ ผมเสียต้องบำรุงเป็นปีเลย สะใจไปเลย คือผมอ่อนแออยู่แล้วนะคะ แต่ช่างทำดีค่ะ ถ้าชอบทำสีต้องพี่แป๊ะเลยค่ะ

ส่วนร้านอื่นๆ ที่เราว่าโอเคสำหรับการดัด ก็มี Salon de Bear แถวพัฒนาการ, ร้านวาซาบิ, พี่ดวง ร้าน AKRU ค่ะ ยังไงลองอ่านรีวิวเยอะๆ สอบถามทางร้านจนกว่าจะแน่ใจดีกว่าค่ะ หรือถามเพื่อนๆ ที่ทำมาว่าทำที่ไหน ถ้าชอบสไตล์นั้นๆ นะ และอย่าลืมเช็ค ensogo อยู่เสมอ เพราะหลายร้านที่ทำผมดีๆ ก็มีดีลราคาถูกใจสำหรับสาวๆ มาล่อใจเสมอค่ะ จะได้ผมสวยและไม่เสียตังค์เยอะนะคะ